พี่น้องตระกูล Wei สร้างตำนานอาณาจักรบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม Ting Hsin

การเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกันทั้งครอบครัวมักเห็นได้บ่อยในครอบครัวชาวจีน เหมือนกับครอบครัวนี้ พี่น้องตระกูล Wei เจ้าของบริษัทใหญ่ Ting Hsin International Group ผู้ครอบครองกลุ่มธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน Tingyi (Cayman Islands) Holding Corp อีกทั้งยังเป็นเจ้าของเครือข่ายอาหารจานด่วน Dicos และยังลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งด้านการลงทุน การเช่า และการขนส่งอีกด้วย

ในปี 2021 Forbes ยกพี่น้องตระกูล Wei ให้เป็นอันดับ 4 ของ 50 อันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในไต้หวัน รวมมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด 7.8 พันล้านดอลลาร์ โดยพี่น้องตระกูล Wei มีทั้งหมด 4 คน คือ Wei Ing Chou (เหว่ยอินโฉว) Wei Ying Chiao (เหว่ยอินฉ่าว) Wei Yin Chun (เหว่ยอินฉุน) และ Wei Yin Heng (เหว่ยอินเฮ่ง)

พี่คนโตแห่งตระกูล Wei: Wei Ing-Chou

จุดเริ่มต้นของพี่น้องตระกูล Wei

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ใน Changhua (จางฮว่า) นครภายใต้เทศมณฑลในไต้หวัน สี่พี่น้องตระกูล Wei ได้สร้างอาณาจักร Ting Hsin Group ขึ้นมา และในวันนี้ Ting Hsin ก็มีรายได้ต่อปีประมาณ 24 ถึง 30 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน ด้วยทักษะความสามารถที่แตกต่างกันของพี่น้องทั้งสี่ ทั้งด้านการขาย การจัดการทางการเงิน วิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้นำที่เก่งและหาตัวจับยาก สำหรับ Ting Hsin นั้นถือว่าเพราะพวกเขาสามัคคีและส่งเสริมซึ่งกันและกัน จึงสามารถสร้างระบบความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์ได้สำเร็จ พวกเขาทั้งสี่ถูกมองว่าเป็นกลุ่ม “ซูเปอร์แมน” ที่สร้าง Ting Hsin ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศจีนได้อย่างสำเร็จ

Wei Ing Chou ผู้นำช่างฝัน

Wei Ing Chou จบการศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนมัธยมท้องถิ่นใน Changhua จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ศึกษาต่อ เขาเลือกที่จะร่วมงานกับพ่อของเขาเพื่อดำเนินกิจการโรงงานของครอบครัวเล็ก ๆ ที่แปรรูปน้ำมันละหุ่งแทน และเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต Ing Chou มีอายุเพียง 25 ปี แต่เขาได้พัฒนาทักษะและสะสมประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงมากมาย เขาได้เรียนรู้ว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีกลุ่มคนที่มีความสามารถมารวมกลุ่มกันแล้วจะกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่ง

เขาเลยใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาเคยจินตนาการว่าเขาจะสร้างธุรกิจกลุ่มอาหารที่ใหญ่ที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ และหลังจากการก่อตั้ง Tingyi มาไม่นาน ในที่สุดความฝันของ Ing Chou ก็เป็นจริง  ในปี 2007 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ Master Kong ชาพร้อมดื่ม และน้ำดื่มบรรจุขวด ได้กลายเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาดรายใหญ่ในประเทศจีน แต่เขาก็ยังไม่หยุดฝัน เขาตั้งเป้าหมายในอนาคตว่า Tingyi จะกลายเป็นกลุ่มบริษัทระดับโลกที่มีมูลค่าตลาดของสหรัฐฯ 50 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ Wei Ing Chou ยังเป็นคนที่รักการเรียนรู้จากพนักงาน เขายินดีรับฟังสิ่งที่พนักงานของเขาพูด เพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัททำได้ดีเพียงใด เขาให้ความเคารพผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านวิชาการมาโดยตลอด โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน อีกทั้งดูแลพนักงานของเขาเป็นอย่างดี ปัจจุบัน Ing Chou เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัท Tingyi (Cayman Islands) Holding และทำงานในด้าน F&B

Wei Ying Chiao ผู้นำด้านยุทธศาสตร์

หลังจาก Wei Ying Chiao จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นในเขต Changhua เขาก็ได้เข้าร่วมธุรกิจกับพี่น้องของเขา โดยเขาเชื่อว่าครอบครัวคือทรัพย์สินอันล้ำค่า Ying Chiao ได้วางกลยุทธ์มากมายให้กับ Tingyi Holding เช่น การลงทุนของบริษัทในร้านค้าปลีกเทสโก้ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ในปี 2011 PepsiCo Inc. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและผู้ผลิต Pepsi-Cola ประกาศขายการดำเนินการบรรจุขวดในจีนให้กับ Tingyi-Asahi Beverages Holding Co. ในสัดส่วนการถือหุ้น 5% โดยบริษัท Tingyi-Asahi เป็นธุรกิจเครื่องดื่มของ Tingyi (Cayman Islands) Holding Corp. ซึ่งจะเป็นบริษัทย่อยของ Ting Hsin Group โดย PepsiCo หวังว่าจะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่กว้างขวางของ Tingyi Holding เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มให้กับ Coca-Cola Co. และ Ying Chiao ยังถือว่านี่คือกลยุทธ์หนี่งในการเป็นพันธมิตรกับศัตรูที่เป็นมิตรกว่า เพื่อโจมตีศัตรูหลักอย่าง Coca-Cola

เขาเน้นว่าแม้ว่ารายได้ของ Tingyi ในประเทศจีนจะสูงกว่าของ Coca-Cola China ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ Tingyi ก็ต้องไม่ละเลยที่จะปกป้องตัวเองจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาคาดว่าเมื่อโรงงาน PepsiCo กับ Tingyi ทำงานร่วมกัน รายได้ของ Tingyi จะสูงกว่าของ Coca-Cola ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ Ying Chiao ยังรับผิดชอบในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบริษัท ความสำเร็จครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อ Ting Hsin ได้เข้าซื้อหุ้น 37 เปอร์เซ็นต์ใน Taipei Financial Center Corp. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกระฟ้าไทเป 101 ในขณะนั้นหลายคนคิดว่าคงต้องใช้เวลานานก่อนที่จะทำกำไรได้ แต่ Ying Chiao ได้ดึงนักท่องเที่ยวมาช่วยทำกำไร แม้ในตอนแรกจะขาดทุน 280 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน แต่ต่อมาในปี 2010 กลับทำกำไรได้ 450 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

Wei Yin Chun ผู้นำผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

อาจเป็นเพราะภูมิหลังทางการเงินของ Wei Yin Chun ทำให้เขาเชี่ยวชาญด้านการเงินเป็นอย่างมาก เขาจะคอยดูแลและช่วยเหลือการเงินของ Ting Hsin เหมือนตอนที่ Ting Hsin ซื้อกิจการ Wei Chuan ในปี 1998 ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนกระแสเงินสดอย่างรุนแรง บริษัทต้องเสี่ยงกับวิกฤตการล้มละลายที่อาจเกิดขึ้นได้ Yin Chun จึงมองหาบริษัทต่างชาติที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเขาได้ และในปี 1999 บริษัท Sanyo Foods Co. Ltd. ในประเทศญี่ปุ่นได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการซื้อหุ้น 33.14 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาบริษัท Sanyo จึงได้ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Tingyi Holding ในปี 2004 ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Tingyi-Asahi Beverages Holding Co. โดยดำเนินตามแบบโมเดลในการทำกำไรจากตลาดจีนเป็นหลัก

ส่วนกิจการ Wei Chuan ได้เจริญรุ่งเรืองในเวลาต่อมา เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้การนำของ Yin Chun ทำให้ในปี 2010 กำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อหุ้นอยู่ที่ 3.23 ดอลลาร์ไต้หวัน และไม่เพียงแต่สร้างสถิติใหม่ให้กับบริษัทได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแซงหน้า EPS ของ Uni-President Enterprises Corp. ผู้นำด้านอาหารแห่งไต้หวันเป็นครั้งแรกอีกด้วย แต่ต่อมาในปี 2018 Yin Chun ได้ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี 9 เดือน เนื่องจากละเมิดกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร และหลอกลวงผู้บริโภคในเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับน้ำมันปรุงอาหาร

Wei Yin Heng ผู้นำที่คิดถึงความสะดวกทางสังคมเป็นหลัก

Wei Yin Heng ดำเนินงานตามปรัชญาของ “การแบ่งงานแต่ไม่แบ่งแยกครอบครัว” โดยเขาทำงานในหน้าที่เป็นหัวหน้าธุรกิจโลจิสติกส์ของ Ting Hsin และ Convenience Store & Chain Restaurant Group เขาวางแผนที่จะขับเคลื่อนร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทให้แซงหน้า 7-Eleven ในประเทศจีน โดยภายในสิ้นปี 2011 เขาคาดว่าแฟมิลี่มาร์ทจะมีร้านค้าประมาณ 800 แห่งในจีน ซึ่งจะสร้างรายได้รวม 1.83 พันล้านหยวนต่อปี และเครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด Dicos Western Fast Food จะมีร้านค้าประมาณ 1,212 แห่ง ซึ่งยอดขายประจำปีจะประมาณ 5.1 พันล้านหยวน นอกจากนี้ Yin Heng ยังเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับ Ting Hsin เพราะบุคลิกที่สบาย ๆ ของเขาทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ เขาจึงเป็นโฆษกในอุดมคติของบริษัทและพี่น้องตระกูล Wei

ตำนานอาณาจักร Ting Hsin International Group

สี่พี่น้องตระกูล Wei สืบเชื้อสายมาจากมณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของจีน แต่ได้ย้ายไปไต้หวันในปี 1826 ขณะอยู่ไต้หวัน พ่อของพวกเขาได้ทำธุรกิจยาจีน ก่อนจะตั้งโรงงานน้ำมันสำหรับอาหาร และหลังจากพ่อของพวกเขาเสียชีวิต พวกเขาได้คิดที่จะสร้างธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มขึ้นมา

พี่น้องตระกูล Wei ได้ก่อตั้ง Ting Hsin International Group ในปี 1958 ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น Tingyi, Wei-Chuan Food Corporation และ Dicos เป็นต้น นอกจากการผลิตและจำหน่ายแบรนด์ต่าง ๆ แล้ว Ting Hsin ยังมีร้านค้าปลีกมากกว่า 100,000 แห่งในประเทศจีน รวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั่วโลก โดย Ting Hsin เป็นหนึ่งในห้าบริษัทอาหารบรรจุห่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนอีกด้วย

ต่อมาพี่น้องตระกูล Wei ได้เปิดกิจการ Tingyi Holding ในปี 1992 โดยผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก ปัจจุบัน Tingyi ได้ครองส่วนแบ่งตลาด 56% ของประเทศจีน Wei Ing Chou ได้แรงบันดาลใจมาจากในยุคสมัยนั้นผู้คนต้องการอะไรที่รับประทานแล้วรู้สึกอิ่มท้อง สี่พี่น้องตระกูล Wei จึงตั้งโรงงานแห่งแรกในเทียนจิน เพราะคนแถวนั้นชอบรับประทานบะหมี่เป็นพิเศษ และในปี 1996 KFC กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในจีน พวกเขาจึงคิดที่จะลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมา ร้านอาหาร Dicos จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ปัจจุบัน Dicos มีร้านมากกว่า 1,050 แห่งทั่วประเทศจีน โดยมียอดขายสูงถึง 540 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ในปี 1998 พวกเขาได้ซื้อกิจการบริษัทอาหารและเครื่องดื่มอันดับ 2 ของไต้หวันอย่าง Wei Chuan ที่มีน้ำผลไม้เข้มข้น ต่อมาในปี 2006 พวกเขาได้เปิดร้านบะหมี่ Master Kong Chef’s Table ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้ามากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศจีน และในปี 2009 พวกเขาได้ร่วมมือกับ Family Mart โดยปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อมากกว่า 500 แห่งในจีน นอกจากนี้ Ting Hsin ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นส่วนตัวรายใหญ่ที่สุดของ Taipei Financial Center Corporation ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารไทเป 101 อีกด้วย

ข่าวอื้อฉาวของ Ting Hsin Group

ในช่วงปลายปี 2013 มีการพบว่า Ting Hsin ได้ซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการปนเปื้อน อัยการจึงได้เริ่มการสอบสวนเรื่องอื้อฉาวด้านอาหารของไต้หวันในปี 2014 โดยพบว่า Ting Hsin มีการขายน้ำมันปรุงอาหารที่ปนเปื้อน ต่อมา Ting Hsin ประกาศว่าจะไม่ผลิตน้ำมันสำหรับประกอบอาหารอีกต่อไปหลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับน้ำมัน และ Wei Ying Chung ถูกฟ้องร้องในปีนั้นเช่นกัน Ting Hsin ไม่เพียงระงับการดำเนินงานที่ Ting Hsin Oil and Fat แต่ยังรวมถึง Cheng I Food Co Ltd. อีกด้วย

นอกจากนี้ ประชาชนไต้หวันร่วมกันคว่ำบาตรสินค้าของ Ting Hsin โดยมีร้านอาหาร ตลาด และโรงเรียนหลายแห่งปฏิเสธที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม Ting Hsin ทางบริษัท Ting Hsin จึงประกาศว่าจะออกจากตลาดน้ำมันของไต้หวันและบริจาคเงิน 3 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันให้กับ Juantai Financial Group ซึ่งดูแลเรื่องความปลอดภัยของอาหารภายใต้การดูแลของประธาน Yin Yen Liang

หลังเกิดเรื่องอื้อฉาว ส่วนแบ่งของบริษัทในเครือ Wei Chuan ซึ่งเป็นแบรนด์นม ได้เปลี่ยนจากการถือครองสัดส่วนในตลาดนมท้องถิ่นเหลือ 25% จาก 40% และ Ting Hsin ได้ยุบบริษัทในเครือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Master Kong (Taiwan) Foods Co., Ltd. โดย Master Kong จะเลิกกิจการทั้งหมดและถอนตัวจากการผลิตในไต้หวัน รวมถึง FamilyMart ได้ฟ้องยุติการเป็นหุ้นส่วนกับ Ting Hsin ในปี 2019 ซึ่งเป็นการยุติการร่วมมือกันมาทั้งหมด 15 ปี

อ้างอิง: taipeitimes.com / asia.nikkei.com / wikipedia.org / wikipedia.org / reuters.com / forbes.com / forbes.com / forbes.com / forbes.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน