Roti Boy, Krispy Kreme, Kitty Cafe หรือ Moomin Cafe ล้วนแต่เป็นร้านที่มีคิวยาวเหยียดในช่วงที่เปิดร้านแรก ๆ แต่เมื่อกระแสหมดไป คนเริ่มเห่อกันน้อยลง จากที่เคยต้องไปยืนรอนาน ๆ หรือบางคนถึงกับจ้างให้คนอื่นซื้อให้ ก็กลายเป็นร้านที่แทบจะเดินเข้าไปสั่งได้ในทันที

ซึ่งในช่วงเวลานี้ คงไม่มีอะไรจะฮิตไปกว่า Pablo ชีสทาร์ตสัญชาติญี่ปุ่น โดยการนำเข้ามาของ ปิยะเลิศ ใบหยก หรือคุณเบียร์ ประธานกลุ่มบริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง จำกัด บริษัทที่ดูแลธุรกิจนำเข้าอาหารจากต่างประเทศในเครือ ‘ใบหยก’ นั่นเอง

จากการพูดคุย คุณเบียร์บอกกับว่า ลงทนุกับ Pablo สาขาแรกที่ชั้น G สยามพารากอนไปเป็นจำนวน 30 ล้านบาท (แค่ค่าครัวอย่างเดียวก็ประมาณ 7-8 ล้านบาทแล้ว) ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่เปิดมา ยอดขายต่อวันตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800,000 บาท และ Pablo ถือเป็นแบรนด์อาหารที่แพงที่สุดเท่าที่ใบหยกกรุ๊ปเคยซื้อเข้ามาในไทยเลยก็ว่าได้

 

ซึ่งทางญี่ปุ่นค่อนข้างจะเข้มงวดในทุกขั้นตอนการผลิต วัตถุดิบที่ใช้ในการทำขนมต้องนำเข้าทุกอย่าง ช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้านก็จะส่งคนญี่ปุ่นมาประกบด้วยตลอดเวลา เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่วนราคาที่ไทยจะแพงกว่าที่ญี่ปุ่นประมาณ 20-30%

และถ้าหากร้านหมดกระแสฮิต ไม่มีคนมารอต่อคิวยาวเหยียดแบบทุกวันนี้แล้ว คาดว่ายอดขายก็จะลดลงกว่าเดิมประมาณ 30% แต่ถึงอย่างไรธุรกิจก็ยังจะคงมีกำไรและขายได้เรื่อย ๆ อยู่ดี

แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ผู้บริโภครู้สึกเบื่อแล้วจริง ๆ Pablo ก็จะรับมือด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านให้มีความแปลกใหม่ออกไป โดยร้าน Pablo ที่ญี่ปุ่นก็มีความหลากหลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 1.แบบประเทศไทยในปัจจุบัน คือมีทาร์ตให้เลือกหลายชนิด 2.แบบ Premium คือขายทาร์ตที่มีราคาแพงขึ้นกว่าเดิม 3.แบบ Cafe ที่เน้นขายเครื่องดื่มมากขึ้น หรือ 4.แบบที่ขายทาร์ตไซส์ Mini อย่างเดียว ส่วนจะเลือกรูปแบบไหน ก็อยู่ที่ว่ากระแสและความต้องการของผู้บริโภคในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

 

และแม้จะมีโต๊ะให้นั่งทานกันแบบชิลล์ ๆ แต่ก็น่าแปลกใจว่า ลูกค้ากว่า 70% ซื้อแบบ Take Away

โดยในอนาคต Pablo มีแผนจะขยายสาขาไปตามจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่, พัทยา หรือภูเก็ต โดยวางงบในปีหน้าไว้ไม่เกิน 100 ล้านบาท

สุดท้าย…..ก็คงต้องมาดูกันต่อไปว่าหลังคนไทยเลิก ‘เห่อ’ น้องใหม่ในตลาดเบเกอรี่ไทยอย่าง Pablo จะพาตัวเองไปในทิศทางไหนต่อไป


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer