ยักษ์ยานยนต์เยอรมันได้รับข่าวดีผ่านตัวเลขที่โตเกินคาดท่ามกลางวิกฤต โดยมีรถ EV เป็นพระเอกของไตรมาส

BMW ทำกำไรก่อนหักภาษีในไตรมาส 3 ปี 2021 ได้ 3,400 ล้านยูโร (ราว 131,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 38% หากเทียบกับไตรมาสนี้ของปี 2020

และเพิ่มขึ้น 52% หากเทียบกับไตรมาสนี้ของปี 2019 ขณะที่ผลประกอบการเพิ่มขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ 27,000 ล้านยูโร (ราว 1.04 ล้านล้านบาท)

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวคือการหันไปเน้นขายรถรุ่นที่ราคาสูงและกลุ่มรถ EV รวมไปถึงรถเครื่องยนต์ลูกผสม (Hybrid)

ในส่วนของรถ EV มีความต้องการที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยยอดขาย 60,000 คัน แม้ยังเป็นส่วนน้อยหากเทียบกับยอดขายรวมรถทุกกลุ่มของทั้งไตรมาสก็ตาม  

Oliver Zipse – CEO ของ BMW มั่นใจว่ายอดขายรถ EV จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญอีกตลอดปี 2022 ท่ามกลางยอดสั่งซื้อรถ EV รุ่นใหม่ ๆ ของ BMW อย่าง iX SUV ที่ยังไม่ลดลง

Oliver Zipse

เขายังเห็นว่ายอดขายรถ EV ของไตรมาสล่าสุดยังช่วยให้แบรนด์ยานยนต์ในความดูแลผ่านวิกฤตชิปขาดแคลนที่กำลังคุกคามอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกมาได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว CEO ของ BMW เชื่อว่าแบรนด์รถยุโรปควรหาทางผลิตชิปขึ้นมาเองมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากไต้หวันและเกาหลีใต้เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผลประกอบการดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันว่า BMW สถานการณ์ดีกว่าเครือยานยนต์คู่แข่งอย่าง Volkswagen และ Stellantis (เกิดจากการรวมตัวของ Fiat กับ Peugeot) ที่ตัวเลขกำไรและผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2021 ลดลง

ส่วนวิกฤตชิปขาดแคลนเป็นปัญหาเชิงระบบและผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด หลังผู้ผลิตชิปต้องหันไปให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์และ Smartphone มากกว่าปกติ ตามความจำเป็นของผู้บริโภคทั้งในการทำงานอยู่บ้าน การติดต่อสื่อสารและสั่งซื้อ

สินค้า จนสัดส่วนการผลิตป้อนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์เสียสมดุลไป/theguardian



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน