ในวันที่ตลาด “อาหารแมว–สุนัข” กลายเป็น Red Ocean

เต็มไปด้วยผู้เล่นทั้งแบรนด์เก่าและหน้าใหม่

กลับมีแบรนด์หนึ่งที่ “มาทีหลัง”

แต่เร่งสปีดแซงขึ้นมาแตะยอดขายระดับพันล้านได้ในเวลาเพียง 3 ปี

นี่คือเรื่องราวของ

“คริส–ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี” เด็กหนุ่มวัย 28 ปี

ที่ตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก McKinsey & Company

เพื่อสร้างแบรนด์อาหารแมว “Pramy” (พรามี่)

คำถามสำคัญคือ

เขามองเห็นอะไร…ในตลาดที่ใคร ๆ ก็บอกว่า “กำลังแข่งกันเดือด”

และวางกลยุทธ์อย่างไร

ถึงพาแบรนด์เติบโตแตะพันล้านได้เร็วกว่าที่ใครคาดคิด

ก่อนจะมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์พรามี่ ฐิติภัทร์คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานแบบ Top-tier education จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จบวิศวกรรมศาสตร์จาก UCL และต่อยอดด้านธุรกิจที่ University of Cambridge

เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey & Company ตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี

ในช่วงนั้น ครอบครัวเริ่มทำธุรกิจ OEM อาหารสัตว์เลี้ยง แต่เขา “ไม่เคยคิด” ว่าจะกลับมาทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

จนกระทั่ง “บางอย่าง” เปลี่ยนความคิดของเขา

Big Idea เกิดขึ้นในร้าน Pet Shop 

จุดเริ่มต้นมาจากโอกาสที่ได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ไป เขามักแวะเข้าไปดูร้าน Pet Shop ของแต่ละประเทศ เพื่อหาของฝากน้องหมา น้องแมวที่เลี้ยงไว้

และเริ่มสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่ “สะดุดใจ” คือแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลกหลายแบรนด์ โดยเฉพาะอาหารเปียก พอพลิกหลังซองดู กลายเป็นว่า “ผลิตในประเทศไทย”

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นถึงผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก และสินค้าที่ส่งออกไปก็เป็นระดับคุณภาพสูงแบบ Human Grade ใช้วัตถุดิบที่คนกินได้จริง ๆ

แต่เมื่อกลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่เขาเห็นกลับตรงกันข้าม อาหารคุณภาพสูง “มีน้อย”

“ทำไมของดีที่ผลิตในไทย ส่วนใหญ่ถึงถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ แมวไทยกลับไม่ค่อยได้กิน ที่มีอยู่บ้างก็ราคาแพงมาก”

นี่คือ Gap ของตลาดที่เขาเห็น

และเป็นจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจ “ลาออก” จาก McKinsey  ศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง และลงมือทำแบรนด์อาหารแมวของตัวเอง เพื่อเอาคุณภาพระดับเดียวกับที่ส่งออก ในราคาที่ทำให้คนไทยเข้าถึงได้

ต้องยอมรับว่าในปีที่เขาตัดสินใจทำนั้น เทรนด์ “Pet Humanization” หรือการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้ธุรกิจอาหารสุนัขและแมวคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งผู้เล่นรายเดิมที่เร่งขยายตัว และผู้เล่นหน้าใหม่ที่กระโดดเข้ามาในตลาด พร้อมกับจำนวนคนเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แล้วอะไรคือกลยุทธ์ที่แตกต่างของพรามี่

แต่ในวันที่ตลาดแข่งขันกันด้วย “รสชาติ” เช่น ไก่ หรือปลา เขาเลือกมองข้ามไปอีกขั้น

ผมมองต่างโดยเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมความงามที่มีสินค้าเฉพาะทางหลากหลาย ทำให้เกิดคำถามว่า

‘ทำไมอาหารสัตว์เลี้ยงยังไม่ตอบโจทย์สุขภาพแบบเฉพาะด้านเหมือนของคน?’”

เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรามี่พัฒนาอาหารแมวแบบ Functional ขึ้นมา เช่น สูตรบำรุงขน สูตรลดก้อนขน สูตรสำหรับแมวสูงวัย สูตรสำหรับแมวทำหมัน ฯลฯ

อาหารแมว…แต่ไม่มีรูปแมว? กลยุทธ์ Hook ตลาด

อีกจุดหนึ่งที่เขาเลือก “ไม่เดินตามตลาด” คือเรื่อง Packaging

ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้ “รูปแมว” เป็นตัวสื่อสารหลัก พรามี่กลับตัดสินใจไม่ใช้เลย และเลือกใช้ภาพวัตถุดิบจริง เช่น ปลา หรือไก่ แทน

เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นการ “เปลี่ยนจุดสื่อสาร”

แนวทางนี้ในช่วงแรกถือว่ามีความเสี่ยง เพราะขัดกับสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคย และอาจทำให้สินค้าดูไม่ใช่อาหารสัตว์ในสายตาบางคน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้แบรนด์ “แตกออกจากชั้นวางทันที” โดยเฉพาะในตลาดที่ภาพรวมหน้าตาคล้ายกันไปหมด

ผลลัพธ์คือ Packaging กลายเป็นจุดสัมผัสแรกที่ช่วยให้คน “หยุดมอง”

และตั้งคำถามว่าแบรนด์นี้แตกต่างอย่างไร

มอง TikTok ก่อนตลาดจะเชื่อ

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีก่อน ตอนนั้น TikTok ยังเป็น platform ใหม่ที่ผู้เล่นยังไม่ได้เยอะมาก

“ด้วยความที่ผมเป็นคนรุ่นใหม่ เรามองว่าแพลตฟอร์มนี้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง เข้าถึงง่าย และต้นทุนยังไม่สูง เราเลยตัดสินใจลงทุนเพียงหลักหมื่น แล้วโฟกัสที่ TikTok เป็นหลัก”

พรามี่เลือกใช้ TikTok เป็นหัวใจของการทำตลาด โดยเน้นการทำคอนเทนต์ที่ทั้ง “ขายของ” และ “ให้ความรู้” ไปพร้อมกัน โดยเล่าให้คนเลี้ยงเข้าใจว่า “อาหารแบบไหนถึงดีกับแมว”

เป็นแนวทาง Education Marketing ที่ใช้คอนเทนต์ให้ความรู้ สร้างความเชื่อมั่นก่อนการขาย เมื่อคอนเทนต์ถูกผลิตอย่างสม่ำเสมอ บวกกับจุดขายเรื่อง “อาหารแมวเกรดคนกินได้”

ทำให้พรามี่ค่อย ๆ เป็นแบรนด์ที่ “คุ้นเคย” และ “เชื่อใจ” ได้อย่างรวดเร็ว

 แบรนด์ไม่ได้เลือกคนดัง…แต่เลือก “คนที่เลี้ยงจริง”

แทนที่จะทุ่มงบโฆษณาแบบแมส พรามี่เลือกใช้กลยุทธ์ “อินฟลูเอนเซอร์” เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์โดยตรง

หนึ่งในนั้นคือเพจ “ไข่ขาวลูกแมร๊” เพจดังของแมวเซเลบ “น้องไข่ขาว” ที่มีฐานแฟนเหนียวแน่น แม้วันนี้น้องจะจากไปดาวแมวแล้ว แต่แบรนด์ยังคงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

“เจฟ ซาเตอร์” ศิลปินที่เป็นทาสแมวตัวจริง (ปัจจุบันเลี้ยงถึง30 ตัว) ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2566

และล่าสุด หลังเปิดตัวไลน์อาหารสุนัข “PRAMY PRAMA” ได้ราว 3 เดือน ก็ได้ “โบกี้ไลอ้อน” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรก

ทั้งหมดนี้คือการขยายการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขึ้น ผ่านคนและคอนเทนต์ที่ “เข้าถึง” และ “มีตัวตนจริง” ในสายตาผู้บริโภค

จากจุดเริ่มต้นเพียง 9 สูตร วันนี้พรามี่ขยาย SKU อย่างต่อเนื่อง แต่หัวใจจริงของการเติบโตไม่ใช่แค่สินค้าใหม่

“ผมใช้ Feedback ลูกค้าเป็นตัวตั้ง และลงไปตอบแชทลูกค้าเองตลอดในช่วงแรก ๆ รวมทั้งโฟกัสในเรื่องคุณภาพ”

เขามั่นใจว่า การตลาดช่วยแค่ “ให้ลองครั้งแรก” แต่การเติบโตและทำให้แบรนด์อยู่ได้ยาวมาจาก “ซื้อซ้ำ + บอกต่อ”

พรามี่เริ่มวางขายช่วงปลายปี 2564 ก่อนเร่งเครื่องเต็มตัวในปี 2565  ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า

  • ปี 2565 รายได้ 217 ล้านบาท กำไร 7.7 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้พุ่งเป็น 515 ล้านบาท กำไร 43 ล้านบาท
  • ปี 2567 ทะลุ 1,017 ล้านบาท กำไร 71.7 ล้านบาท

The Next Chapter ความท้าทายของแบรนด์

แม้พรามี่จะสร้างชื่อจากอาหารแมวได้สำเร็จ แต่การขยายมาสู่ “อาหารสุนัข” ไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าใหม่ เพราะพฤติกรรมผู้เลี้ยงสุนัข โครงสร้างตลาด และคู่แข่งแตกต่างจากตลาดแมวอย่างชัดเจน ดังนั้นพรามี่จะทำอย่างไรให้ “ความเชื่อมั่น” ที่เคยสร้างไว้กับคนเลี้ยงแมว ถูกส่งต่อมายังกลุ่มคนเลี้ยงสุนัขได้จริง

การพา “พรามี่” ออกจากตลาดในประเทศ ไปแข่งขันในตลาดโลก คือการยกระดับแบรนด์ให้สามารถยืนอยู่ในมาตรฐานสากล ทั้งคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงภาพลักษณ์แบรนด์ ที่ต้องชนกับ Global Brand ที่มีทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เหนือกว่า

ฐิติภัทร์ฝากมุมมองว่า

“อย่า Overclaim อย่าพูดเกินจริง เพราะธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตสัตว์เลี้ยงโดยตรง สิ่งที่พูดต้องพิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่แค่ขายได้ในระยะสั้นแล้วจบ”

เขายังฝากบอกว่า ยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพูดคุยกับทุกคนได้ในงานAIS PRESENTS WTF Festival 2026 ในวันเสาร์ที่ 23 – อาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 ณ ชั้น 5 Paragon Hall Siam Paragon
Festival  ที่ผู้เข้าร่วมจะได้เดิน เจอ ถาม และสัมผัสตัวตนของผู้ประกอบการตัวจริง ผ่าน 3 โซนหลัก ได้แก่
1. Outliers Talk เวทีใหญ่ที่เจ้าของธุรกิจตัวจริงมาเล่าวิธีคิดแบบไม่ปรุงแต่ง
2. Fearless Forum เวทีสนทนาแบบใกล้ชิด ถามลึก ถามตรง ไม่ต้องเกรงใจ
3. Founder’s Fair พื้นที่ที่ Founder มายืนขายเอง คุยเอง เจอเอง

เรื่องราวของพรามี่บอกกับเราว่า บางทีความสำเร็จระดับพันล้าน อาจไม่ได้เริ่มจากการ “คิดใหญ่” แต่เริ่มจากการ “มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม”

แต่ในเกมธุรกิจ การ “โตเร็ว” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

คำถามต่อจากนี้คือแบรนด์ จะ “โตอย่างยั่งยืน” ได้อย่างไร ในวันที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ