ตลาดกาแฟพร้อมดื่ม 2564 เมื่อ Flash Brew ปะทะ Cold Brew (วิเคราะห์)

ตลาดกาแฟพร้อมดื่มกลุ่มพรีเมียม ดื่มสนุกขึ้น เมื่อซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) นำ Boss Coffee กาแฟพร้อมดื่มอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นเข้ามาเจาะตลาดประเทศไทย เพื่อถ้าชิงส่วนแบ่งตลาดกาแฟพร้อมดื่มพรีเมียมจากคู่แข่ง

โดยเฉพาะถ้าชิงส่วนแบ่งจาก Nescafe Cold Brew กาแฟพร้อมดื่มกลุ่มพรีเมียมที่เนสกาแฟเปิดตัวเมื่อต้นปี 2563

เนื่องจากจุดเด่นของ Boss Coffee และ Nescafe Cold Brew มีความคล้ายกันคือ กาแฟที่สกัดในรูปแบบ Brew เหมือนกัน

โดย Nescafe เป็นการสกัดรูปแบบ Cold Brew

ส่วน Boss Coffee ผู้มาใหม่ในตลาดไทย เป็นกาแฟที่ใช้กรรมวิธี Flash Brew

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Cold Brew กับ Flash Brew แตกต่างกันอย่างไร

 

ทั้งสอง Brew นี้ ต่างกันที่กรรมวิธี

 

Cold Brew หรือกาแฟสกัดเย็น มีกรรมวิธีการทำเป็นการนำกาแฟแช่ในน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง เป็นระยะเวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะแช่นานกว่า 6 ชั่วโมง

แต่ Cold Brew ของ Nescafe ที่เราเห็นสื่อสารผ่านเว็บไซต์ Nescafe คือกรรมวิธีการทำกาแฟในรูปแบบ Cold Drip Coffee เพราะเป็นการนำน้ำเย็นหยดลงไปในกาแฟทีละหยดอย่างช้า ๆ เพื่อให้น้ำซึมลงไปในกาแฟก่อนที่จะไหลผ่านกาแฟอย่างช้า ๆ (เช่นกัน) ลงไปใน Coffee Server โถรับน้ำกาแฟที่อยู่ด้านล่าง

แต่เรามองว่า Nescafe เลือกใช้คำว่า Cold Brew เพราะเป็นคำที่คนส่วนใหญ่รู้จักมากกว่า และบางคนเข้าใจว่ากรรมวิธีการสกัดกาแฟในรูปแบบแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง กับกาแฟหยดเย็นที่ค่อย ๆ หยดน้ำลงไปในกาแฟอย่างช้า ๆ เหมารวมเหมือนกันว่า กาแฟสกัดเย็น หรือ Cold Brew

 

ส่วน Flash Brew คือการนำน้ำร้อนสกัดกับกาแฟ และให้น้ำกาแฟที่สกัดได้ลงไปสัมผัสกับน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว

เล่าให้เห็นภาพง่าย ๆ การทำ Flash Brew ถ้าในร้านกาแฟแนวสโลว์บาร์ ภาษาที่ไม่เป็นทางการสำหรับการชงแบบ Flash Brew คือการชงแบบ Drip on Ice หรือการนำน้ำแข็งใส่ในเหยือกดริป หรือ Drip Server ก่อนที่จะดริปกาแฟปกติด้วยน้ำร้อน เพื่อให้น้ำร้อนที่สกัดกับกาแฟไหลลงไปน็อกกับน้ำแข็งที่อยู่ใน Drip Server

รสชาติที่ได้จากการทำ Cold Brew และ Flash Brew จะมีความต่างกัน

ทางทฤษฎี รสชาติของ Cold Brew จะให้ความหวานของการสกัดกาแฟมากกว่าการสกัดด้วยน้ำร้อน

ส่วน Flash Brew จะให้ความสมดุลของรสชาติ

ซึ่งรสชาติของกาแฟทั้งสองกรรมวิธีอยู่ที่ความชอบของแต่ละคน

 

สำหรับมุมการตลาดเรามองว่าการสื่อสารผ่านคำว่า Brew เป็นการสร้างภาพลักษณ์สื่อถึงความเป็น Specialty Coffee ของกาแฟได้อีกนัยหนึ่ง

 

เมื่อพูดถึงการตลาดแล้วเราขอกลับมาเล่าสักหน่อยว่า ทำไมซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ถึงนำ Boss Coffee เข้ามาบุกตลาดไทย

1. ตลาดกาแฟพรีเมียม เติบโตก้าวกระโดด

แม้ในปัจจุบันตลาดกาแฟพรีเมียมจะมีสัดส่วนเพียง 11.5% จากตลาดกาแฟพร้อมดื่มทั้งหมด แต่ตลาดในเซกเมนต์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราการเติบโตถึง 56% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ข้อมูลนี้ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) อ้างอิงข้อมูลจาก Nielsen ในเดือนสิงหาคม 2564 เปรียบเทียบกับสิงหาคม 2563
ส่วนตลาดกาแฟพร้อมดื่มปีที่ผ่านมามีมูลค่า 12,000 ล้านบาท

 

2. ในตลาดกาแฟพร้อมดื่มกลุ่มพรีเมียมยังมีผู้เล่นในตลาดไม่มากนัก ทำให้มีโอกาสในการเติบโต ผ่านการสร้างภาพลักษณ์ Specialty Coffee

Boss Coffee ตั้งราคาจำหน่ายกาแฟขวดละ 35 บาท ในตลาดที่มีราคาระดับใกล้เคียงกันประกอบด้วยแบรนด์หลักได้แก่ Arabus และ Nescafe เท่านั้น

ซึ่ง Nescafe จะมีความคล้ายคลึง Boss Coffee ในเรื่องของการสกัดในรูปแบบ Brew เป็นจุดขาย แต่มีกรรมวิธีการสกัดที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งเรามองว่าในภาพจำของผู้บริโภคบางกลุ่มมองว่ากาแฟในรูปแบบ Brew เป็นกาแฟที่มีภาพลักษณ์ความเป็น Specialty Coffee มากกว่ากาแฟรูปแบบอื่น จากกรรมวิธีในการทำที่แตกต่างจากการดริปกาแฟทั่ว ๆ ไป

สำหรับ Arabus เป็นกาแฟที่วางภาพลักษณ์ของกาแฟในรูปแบบกาแฟดริป

ส่วน Starbucks มีระดับราคาขวดละกว่า 100 บาท ซึ่งถือเป็นตลาดซูเปอร์พรีเมียม เป็นคนละกลุ่มกับ Boss Coffee

 

3. พฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นใหม่ มีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟมากขึ้น และการดื่มกาแฟของกลุ่มนี้ นอกจากรสชาติ ความสดชื่น แก้ง่วงแล้ว การดื่มกาแฟเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของตัวตนผู้ดื่มได้เช่นกัน

เรามองว่าซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) ต้องการนำภาพลักษณ์ของกาแฟ Boss Coffee ซึ่งเป็นกาแฟ Flash Brew อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นมาเป็นจุดขายหลักในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

และใช้รสชาติหวานน้อยมาเป็นจุดขายหลักในการเข้าถึงกลุ่มที่รักสุขภาพ

 

ทั้งนี้ การมาของ Boss Coffee มีจุดมุ่งหมายคือการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดกาแฟพร้อมดื่มพรีเมียมในไทย

โดยในระยะแรกเน้นการสร้างฐานลูกค้าและแนะนำสินค้าให้คนรู้จักผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม และแคมเปญแจกชิมสินค้าทั่วประเทศ

พร้อมกับกระจายสินค้าไปยังช่องทางจัดหน่ายร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

แต่การไปสู่เบอร์หนึ่งในตลาดกาแฟพร้อมดื่มพรีเมียมของ Boss Coffee อาจจะเป็นเส้นทางที่ไม่หวานเท่าไรนัก เพราะตลาดนี้ยังมี Nescafe Cold Brew คู่แข่งรายใหญ่ในตลาดที่มีจุดขายคำว่า Brew เช่นกัน

เพราะที่ผ่านมา Nescafe Cold Brew ได้ทุ่มทุนสร้างตลาดและการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีเปิดตัวของ Nescafe Cold Brew มีการทุ่มทุน 100 ล้านบาท ในการทำตลาดทั้งการทำ Experiential Marketing เปิด โคลด์ บริว คาเฟ่ บาย เนสกาแฟ ที่สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการถ่ายภาพการดื่มกาแฟโพสต์ลงโลกโซเชียล

การนำเดอะทอยส์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สร้างการรับรู้ถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี แม้การแข่งขันในวันนี้อาจจะดูไม่หวือหวามากนัก เนื่องจาก Boss Coffee เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย ในวันที่ประเทศไทยยังคงอยู่ในข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่เราเชื่อว่านับจากนี้ต่อไป เมื่อสถานการณ์คลี่คลายกว่าในปัจจุบัน เกม ตลาดกาแฟพร้อมดื่ม พรีเมียมจะสนุกกว่านี้แน่นอน เพราะ Nescafe Cold Brew และ Boss Coffee ต่างหวังที่จะเป็นผู้นำในตลาดกาแฟพร้อมดื่มพรีเมียมเช่นกัน

I

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน