เริ่มต้นใหม่ อีกครั้งด้วยบทเรียนครั้งสำคัญจากปีที่ผ่านมา โดย รวิศ หาญอุตสาหะ

รู้สึกกันไหมครับว่าวันเวลามันผ่านไปไวเหมือนโกหก รู้ตัวอีกทีเราก็มาเริ่มต้นนับเดือนใหม่กันอีกครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ปี 2021 อาจจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย แต่ก็ฝากเรื่องราวต่าง ๆ ไว้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตการทำงาน ที่มีทั้งดีและร้ายปะปนกันไป และคงเป็นอีกปีที่หนักอึ้งสำหรับหลาย ๆ คนมากทีเดียว

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวและทั่วโลก ส่งผลให้เราต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่เข้ามานั้นมีหลากหลายรูปแบบ บางอย่างก็อยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ดี บางอย่างพอรับได้แต่อาจทำไม่ดีพอ หรือบางอย่างเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน จนทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ล้มไม่เป็นท่าก็มี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย มันจะผ่านมาและผ่านไปในที่สุด และเราจะพบว่าเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาได้ฝากบทเรียนและทิ้งข้อความบางอย่างให้ได้ตระหนักหลายเรื่อง

ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้ให้บทเรียนทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวกับผมหลายเรื่องเช่นกัน ลองมาดูกันครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

 

1. ติดอาวุธและสร้างฐานที่แข็งแกร่งให้ธุรกิจ

หากย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดใหม่ ๆ เราจะพบว่าเศรษฐกิจจากที่ตกต่ำอยู่แล้วค่อย ๆ แย่ลงไปเรื่อย ๆ จนทำให้ธุรกิจทั้งเล็กและใหญ่ต้องหยุดชะงักไปตาม ๆ กัน แม้ในปี 2021 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน และกลับมาใช้ชีวิตปกติบ้างแล้ว และเราเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจมากนัก เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวดีเท่าที่ควร มีภาวะเงินเฟ้อ และมีการกลายพันธุ์ของเชื้อเรื่อย ๆ จึงนับว่ายังเป็นอีกปีที่หนักหนาสาหัสและสร้างบาดแผลให้ภาคธุรกิจพอสมควร

ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจ คือการย้อนกลับมาค้นหา ‘จุดแข็ง’ ของตัวเอง ว่าอะไรคือสิ่งที่เราเก่งและถนัด เพื่อสร้าง ‘ฐานที่แข็งแกร่ง’ ให้กับธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ สร้างโอกาสและข้อได้เปรียบในตลาด สิ่งเหล่านี้เป็น ‘การติดอาวุธ’ ให้พร้อมรับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาท้าทายตอนไหน และสิ่งสำคัญคือเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สร้างทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคนี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าและเป็นเกราะป้องกันให้กับธุรกิจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียวครับ

 

2. ทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ปัญหาที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ไม่ได้มีเพียงโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสังคมอีกมากมาย เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม เป็นต้น หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครเชื่อว่าจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้ออากาศบริสุทธิ์ แต่ในตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราไม่มีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับอากาศบริสุทธิ์เพื่อหายใจ ถ้าต้องการอากาศที่ไร้มลพิษ ก็ต้องซื้อเครื่องกรองอากาศที่มีราคาค่อนข้างสูง และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกำลังซื้อ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน เอกชน และรัฐ มาร่วมกันแก้ไขปัญหา
.
นอกจากนี้ ผมคิดว่าอีกเรื่องที่ภาคธุรกิจควรจับตามองและปรับตัวอย่างเร่งด่วนคือ การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ เพราะตอนนี้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก หากเรายังคงทำธุรกิจอย่างเดิม สนใจแต่เพียงกำไรและตัวเลข ก็จะได้ผลลัพธ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวอาจพบกับความเสี่ยงมากมายทั้งจากภัยธรรมชาติ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และบรรดานักลงทุนที่เลือกลงทุนกับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สุดท้ายแล้วเราจะพบว่า ‘ความยั่งยืนคือคำตอบของธุรกิจ’

.
.
3. เริ่มต้นใหม่ ด้วยการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ 
.

เราทุกคนล้วนยืนอยู่บนความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยธรรมชาติหรือโรคระบาดต่าง ๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งนั้น ซึ่งมันก็คือเรื่องปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ดังนั้น การวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก และไม่ควรประมาทโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือองค์กร ก็ควรมีการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
.
.
4. ทำสิ่งที่อยากทำก่อนไม่มีโอกาส
.
ในปีที่ผ่านมา ผมส่งข้อความขอแสดงความเสียใจให้คนรอบข้างไปเยอะมาก บางคนเสียชีวิตจากโควิด-19 และสาเหตุต่าง ๆ บางคนสูญเสียหน้าที่การงาน ธุรกิจ และความฝัน ทำให้ผมกลับมาคิดว่าจริง ๆ แล้ว ชีวิตคนเรานั้นสั้นมาก ชีวิตมันมีแค่นี้จริง ๆ และวันเวลาผ่านไปเร็วอย่างน่าตกใจ หากเราอยากทำอะไรก็ควรรีบทำ รีบลงมือตั้งแต่ตอนนี้ ใช้ชีวิตให้เต็มที่โดยไม่เดือดร้อนใคร หากมัวกล้า ๆ กลัว ๆ รอเวลาให้ผ่านไป เราอาจจะเสียโอกาสสำคัญไป และไม่ได้ทำมันอีกเลย
.
.
5. รักษาสุขภาพและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
.
‘ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเอง’ ประโยคที่เราต่างได้ยินอยู่เรื่อยมา และผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ยิ่งเราโตขึ้น อายุมากขึ้น ยิ่งมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าเดิม ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ความเครียดและความกดดันก็ค่อย ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและใจตามมา อีกทั้งยังส่งผลให้คุณภาพในการทำงานและพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ลดน้อยลงไปด้วย
.
เราจะทำอะไรแบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะด้านการกิน การทำงาน หรือการพักผ่อน เราควรใส่ใจตัวเองให้มากกว่าเดิม เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และหาเวลาพักผ่อนที่ให้เราได้พักจริง ๆ สิ่งเหล่านี้แม้ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันกลับเป็นเรื่องยากเพราะไม่ใช่ใคร ๆ ก็ทำได้ นอกจากนี้ เราควรรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีอะไรจะช่วยฟื้นฟูจิตใจได้ดีเท่ากับพวกเราช่วยกันเอง
.
.
แต่ละคนคงได้รับบทเรียนที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ต้องติดปีก ติดอาวุธให้ตัวเองและธุรกิจ เพื่อสามารถอยู่รอดและไปต่อได้ ท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอนแบบนี้ นอกจากนี้ การเรียนรู้เสริมทักษะใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งที่พาเรามาอยู่ในจุดนี้ได้อาจไม่สามารถส่งต่อเราไปยังเส้นทางต่อไปได้อีก
.
หวังว่าการเริ่มต้นปีนี้ จะเป็นการนับหนึ่งใหม่อีกครั้งของหลาย ๆ คน ที่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมา ทั้งเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงาน แม้ปีที่ผ่านมาจะล้ม ปีนี้เราก็ต้องไปต่อ แต่ถ้าไปต่อไม่ได้ ผมเชื่อว่ายังมีหนทางอื่นและโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอครับ ทุกปัญหามีทางแก้ไข อย่าเข้มงวดและกดดันตัวเองมากเกินไป สิ่งเหล่านี้จะผ่านมาและผ่านไปในที่สุด

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน