ในวันนี้เราเห็นดราม่าเกิดขึ้นมากมายบนโลกโซเชียล และสามารถเกิดขึ้นในทุกทอปปิกบนโซเชียลมีเดียไทย

จนใครหลายคนมองว่า Drama is a new normal ที่สามารถเกิดขึ้นได้

ข้อมูลจาก กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในงาน Marketing Day 2022

พบว่าปี 2021 ที่ผ่านมาในโลกของโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงบริบทที่เกี่ยวกับคำว่า ดราม่า และทัวร์ลง มากถึง 1.3 ล้านข้อความ 186 ล้าน Engagement ซึ่งจำนวนที่กล้าอ้างอิงนี้เป็นการพูดในทอปปิกสาธารณะเพียงเท่านั้น 

ส่วนการพูดถึงในทอปปิกส่วนตัวคาดการณ์ว่าจะมีมากกว่าทอปปิกสาธารณะ 3 เท่า

และการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดราม่าในโลกโซเชียลมีการพูดคุยที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี

แม้ดราม่าไม่มีใครอยากจะให้เกิด ทั้งบุคคลและแบรนด์ แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำว่าดราม่าได้

เพราะดราม่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาจากบุคคลหรือแบรนด์ที่ถูกพูดถึงในประเด็นดราม่า แต่จากบุคคลอื่นภายนอกที่เกี่ยวกับบุคคลหรือแบรนด์เข้าไปอยู่ในเรื่องดราม่านั้น ๆ

แล้วเราเรียนรู้และแก้ไขดราม่าอย่างไร

กล้าให้ข้อมูลว่า Drama Life Cycle จะมีแพ็ตเทิร์นหลักอยู่ 4 State คือ

Trigger – Panic – Discuss – End

และในแต่ละ State ของ Drama Cycle มีบริบทของความท้าทายที่แตกต่างกันไป

 

Trigger State

เป็นจุดที่ดีที่สุดในการคอนโทรลดราม่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหา Trigger ก่อนเกิดดราม่าไม่เจอ และส่วนใหญ่จะเจอ Trigger ของเรื่องดราม่าเมื่อดราม่าเกิดขึ้นมาแล้ว

ในตำราต่างประเทศ Trigger ของเรื่องดราม่าสามารถเกิดขึ้นจาก 4 ประเด็น  ได้แก่

Poor Customer Service ถูกแคปเจอร์ไปสร้างให้เกิดดราม่า

Poor Marketing Practice ทำไปโดยลืมคิดถึงอะไรบางอย่าง

Poor Public Relations เกิดเหตุแล้วควบคุมไม่ไหว เกิดคำถามขึ้นมาในสังคมแล้วไม่ตอบ หรือตอบไม่สวย

Poor Governance เช่น การตัดสินใจผิดพลาด หรือการโยนความผิดไปมา

ส่วนในประเทศไทย Trigger ของเรื่องดราม่ามีมากกว่านั้น

Trigger ที่เกิดดราม่าในโซเชียลมีเดียแบบไทยประกอบด้วย 7 ประเด็นหลัก ได้แก่

Sexual Harassment

Bully & Racism

Cultural Inappropriate Actions

Gender Inequality

Political Polarization

Environmental Ignorance

Generation Gap

ถ้าแบรนด์ทำการตลาดแตะ 7 เรื่องนี้ โอกาสการเกิด Trigger จะสูงมาก

 

Panic State

ในช่วงเวลา Panic State เริ่มตื่นตัวกับดราม่าที่เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่นักสืบโลกโซเชียลเริ่มทำงาน

ช่วง Panic State ส่วนใหญ่แล้วประชาชนโซเชียลจะนิยมแชร์ หรือแท็กเพื่อนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับดราม่า เพราะมองว่าการแชร์การแท็กเพื่อน เป็นสิ่งที่ Enjoy ในการเมาท์กับเพื่อนผ่านโซเชียล

 

ช่วงเวลานี้กล้าแนะนำว่าถ้าแบรนด์สามารถควบคุมเรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นได้จะไม่ค่อยเกิดความเสียหายใน State ต่อไป

 

Discuss State

เป็น State ที่น่ากลัวที่สุดของดราม่า โดยเฉพาะในช่วง Debating จากการที่ประชาชนโซเซียลเกิดพฤติกรรม Talk of the unknow คุยในสิ่งที่ไม่รู้จากคนที่ไม่รู้มาคุยกัน ซึ่งสิ่งที่คุยกันอาจจะไม่มีความจริงอยู่ในนั้น และไม่สามารถหยุดให้พวกเขาเลิกคุยกันได้

เมื่อคนไม่รู้คุยกับคนไม่รู้ จะจุดระเบิดที่เกิดการแตกประเด็นอีกมากมายจากสิ่งที่ไม่รู้

ก่อนที่จะค่อย ๆ หาทางจบของเรื่องดราม่าในรูปแบบต่าง ๆ

 

End State

มาถึงตอนจบของเรื่องดราม่า

ใน State นี้จะมีฉากจบอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

Clear

ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่าง เช่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องดราม่าออกมาแถลงข่าว, ตำรวจ หรือศาล ออกมาให้ข่าว เป็นต้น

การจบในรูปแบบ Clear ส่วนใหญ่จะจบออกมาสวย

Pause

เป็นตอนจบที่อาจจะยังไม่จบ เพราะประชาชนโซเชียลอาจจะหยุดดราม่าเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อไปดราม่าเรื่องอื่นที่ใหม่กว่า หรือมีประเด็นมากกว่า

ตอนจบในรูปแบบนี้ยังไม่เรียกว่าจบซะทีเดียว แต่เป็นการหยุดเพื่อไปดราม่าอื่นและกลับมาใหม่

ในมุมของแบรนด์อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการพักหายใจ และตั้งตัวก่อนที่ดราม่าจะวนเวียนกลับมาใหม่

Meme

ถือเป็นตอนจบที่หาทางลงแบบสนุกสนาน เป็นเรื่องตลก เรื่องดราม่าที่เกิดบางเรื่องหาทางลงไม่ได้และประชาชนในโซเชียลหาทางจบด้วยมีมที่เฮฮา และไปดราม่าเรื่องอื่น

 

เมื่อดราม่าไม่ใช่มาม่าที่สำเร็จรูป วันนี้แบรนด์คุณพร้อมรับมือกับ Drama is a New Normal แค่ไหน

I-



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer