ถ้าพูดถึงเทรนด์ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Fin Tech , Internet of Things หรือ Big Data สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดในต่างประเทศมานานแล้วทั้งสิ้น แต่ในประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีแบบไทย เทรนด์เหล่านี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ด้วยความพร้อมของบุคลากรที่มากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมมากขึ้น ฉะนั้นในปี 2017 จะยังเห็นกระแสเหล่านี้ในไทย และสร้างเม็ดเงินให้เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ในประเทศที่พัฒนาแล้วเทรนด์เหล่านี้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องจนคำดั้งเดิมกลายเป็นคำธรรมดา แต่สำหรับประเทศไทยเทรนด์เหล่านี้ เรายังใช้ได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นในปี 2017 นี้เอง เชื่อว่าประเทศไทยจะมีการนำเทรนด์เหล่านี้มาปรับใช้อย่างสมบูรณ์

 

1.Digital Transformation

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารชั้นนำแทบทุกแบรนด์มีการปรับองค์กรครั้งใหญ่ เพราะการเข้าถึงสมาร์ทโฟน และอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว เพราะแค่ทำแอพ Mobile Banking ยังไม่พอ แต่ต้องเปลี่ยนทั้งองค์กรให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ในปี 2017 ก็จะเห็นองค์กรขนาดเล็กลงมารับเปลี่ยนแบรนด์ ทำการตลาด และกลายร่างเข้าสู่โหมดดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ

 

2.Mobility

ตั้งแต่สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิต อุปกรณ์ทุกอย่างในชีวิตก็ดูจะพกพาง่ายขึ้นตาม ตั้งแต่โน้ตบุ๊คที่น้ำหนักเบาขึ้น แท็บเล็ตที่ทำงานได้หลากหลายขึ้น มือถือที่มีจอขนาดใหญ่ขึ้น บางรุ่นก็มีปากกาเสร็จสรรพ ด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ชีวิตการทำงานของมนุษย์ก็ไม่ได้ถูกผูกอยู่กับออฟฟิศต่อไป

ประกอบกับสถานที่ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมารองรับความต้องการเหล่านี้ สมัยก่อนร้านกาแฟถือเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการพบปะ หรืองานที่ไม่เป็นทางการมากนัก แต่ปัจจุบันเกิด Co-Working Space มากมาย ที่ให้เข้าไปนั่งทำงานได้ทั้งวัน ซึ่งถ้าเทียบกับราคากาแฟหรือขนมที่ต้องจ่ายสมัยก่อน การเช่า Co-Working Space ในปัจจุบันดูจะคุ้มค่ากว่ามาก เพราะทำงานได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจใคร มีห้องน้ำ มีของว่างเล็กน้อย มีมุมยืดเส้นยืดสาย และที่สำคัญ คือการเติมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านกาแฟ หรือออฟฟิศแบบดั้งเดิมให้ไม่ได้

 

3.Financial Technology

Fin Tech ได้ยินกันจนเบื่อ และจะได้ยินไปอีกสักพัก โดย Fin Tech ที่สำคัญระดับประเทศอย่าง Prompt Pay ก็เริ่มเห็นความชัดเจนเรื่อยๆ นโยบายของภาครัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างก็เอื้อเต็มที่ ดังนั้นปี 2017 จะเป็นปีแห่งความคึกคักของทั้ง ทั้ง Startup และ Fin Tech โดยโครงการประกวดต่างๆของธนาคาร หรือ บริษัทโทรคมนาคม ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

4.Internet of Things (IoT)

ในต่างประเทศมีการพัฒนาจาก Internet of Things เป็น Internet of Everything ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อะไรก็สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้งนั้น แต่หลังจากที่พัฒนากันอยู่นาน เทรนด์ก็เปลี่ยนเป็น Intelligent Things ในที่สุด โดยอุปกรณ์ที่จะมาเชื่อมต่อกับคนไม่จำเป็น ต้องเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ฉลาดและทำให้เราสะดวกสบายขึ้นจริง

โดยอุปกรณ์เช่น Smart Watch, VR Headset หรือ Devices อื่นๆ ก็จะยังคงเหมือนในปี 2016 แต่คุณสมบัติจะเพิ่มมากขึ้น และฉลาดมากขึ้น ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค

 

5.Intelligent Personal Assistant

Intelligent Personal Assistant แปลเป็นไทยก็คือผู้ช่วยอัจฉริยะ เช่น Siri ของ Apple, Cortana ของ Microsoft, Alexa ของ Amazon และ Google ของ Google ซึ่งมีใช้กันมานานตั้งแต่ปี 2011 แต่ในไทยนั้นการใช้งานยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่แท้จริง โดยผู้ช่วยเหล่านี้สามารถทำได้แทบทุกอย่างที่สมาร์ทโฟนทำได้ เช่น โทร ส่งข้อความ ตั้งนาฬิกาปลุก นัดหมายงาน ฟังเพลง เปิดแอพพลิเคชั่น เรียกแท็กซี่ สั่งพิซซ่า ค้นหาข้อมูล และควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่เป็น IoT

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหากผู้บริโภคฝึกใช้งานจริงๆ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มากๆ อารมณ์เหมือนเลขาส่วนตัวก็ว่าได้ แต่ด้วยอุปสรรคด้านภาษา และพฤติกรรมที่ยังเขินอายกับเทคโนโลยี ทำให้ช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคไทยยังใช้ IPA ได้ไม่เต็มที่

 

6.Cloud Computing

ระบบ Cloud หมายถึงการเก็บข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ซึ่งระบบนี้มีมานานแล้ว เพียงแต่เริ่มมีการนำมาใช้สำหรับผู้บริโภครายย่อยมากขึ้น เช่น การเก็บรูปภาพ เก็บข้อมูลในเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งการโฆษณาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้นิยามของ Cloud แคบลงมาก

เพราะแท้จริงแล้ว Cloud สามารถนำมาใช้ทำธุรกิจได้ อย่าง Cloud Computing ที่สามารถจัดการธุรกิจทุกอย่างได้บนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ระบบบัญชี การติดต่อสื่อสาร ระบบ CRM และอื่นๆ ซึ่งมีทั้งความเร็ว และความปลอดภัย แต่ SMEs ในไทยยังไม่กล้าลงทุน และคิดว่าการพิมพ์ยอดขายในคอมพิวเตอร์ คือ การทำธุรกิจออนไลน์แล้ว

 

7.Big Data Analytics

Big Data เป็นอีกคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปีที่ผ่านมา แต่มีไม่กี่องค์กรที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าข้อมูลที่มีอยู่ ระบบที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว แต่การลงทุนกับข้อมูลนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะข้อมูลเท่านั้นที่จะแสดงความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำที่สุด และในยุคที่มนุษย์ทุกคนสร้างข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตตลอดเวลานั้น ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินของบริษัทเลยทีเดียว

 

8.IT Security

ระบบรักษาความปลอดภัยของไอที เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ถูกคาดการณ์ว่าจะบูมมาหลายปีแล้ว แต่มีเพียงบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่มองเห็นความสำคัญ ทั้งที่องค์กรขนาดเล็กก็มีความจำเป็นไม่ต่างกัน

เพราะฉะนั้นหาก SMEs หรือองค์กรขนาดเล็ก เริ่มขยับมาลงทุนกับเรื่อง Big Data Analytics และ Cloud Computing มากขึ้น IT Security คืออุตสาหกรรมต่อมาที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวก

 

ที่มา : IMC Institute

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer