เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2559 หลายคนคงได้ยินข่าวที่ว่า Walmart จะปิดสาขาลงถึง 269 สาขา ซึ่งฟังดูเหมือนร้ายแรงมาก เพราะนั่นอาจหมายถึงสัญญาณที่ไม่ดีของเศรษฐกิจสหรัฐเลยก็ว่าได้ แต่… การปิดตัวลงครั้งนี้มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

1. 269 ร้านที่ปิด อยู่ในสหรัฐ 154 สาขา และต่างประเทศ 115 สาขา

Walmart ปิดสาขาในสหรัฐ 154 สาขา ซึ่งสาขาที่ปิดนั้นส่วนใหญ่เป็นสาขาที่มีขนาดเล็ก (Express) และผลประกอบการที่แย่มาก อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับ Walmart อีกสาขาน้อยกว่า 10 ไมล์นั่นเอง ซึ่งใน 151 สาขานั้นมีเพียง 12 แห่ง ที่เป็น Walmart Supercenter (ขนาดใหญ่)

อีก 115 สาขาที่ปิดในต่างประเทศ เป็นบราซิลเกินกว่าครึ่ง ที่เหลืออยู่ในละตินอเมริกา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ บราซิลก็ประสบปัญหาสินค้าเกษตรเช่นกัน

2. รายได้ และพื้นที่ที่ปิดไป เป็นสัดส่วนน้อยมากๆ

หากใครที่เคยไป Walmart คงจะทราบดีกันดีว่า สินค้าในนั้นมีเยอะมาก และยังกว้างขวางมากอีกด้วย ซึ่ง Walmart ต้องการเจาะตลาดคนเมือง (Urban) โดยการมีสาขาเล็ก และกลางอย่าง Walmart Express Walmart (10,000-13,000 ตารางฟุต) Neighborhood Stores (40,000 ตารางฟุต) ซึ่งเมื่อเทียบกับ Walmart Supercenters ที่มี 100,000 ตารางฟุตแล้ว บอกเลยว่าเล็กกว่ามาก ซึ่งเมื่อขนาดเล็กลง เข้ามาในเมืองมากขึ้น ต้นทุนก็มากขึ้น ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้ก็ไม่เหมือนเดิม

โดย 269 สาขาที่ปิดไปนั้น รวมกันรายได้ไม่ถึง 1% ของรายได้ 485.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 ในขณะเดียวกัน 269 สาขาที่ปิดไป เมื่อเทียบกับ 11,000 กว่าสาขาที่เหลือ บอกเลยว่าน้อยมากแทบไม่ถึง 1%

3. มีพนักงาน 16,000 คนที่ได้รับผลกระทบ

เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นที่ตึงเครียดที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะบริษัท Walmart เองปิดตัวไปนิดหน่อย ขนหน้าแข้งก็ไม่ร่วง แต่ชีวิตของพนักงานล่ะ จะอยู่อย่างไร โดยพนักงาน 10,000 นั้นทำงานอยู่ในสหรัฐ และอีก 6,000 คน ในสาขาต่างประเทศ ซึ่งการหางานที่ไม่ได้ใช้ทักษะสูงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งเป็นประเทศที่มีประชากรด้วยแล้ว การปิดตัวลงครั้งนี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของพนักงานใน Walmart ทั่วโลก

แต่ถึงอย่างนั้น Walmart เองก็มีแผนรับมือ โดยจะพยายามให้พนักงานหางานใหม่ได้เร็วที่สุด อย่างแรกก็คือ ทำงานที่ Walmart สาขาอื่น และถ้าหางานใน Walmart ที่สาขาอื่นไม่ได้ภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พวกเขาจะได้เงินชดเชย 2 เดือน เป็นต้น

4.สาขาอีก 200-300 สาขาจะเปิดในปี 2016-2017

แต่ถึงแม้ว่าจะปิดตัวลงไป แต่พวกเขาก็ได้บทเรียนที่คุ้มค่าว่า การทำร้านที่เล็กเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี เพราะการบริหารจัดการร้านนั้นแตกต่างกัน สินค้าก็น้อยกว่า ราคาก็สูงกว่าจากค่าเช่า สุดท้ายแล้วเมื่อประสบการณ์ของลูกค้าไม่ดีเหมือนสาขาใหญ่ สาขาเหล่านั้นก็กลายเป็นภาระในที่สุด

ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนใหม่ทั้งด้านกลยุทธ์ ทำเล ขนาดของสถานที่ เพื่อสร้างสาขาใหม่อีก 200-300 สาขา โดยในสหรัฐจะเปิด Supercenters 50-60 สาขา และ Neighborhood Markets อีก 85-95 สาขาในสหรัฐ

5.ยอมเจ็บระยะสั้น เพื่อการอยู่รอดในระยะยาว

อย่างไรก็ตามการปิดร้านลงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไหนจะเรื่องสินค้าในสต็อก ค่าใช้จ่ายในการดำเนิงาน รวมไปถึงพนักงาน และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ แต่เพื่อความยั่งยืน สุดท้ายแล้วก็ต้องทำ เพราะตลาดค้าปลีกในสหรัฐแข่งขันกันดุเดือดมาก ทั้งจากร้านขายผักปลอดสารแนวใหม่ที่เกิดเยอะขึ้น ห้างค้าปลีกด้วยกันเอง รวมไปถึงขายของออนไลน์อย่าง Amazon.com อีกด้วย

ดังนั้นการปิด 269 สาขาในวันนี้ ก็เพื่อการเปิดสาขาที่ดีขึ้นในวันหน้านั่นเอง

 

ที่มา : NY TIMES , CNN Money , SVG Tribune และ TIME