นับจากนี้ “ธนาคารไทย” กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น
เพราะ “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการผลิกโฉมรูปแบบบริการของ “ธนาคาร” ให้ต่างไปจากเดิม ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเดินไปที่ “สาขา” ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้จากทุกที่ ความสะดวกสบายนี้เอง ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการ “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” ไม่ว่าจะเป็น “อินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง” และ “โมบาย แบงก์กิ้ง” เติบโตแบบฉุดไม่อยู่
สะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ปัจจุบัน “อินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง” มีผู้ใช้งานเกือบ 13 ล้านคน เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในขณะที่ “โมบาย แบงก์กิ้ง” มีผู้ใช้งานเกือบ 12 ล้านคน เติบโตถึง 50% ซึ่งเป็นผลจากการเข้ามาของ 4G และการพัฒนาของสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ได้เข้ามากระตุ้นการใช้งานของผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
มี “คนไทย” ใช้บริการ “Digital Banking” เท่าไหร่ ?
Internet Banking 12,892,097 คน
Mobile Banking 11,573,828 คน

ที่มา : ธนาคารทหารไทย (อ้างอิงจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย, ข้อมูลเดือนมีนาคม 2559)

ซึ่งปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ได้เข้ามาส่งเสริมบทบาทของ “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” ไม่ว่าจะเป็น การประกาศ “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)” ของรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของไทย ให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบ e-Payment ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและบริการ e-Payment ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
รวมไปถึงการเข้ามาของ “Fin Tech” ที่เป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้กับบริการธุรกรรมทางการเงิน ที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์ถึง 2 เรื่องด้วยกัน คือ ความสะดวกรวมเร็ว สามารถทำได้ด้วยตนเอง และต้นทุนในการบริการที่ต่ำลง เช่น ค่าธรรมเนียมและค่าเดินทางต่างๆ ซึ่ง “Fin Tech” นี่แหละที่เข้ามาแข่งกับ “ธนาคาร” โดยตรง เพราะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีกว่าการบริการแบบดั่งเดิม
เหล่านี้จึงส่งผลเกิดให้คำถามว่าแล้ว “ธนาคารไทย” ปรับตัวเองไปถึงไหนบ้าง ?
ลด “สาขา” มุ่งหา “ออนไลน์”
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกเปิดเผยว่า ปี 2559 เป็นปีแรกที่ได้รับคำขออนุญาตปิดสาขาธนาคารพาณิชย์ มากกว่าขออนุญาตเปิดสาขา สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการเงินที่พยายามจะลดต้นทุนการให้บริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบรับกับเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดยในปีนี้ “ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” ได้เตรียมลดสาขาให้เหลือ 80 กว่าสาขา เพื่อไปโพกัสที่การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์ และกลุ่มลูกค้าการลงทุน มากกว่าการขยายสาขา ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ลดสาขาจาก 163 แห่ง เหลือ 96 แห่ง ด้าน “ME by TMB ” ที่ได้ประกาศตัวว่าเป็น “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” มาตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2555 ได้เตรียมปิดสาขา 2-3 สาขาภายในปีนี้ จากทั้งหมดที่มี 4 สาขา เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็น “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ สีลม คอมเพล็กซ์,เดอะมอลล์บางแค และเอสพลานาด รัชดาภิเษก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ 5 ล้านบาทต่อปี เหลือไว้ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสาขาแฟล็กชิป หลังจากพบว่ามีลูกค้ามาใช้บริการที่สาขาเพียง 0.06% ต่อเดือนเท่านั้น ต่างจากช่องทางโมบายแอพและอินเทอร์เน็ตที่สูงถึง 98% อีก 2% ใช้บริการผ่าน Call center
เหตุผลหลักที่ไม่ได้ปิดสาขาทั้งหมด เพราะสาขายังจำเป็นต้องมีเพื่อเป็นการยืนยันว่าบริการนี้ยังคงอยู่ พร้อมกันนี้ได้เตรียมเพิ่มช่องทางการบริการใหม่ คือ การลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีผ่านทางออนไลน์ได้ 100% ซึ่งเป็นรายแรกของธนาคารพาณิชย์ไทย คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่ 3 โดยมีเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า (2564) บัญชีเงินฝากจะต้องมี 1ล้านบัญชี จากที่มี 2.5 แสนบัญชีในปัจจุบัน