ทุกวันนี้การใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันที่มาจากฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติที่มาจากใต้พื้นพิภพกำลังกัดกินความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและอากาศที่มนุษย์ใช้หายใจไปในทุกวัน ซ้ำร้ายยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี

ทำไมโลกเราจึงจำเป็นต้องยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล

กว่า 2,500 ปีที่มนุษยชาติค้นพบพลังงานเชื้อเพลิงที่มาจากธรรมชาติ ต้องยอมรับว่า  “น้ำมัน” คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกใบนี้แต่เมื่อเทคโนโลยีบวกกับมันสมองของมนุษย์ผ่านการคิดค้นและวิจัยยาวนานหลายสิบปีทำให้ในอนาคตอันใกล้นี้ “น้ำมัน” กำลังจะเป็นโลกยุคเก่าที่คนในเจเนอเรชั่นใหม่หันหลังให้ ด้วยเพราะสิ่งนี้กำลังทำลายโลกที่พวกเราอยู่อาศัย

เห็นได้จากการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา ที่เหล่าบรรดาผู้นำโลกต่างถูกแรงกดดันให้แสดงจุดยืนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “ข้อตกลงปารีส” หรือ Paris Agreement ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563

โดยประเทศต่าง ๆ จะพยายามลดการปลดปล่อยคาร์บอนจนสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero หรือการไม่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกไปมากกว่าที่สามารถกำจัดได้ ภายในปี 2050

จากงานวิจัยของสถาบันบริหารสภาพอากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันโลกของเรามีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดนับตั้งแต่ 3.6 ล้านปีที่แล้ว

นักวิจัยของ NOAA ระบุว่า “ถ้าหากเราอยากจะบรรเทาผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เราต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เข้าใกล้ระดับแตะ 0 ให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยมาหาวิธีกำจัดก๊าซเรือนกระจก”

ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลง ใครได้ประโยชน์ใครเสียประโยชน์

จากข้อมูลของเว็บไซต์ Our World in Data ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวบสถิติที่สำคัญต่าง ๆ ของโลกระบุว่า มากกว่า 80% ของพลังงานบนโลกที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ มาจาก “น้ำมัน” ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนเพียง 11.4% เท่านั้น

เมื่อเดือนตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา จากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกได้มีการหยิบยกประเด็นผลกระทบของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีต่อเศรษฐกิจโลกขึ้นมา โดยในระยะสั้นนั้นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเหล็ก ได้เพิ่มมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกภายหลังวิกฤตโควิด-19 แต่ในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงไปใช้พลังงานทางเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่างแน่นอน

เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นประกอบด้วยหลายภาคส่วนที่เกื้อหนุนกันไม่ว่าจะเป็น ภาคการผลิต ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ การเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้ น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นนั่นทำให้ประเทศผู้ค้าน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบไปเต็ม ๆ

แต่ถ้าในอนาคตโลกเดินเข้าสู่กรอบความตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero แน่นอนว่าความต้องการในการใช้พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซและถ่านหินก็จะค่อย ๆ หมดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ จากนโยบายส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงภาคการผลิตที่ใช้พลังงานหมุนเวียน จนกดดันให้ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่ำลง ๆ จนกระทบกับความมั่งคั่งของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และถึงแม้ในอนาคตความสำคัญของการใช้น้ำมันจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งที่หลายคนลืมนึกไปก็คือ “เหรียญมี 2 ด้านเสมอ” และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานก็เช่นกัน ลองคิดดูว่าถ้าทุกคนหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้น

แบตเตอรี่ประกอบด้วยโลหะหลายชนิด แต่ที่เป็นส่วนประกอบของแบตเตอรี่สำคัญหลัก  ๆ ก็คือ ลิเทียม โคบอลต์ และ นิกเกิล ถ้าความต้องการใช้แบตเตอรี่เพิ่มมากขึ้น โลหะเหล่านี้ย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้นด้วย และราคาก็จะถีบตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

และแหล่งสำรองโลหะเหล่านี้ของโลกนั้นมีอยู่จำนวนน้อยและมีอยู่เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ได้แก่ ออสเตรเลีย ชิลี คองโก รัสเซีย และอาร์เจนตินา ซึ่งถ้าโลกไปถึงจุดที่หลายประเทศตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันจริง ๆ การเปลี่ยนขั้วความมั่งคั่งมีสิทธิ์เป็นไปได้สูงมาก เพราะเมื่อความต้องการใช้สูง แต่ปริมาณมีอยู่อย่างจำกัด ราคาก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามหลักดีมานด์ซัปพลาย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2018 การผลิตน้ำมัน ก๊าซและถ่านหินรวมกันสร้างเม็ดเงินกว่า 70 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายได้จากการผลิต ทองแดง ลิเทียม เป็นเงินไม่ถึง 10% ของเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมกันด้วยซ้ำ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า IMF คาดการณ์เอาไว้ว่าตัวเลขรายได้ของทั้ง 2 กลุ่มพลังงานจะกลับมาใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มโลหะจะทำรายได้อยู่ที่ 13 ล้านล้านดอลลาร์ และเชื้อเพลิงฟอสซิลจะอยู่ที่ 19 ล้านล้านดอลลาร์ โดยนักวิเคราะห์มองว่า “ภัยคุกคามตัวจริง” ของประเทศที่ค้าน้ำมันจนร่ำรวยนั่นก็คือ “กรอบข้อตกลงปารีส”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน