ตลาดรถ Big Bike ทียังทำให้ใครหลายคนยังคงสับสน ว่าแท้ที่จริงแล้วเครื่องยนต์ต้องระดับกี่ CC กันแน่ ถึงจะถูกตีตลาดประทับคำว่า Big Bike ของแท้
เพราะหากนับรถจักรยานยนต์ระดับ 250 CC ขึ้นไปนั้นที่คนทั่วไปเรียกว่า Big Bike กันติดปาก มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 40,000 คัน หากแต่ความเป็นจริง ที่กลุ่มค่ายรถจักรยานยนต์ยกสถานะให้เป็นรถ Big Bike นั้นต้องมีเครื่องยนต์ 500 CC ขึ้นไปมีราคาขายเริ่มต้น 300,000 กว่าบาทจนถึงราคาที่แตะเกือบๆ 2,000,000 บาทมีมูลค่า 16,000 คันในปี 2015 ที่ผ่านมา
เพียงแต่ในปี 2016 นี้แม้ Big Bike จะยังคงทยานเติบโตต่อเนื่องแต่ในมุมมอง Ducati มองว่าในปีนี้จะเป็นการทยานที่ไม่ได้หวือหวาเหมือนในปีที่ผ่านมา
“ปีนี้ผมมองว่าถ้าตลาด Big Bike เติบโตแค่ 10% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 17,500 คันเพราะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาภาพรวมตลาดดูทรงๆ ผมว่าทุกค่ายคงคาดหวังว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ซึ่งมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งยนตรกิจ บอกถึงการเติบโตแบบหืดขึ้นคอของตลาดรถ Big Bike ในปีนี้
ผลิตในไทยคือ “Turning Point”
ต้องบอกว่าตลาดรถ Big Bike ในอดีตคือ Niche Market อย่างแท้จริงเพราะมียอดขายปีละไม่กี่พันคัน แต่แล้วก็เกิด Turning Point ครั้งสำคัญเมื่อค่ายรถอย่าง Kawasaki จากแต่เดิมใช้วิธีนำเข้ารถ Big Bike เข้ามาขาย ตัดสินใจเลือกที่จะสร้างโรงงานผลิตรถ Big Bike ในประเทศไทย จากนั้นตามมาด้วย Ducati สุดท้ายคือ ณ ปัจจุบัน เกือบทุกค่ายรถในตลาด Big Bike เลือกที่จะมีโรงงานผลิตในเมืองไทย เหตุผลนอกจากการใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตเพื่อส่งออกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วนั้น อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือ
“การมีโรงงานผลิตในไทยทำให้ไม่ต้องเสียภาษี แน่นอนย่อมทำให้ราคาขายถูกลงอย่างเหลือเชื่อ สมมติจากแต่เดิมราคาเริ่มต้น Big Bike 500 CC เริ่มต้นที่ 600,000 บาท แต่พอประกอบในประเทศอยู่ที่ 400,000 บาท และที่น่าสนใจคือรถ Big Bike ที่วางขาย ณ เวลานี้ 90% คือรถที่ประกอบในเมืองไทย”
ไม่ต้องแปลกใจที่ในเวลานั้น ค่ายรถไหนมีโรงงานผลิต Big Bike ในประเทศไทยจะมียอดขายจะเติบโตแบบก้าวกระโดด Ducati เองก็เช่นกันเพราะจากแต่เดิมมียอดขายเพียง 100 กว่าคันแต่เมื่อบริษัทแม่ในประเทศอิตาลีลงทุนสร้างโรงงานในเมืองไทย Ducati มียอดขายในปีนั้นถึง 1,300 คัน
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของตลาด Big Bike นั้นคือสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ใช่เพิ่งจะเข้าสู่โหมด “อ่อนแอ” ในปีนี้ แต่อยู่ในสภาวะซบเซาอย่างนี้มานาน 2-3 ปี แต่ตลาดรถ Big Bike เองก็ยังเติบโตสวนกระแสได้อย่างต่อเนื่อง
จริงอยู่ว่าการมีฐานการผลิตในเมืองไทยจะทำให้ราคาขายถูกลง แต่อย่าลืมว่าตลาดรถ Big Bike ที่มีราคาขายเริ่มต้นคันละ 3 – 4 แสนบาท อีกทั้งยังมีฐานลูกค้าจำนวนจำกัดนั้นคือกลุ่มคนมีรายได้สูงที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซด์คันโตนี้
“ไม่ใช่แค่ราคาขายถูกลง แต่อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนนั้นคือทุกค่ายรถต่างนำเสนอโปรโมชั่นวางดาวน์รถถูกลงอย่างมากเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาท พร้อมกับอัตราผ่อนต่อเดือนไม่สูงแม้จะเป็นเวลานานแต่ลูกค้าก็ยินดี เพราะฉะนั้นเมื่อสินค้าเข้าถึงง่ายขึ้นฐานลูกค้าก็ย่อมกว้างขึ้น เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้ปานกลางเริ่มขยับมาซื้อ Big Bike ได้ง่ายขึ้น”
เมื่อเริ่ม Go Mass Brand Loyalty ก็เริ่มจืดจาง
แต่หากลอง Insight พฤติกรรมการซื้อรถ Big Bike มีถึง 75% ที่เลือกจะซื้อในระบบขอเงินกู้จากไฟแนนซ์ แต่อย่าลืมว่าในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแกร่ง การปล่อยสินเชื่อเป็นอะไรที่ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะจากในอดีตอัตราการผ่านอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ 95% แต่เวลานี้เหลืออยู่ที่ 85-90%
“เหตุผลเพราะคนที่ขอกู้ไม่ได้มีกำลังซื้อและสภาพคล่องสูง ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้สถาบันการเงินเองก็เข้มงวดมากกว่าปรกติ”
ตรงนี้เองที่กลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดเปลี่ยน” เพราะในอดีตรถ Big Bike กลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและมี Brand Loyalty ไม่ Switch ย้ายค่ายรถกันง่ายๆ แต่เมื่อทุกแบรนด์ในตลาดเริ่มค่อยๆ ขยับไปสู่เกมโปรโมชั่นและราคาขาย แน่นอนฐานลูกค้าในตลาด Big Bike ย่อมต้องกว้างขึ้นและ “ราคากับโปรโมชั่น” กลายเป็น “ไม้ตาย” ของแต่ละแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าเริ่ม Switch แบรนด์กันง่ายๆ
ในขณะที่ตลาดรถจักรยนต์ยนต์ในระดับ Mass ในปี 2015 ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.68 ล้านคันติดลบ 2-3% แต่สำหรับ Big Bike นั้นก็ยังสามารถเติบโตถึงเกือบ 20%
สิ่งที่น่าติดตามต่อมาคือตลาด Big Bike ที่เร่งสปีดเติบโตต่อเนื่องจะถึงจุด “อิ่มตัว” ในวันไหน? เพราะอย่าลืมว่าแม้กลุ่มค่ายรถจะพยายามทำให้ถนนการตลาด Big Bike Go Mass มากเพียงใด แต่อย่าลืมว่า Big Bike คือสินค้า Niche market ที่มีฐานลูกค้าเฉพาะเป็นของตัวเอง
โจทย์คือจะกระตุ้นอย่างไร ? ให้คนที่ไม่เคยเหลียวมองรถ Big Bike หันมาชื่นชอบมอเตอร์ไซด์คันโตราคาแพง

