แม้ยอดส่งออกรถยนต์ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2558 จะหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนที่ร้อยละ 4.6 (YoY) อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกที่ 101,650 คันนั้น นอกจากจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยการส่งออกรถยนต์รายเดือนของปีนี้แล้ว ยังเป็นยอดที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการส่งออกรถยนต์รายเดือนของทุกปีก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้แม้ว่าการส่งออกจะหดตัวลงในเดือนล่าสุด แต่เมื่อรวมยอดส่งออกตั้งแต่ต้นปีแล้ว ปริมาณส่งออกรถยนต์ในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนในช่วงเดียวกันถึงร้อยละ 7.8 หรือเป็นยอดส่งออก 1,118,247 คัน ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา โดยการส่งออกรถยนต์นั่งขยับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากถึงกว่าร้อยละ 39 ของการส่งออกรถยนต์รวม จากร้อยละ 37 ในปี 2557 และยังพบว่าการส่งออกรถยนต์นั่งช่วง 10 เดือนแรกนี้ ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 18 ขณะที่รถกระบะ 1 ตัน ขยายตัวเพียงร้อยละ 3

นอกจากนี้หากแยกพิจารณาเป็นภูมิภาคจะพบว่า แม้ส่วนใหญ่จะขยายตัวได้ดี แต่ตะวันออกกลางและแอฟริกากลับนำเข้ารถยนต์จากไทยลดลงร้อยละ 25 และ 24 ตามลำดับ โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่ามาจากการที่ราคาน้ำมัน และสินแร่หลายชนิด ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของทั้ง 2 ภูมิภาคนั้นลดลงอย่างมาก ทำให้รายได้ประชากรลดลง ต่างจากยุโรปและอเมริกาเหนือ ที่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า และรถอีโคคาร์สามารถเข้าไปบุกทำตลาดได้ดีจนทำให้ยอดส่งออกรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าวข้างต้น

 

อเมริกาเหนือและยุโรปอ้าแขนรับอีโคคาร์ไทย

อนึ่ง การส่งออกรถอีโคคาร์ ที่สามารถเข้าไปบุกตลาดส่งออกรถยนต์นั่งใหม่ๆ ของไทยได้หลายแห่ง โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรป ซึ่งรถอีโคคาร์สามารถเข้าไปเปิดตลาดได้ตั้งแต่ปี 2557 และได้รับการตอบรับที่ดีจาก 2 ตลาดดังกล่าวมากนั้น ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกรถยนต์นั่งไปทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปรวมกันแล้ว ขยับขึ้นมาจากที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 7 ของการส่งออกรถยนต์นั่งรวมในปี 2556 เป็นร้อยละ 20 และ 32 ในปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเวลาเพียงแค่ 2 ปี หลังจากเริ่มเปิดตลาด

การส่งออกรถอีโคคาร์ที่สามารถทำตลาดได้ค่อนข้างดีมากดังกล่าว ผนวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าหลัก เช่น ออสเตรเลีย ทำให้การนำเข้ารถยนต์กลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะทำให้การส่งออกรถยนต์ปี 2558 นี้ น่าจะมีโอกาสขยายตัวได้ถึงกว่าร้อยละ 9 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ด้วยการส่งออกรถยนต์กว่า 1,230,000 คัน โดยเป็นการส่งออกรถยนต์นั่งถึงเกือบ 500,000 คัน ขยายตัวกว่าปีก่อนหน้าถึงกว่าร้อยละ 19

 

ทิศทางการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2559

สำหรับทิศทางการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2559 คาดว่าโดยรวมยังคงมีแนวโน้มที่สดใสต่อเนื่อง ทว่าหากพิจารณาดูเป็นรายตลาดอาจบ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพตลาดในปี 2559 ที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

ประเทศผู้นำเข้าเดิมที่มีโอกาสขยายตัวได้

พบว่าประเทศผู้นำเข้ารถยนต์หลักเดิมบางส่วนยังมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่อง เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เปรู นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้คาดว่าจะเป็นผลมาจากการส่งออกรถอีโคคาร์ที่ทำได้มากขึ้น การย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นเข้ามาผลิตและทำตลาดส่งออกจากไทยแทนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากฟิลิปปินส์ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในหลายประเทศที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นไม่มากก็น้อย นอกจากนี้การที่ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ารถยนต์นั่งหลักจากไทยถึงกว่า 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมดนั้น ก็ได้เริ่มทยอยลดการผลิตรถยนต์ในประเทศลงจนกระทั่งยกเลิกการผลิตทั้งหมดในปี 2560 และเมื่อผนวกกับค่าเงินบาทไทยที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง น่าจะส่งผลดีต่อรถยนต์นั่งไทยในตลาดต่างๆ ดังกล่าว

 

ประเทศผู้นำเข้าใหม่ที่มีแนวโน้มขยายตัวดี

นอกจากตลาดเดิมที่น่าจะขยายตัวได้แล้ว ตลาดใหม่ เช่น เม็กซิโก สหรัฐฯ หลายประเทศในยุโรป สปป.ลาว และเวียดนาม เป็นต้น มีการนำเข้ารถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนอกจากรถอีโคคาร์จะสามารถเข้าไปทำตลาดได้ดีแล้ว การสร้างมาตรฐานรถยนต์ที่ผลิตในประเทศของไทยที่สูงขึ้นหลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 น่าจะทำให้โอกาสของการส่งออกรถยนต์ไทยไปยังประเทศเหล่านี้เปิดกว้างมากขึ้นด้วย ไม่รวมถึงปัจจัยด้านเงินบาทที่อ่อนค่าที่จะทำให้รถยนต์ไทยที่ส่งออกไปมีราคาถูกลง

 

ประเทศนำเข้าเดิมที่อาจยังเผชิญกับภาวะหดตัวต่อ

ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยในส่วนของอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น นอกจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา อินโดนีเซียยังมีประเด็นเรื่องการผลิตรถยนต์ในประเทศของอินโดนีเซียที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ความจำเป็นในการนำเข้าจากไทยลดลง ขณะที่มาเลเซียต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาจำหน่ายรถยนต์ในปี 2559 หลังต้นทุนในการผลิตและนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกไปประเทศนำเข้าหลักเดิมทั้ง 2 แห่งนี้อาจยังไม่สดใส ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกายังต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่น่าจะรักษาระดับต่ำต่อเนื่อง และราคาสินแร่ต่างๆ ยังอาจคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป รวมถึงราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด เนื่องจากต่างต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกัน คือ ปริมาณอุปทานที่ล้นตลาดค่อนข้างมากต่อเนื่องมาตลอดในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการนำเข้ารถยนต์ในหลายประเทศในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี การส่งออกรถอีโคคาร์ที่ทำตลาดได้ดีตั้งแต่ปี 2558 ในตะวันออกกลางและแอฟริกา อาจช่วยพยุงอัตราการหดตัวให้ลดน้อยลงได้ไม่มากก็น้อย

 

การส่งออกรถยนต์ปี 2559 ยังคงสดใส

จากการส่งออกโดยรวมที่ยังมีแนวโน้มไปในทิศทางบวกดังกล่าว ประกอบกับค่ายรถมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการรถอีโคคาร์ เฟส 2 ที่น่าจะมีความคืบหน้าของค่ายรถอื่นๆ ที่ได้มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนออกมาเพิ่มเติมในปี 2559 นี้ รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังมีทิศทางอ่อนค่าลง เป็นแรงเสริมทางบวกทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกรถยนต์ปี 2559 น่าจะขยายตัวดีขึ้นไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 ถึง 6 หรือคิดเป็นตัวเลขการส่งออกที่ 1,250,000 ถึง 1,300,000 คัน โดยสัดส่วนของการส่งออกรถยนต์นั่งจะเพิ่มขึ้นไปอยู่เหนือระดับร้อยละ 40 ของการส่งออกรถยนต์รวม

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, มกราคม 2559