ไม่นานมานี้เราเห็นปรากฏการณ์ห้างแตก ในวันที่นาฬิกา Omega X Swatch Bioceramic Moonswatch  เปิดจำหน่ายในวันแรก จน Swatch ผู้จำหน่ายต้องออกมาประกาศยุติการจำหน่ายในวันเปิดตัวจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้นไม่นาน ช้างดาว และห่านคู่ จับมือร่วมกันเปิดตัวสินค้า Limited Edition รุ่น  ช้างดาว : ห่านคู่ Legendary Edition

ทั้งหมดนี้ คือการตลาดในรูปแบบ Collaboration Marketing ที่ใคร ๆ เรียกกันว่า Brand X Brand แบรนด์แต่งงานกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

และส่วนใหญ่แล้วเป็นการแต่งงาน “เฉพาะกิจ” เพื่อหวังผลพลังทางการตลาด

 

เพราะการ Collab Marketing กันนี้ ถ้าประสบความสำเร็จ

นอกจากจะพาแบรนด์ขยายตลาดไปยังฐานลูกค้าของแบรนด์ที่มา Collab กันแล้ว

ยังสามารถสร้างกระแสการพูดถึงในวงกว้างจากความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ หรือการได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการ Collab ของแบรนด์ ซึ่งตรงนี้เองแบรนด์สามารถสร้าง Earned Media จากผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่ Collab ร่วมกัน บอกต่อความร่วมมือนี้ไปถึงเพื่อนร่วมโซเชียลทั้งออนไลน์และออฟไลน์

และในบางครั้งการ Collab ยังพาภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปยังจุดที่ลำพังตัวแบรนด์เองไม่สามารถไปถึงได้ เช่น แบรนด์ A เป็นแบรนด์สินค้าไฮเอนด์ที่มีอายุมาอย่างยาวนานมา Collab กับแบรนด์ B เป็นสินค้าที่เจาะคนรุ่นใหม่ เพื่อพาภาพลักษณ์แบรนด์ A ให้ดูเด็กลง และแบรนด์ B ให้ดูไฮเอนด์ขึ้น เป็นต้น

 

กลับมาพูดถึงการ Collab ของแบรนด์ Omega X Swatch และ ช้างดาว X ห่านคู่ ที่เรายกมาเป็นตัวอย่าง

การแต่งงานของ Omega X Swatch ออกนาฬิกา Omega X Swatch Bioceramic Moonswatch  เป็นการ Collab Marketing ระหว่างสินค้าที่เป็นนาฬิกาในเครือเดียวกัน นั่นก็คือ Swatch Group

เรามองว่า Collab นี้เป็นการใช้ชื่อและดีไซน์ของ Omega ซึ่งเป็นนาฬิกาแบรนด์หรูที่มีความเที่ยงตรง และความสำเร็จในอดีตของ Omega รุ่น Speedmaster มาเป็นจุดขายในการดีไซน์นาฬิกาทั้ง 11 แบบของรุ่นนี้ เพื่อดึงดูดความสนใจผู้บริโภค เพื่อสร้างแวลู่แบรนด์ และยอดขายให้กับ Swatch

เนื่องจากนาฬิกา Omega X Swatch เป็นนาฬิกาที่ใช้วัสดุการผลิต Bioceramic ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผลิตและเป็นการขายใหม่ของ Swatch

โดยนวัตกรรม Bioceramic เป็นการผสมผสานเซรามิกกับไบโอซอร์สพลาสติกเข้าด้วยกันเพื่อให้มีความทนทานสูง ยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่ายเหมือนเซรามิกทั่วไป และมีน้ำหนักที่เบา

มีการตั้งราคาจำหน่ายที่ 8,700 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่อยู่คนละกลุ่มกับ Omega  และช่องทางจำหน่ายสินค้ายังจำหน่ายผ่านช่องทางของ Swatch ทั้งหมด

 

การ Collab ของ Omega X Swatch Bioceramic Moonswatch จึงเป็นการใช้ชื่อ Omega และเป็นการดีไซน์หน้าปัดในรูปแบบ Omega มีการตั้งชื่อรุ่นในคอลเลกชั่นนี้ 11 รุ่น 11 สีตามชื่อดวงดาว เป็นกิมมิกการตลาด

การตั้งชื่อรุ่นนาฬิการุ่นนี้เป็นชื่อดวงดาวมาจากการนำจุดขายของ Omega รุ่น Speedmaster ในฐานะกลายเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ พร้อมกับทีมนักสำรวจอพอลโล่ 11

เพราะการสำรวจดวงจันทร์ครั้งนั้นนาซ่าเลือกให้ทีมนักสำรวจใส่เพื่อไปจับเวลาทำภารกิจต่าง ๆ ในเวลาที่กำหนด เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตสามารถต่อต้านสนามแม่เหล็กนอกโลกได้ สามารถจับเวลาได้เที่ยงตรง

และลิงก์ให้ผู้บริโภครู้สึกว่า Omega X Swatch Bioceramic Moonswatch เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีความหรูในราคาที่เอื้อมถึงได้จากการนำชื่อ Omega เป็นชื่อนำของคอลเลกชั่นนี้

นอกจากนี้ เรายังมองว่าการออกนาฬิกามากถึง 11 รุ่น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความชอบในสีที่แตกต่างกันไป และดึงดูดให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะนักสะสมซื้อสะสมทั้ง 11 รุ่น เพื่อเป็นที่ระลึก และการจำหน่ายในรูปแบบ Unlimited Edition เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้จากการขายสินค้ารุ่นนี้เพิ่มขึ้นจากกระแสตอบรับดีในวันเปิดตัว

แต่การจำหน่ายในรูปแบบ Unlimited Edition ไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถซื้อได้ทันที ในระยะแรกยังมีการกำหนดช่วงเวลาและสิทธิการซื้อต่อครั้ง เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ต้องแย่งซื้อ จนเกิดความต้องการที่จะซื้อและใช้เป็นกลุ่มแรก ๆ และผลักดันยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคบางกลุ่มอาจจะยังไม่มีความต้องการซื้อนาฬิกาใหม่มาก่อนหน้านั้น แต่ต้องการซื้อมาใช้เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ครอบครอง เป็นต้น

 

มาต่อกันที่การ Collab Marketing ของ ช้างดาว : ห่านคู่ Legendary Edition

เรามองว่าการร่วมมือระหว่างช้างดาวและห่านคู่ เป็นเหมือนการแต่งงานของแบรนด์ที่เลยวัยแซยิด แต่ยังทันสมัยเพื่อหาโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ

และใช้ตำนานของตัวเองมา Collab เป็นจุดขายเพื่อสร้างแวลู่ใหม่ ๆ

ที่เรามองว่า ช้างดาว : ห่านคู่ Legendary Edition เป็นการนำตำนานของตัวเองมาต่อยอดการตลาด

มาจากการนำสินค้าหลักของแต่ละแบรนด์มาใส่โลโก้ของอีกแบรนด์หนึ่ง

โดย เสื้อห่านคู่ สกรีนโลโก้ช้างดาว

รองเท้าช้างดาว ติดโลโก้ ห่านคู่ ที่หูหนีบ

และเพิ่มมูลค่าด้วยการเพิ่มย่ามเข้ามา เพื่อจัดทำเป็น Set Limited Edition 10,000 เซต ราคาเซตละ 990 บาท

การขายในรูปแบบ Limited Edition เป็นกลยุทธ์ความสำเร็จที่นันยาง-ช้างดาวนำมาใช้อยู่เสมอนับตั้งแต่รองเท้านันยางสีแดง ฉลองแชมป์ลิเวอร์พูล รองเท้าเตะช้างดาว จุฬา ธรรมศาสตร์ รองเท้าเตะช้างดาวสีและลายหูหนีบรุ่น Limited

ซึ่งการทำสินค้าในรูปแบบ Limited Edition เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นอกจากจะสร้างกระแสและความสนใจมากกว่าสินค้าทั่ว ๆ ไป ที่หาซื้อเมื่อไรก็ได้แล้ว ยังเล่นกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มองว่าสินค้าที่หายากและมีจำนวนจำกัดเป็นสินค้าที่ควรครอบครอง เพราะความหายากจากจำนวนจำกัดที่นำมาออกมาจำหน่าย

และเรายังมองว่าช้างดาว : ห่านคู่ Legendary Edition นอกเหนือจากการขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้าของอีกแบรนด์หนึ่งแล้ว ยังเป็นการนำความเก่าของแบรนด์เข้าถึงลูกค้าที่เป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่มากขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่บางกลุ่มที่นิยมความย้อนยุค หรือโหยหาอดีตรุ่นพ่อแม่ที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน เห็นได้จากการเกิดคาเฟ่และสถานที่ท่องเที่ยวที่นำความย้อนยุคมาเป็นจุดขายหลักดึงดูดคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

การแต่งงานของทั้ง 2 คู่ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เรายกตัวอย่างขึ้นมาเนื่องจากเป็น 2 คู่ที่ออกมาทำตลาดในเวลาใกล้เคียงกัน

ส่วน Collab Marketing บนโลกการตลาดใบนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการแข่งขันที่สูงขึ้นของตลาด และแบรนด์ต้องการสร้างแวลู่และจุดขายใหม่ ๆ เพื่อแย่งพื้นที่การพูดถึง แย่งชิงเม็ดเงินผู้บริโภคให้กลับเข้ามายังแบรนด์ตัวเองมากที่สุด



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน