Fed ขึ้นดอกเบี้ย ปราบพยศเงินเฟ้อ แต่อาจเอาไม่อยู่ (วิเคราะห์)

Federal Reserve หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.50% ต่อปีพร้อมทั้งลดขนาดงบดุล เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ในขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

ในสภาวการณ์ปกติ Fed มีหน้าที่ในการดูแลและควบคุมเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเงินเฟ้อเป้าหมาย (Targeted Inflation) แต่ในสถานการณ์ที่โลกมีความไม่ปกติด้วยภาวะของสงครามเองก็ดีหรือภาวะโรคระบาดก็ทำให้การใช้มาตรการดั้งเดิมที่ Fed เคยใช้ก็อาจจะไม่ได้ผล เพราะเงินเฟ้อในครั้งนี้ไม่ได้มาจากฝั่งดีมานด์เพียงอย่างเดียว

Jim Baird หัวหน้าฝ่ายการลงทุน แห่ง Plante Moran Financial Advisors  ตอบคำถามของ CNBC ถึงความสามารถของ Fed ในการทำให้ราคาสินค้าและบริการไม่พุ่งไปมากกว่านี้ Jim ตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่” “พวกเขา (Fed) ทำได้แค่ช่วยไม่ให้ฝั่งดีมานด์นั้นสูงขึ้นไปมากกว่านี้ด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะไม่สามารถทำให้จีนกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าได้แบบเดิมเช่นในอดีต รวมถึงเราจะไม่สามารถหาคนขับรถบรรทุกสินค้าข้ามประเทศได้เหมือนแต่ก่อน”

แต่ถึงอย่างนั้น คนที่มีหน้าที่ออกกฎก็ยังคงมีความพยายามที่จะชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจและเบรกไม่ให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงไปมากกว่านี้

วิธีการของ Fed

ที่ผ่านมาหลายคนที่ติดตามเรื่องราวข่าวสารทางเศรษฐกิจอาจจะพอทราบว่า ปกติแล้วหากเศรษฐกิจชะลอตัว Fed ก็จะใช้วิธีการลดดอกเบี้ย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิตนั้นมีการกู้ยืมเงินไปใช้เพื่อการขยายกำลังการผลิตและผลักดันสินค้าเข้าสู่ภาคการบริโภค ส่วนผู้บริโภคก็อาจกล้าที่จะกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้อรถยนต์ใหม่ สร้างบ้าน ซื้อคอนโด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจโตเติบมาถึงจุดหนึ่งที่ Fed หรือ ธนาคารกลางมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะฟองสบู่ (ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน) Fed จะมีวิธีปราบเงินเฟ้ออยู่ 2 วิธีการด้วยกัน

วิธีการแรก Fed จะทำการ “ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” ในระยะสั้น และต่อมาก็จะทำการปรับลดขนาดงบดุลลง (ขายพันธบัตรที่ถืออยู่) ต้องบอกว่า ปกติแล้ว วิธีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของ Fed จะไม่เหมือนบ้านเรา อย่างเช่นโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาที่รัฐบาลอัดฉีดเงินผ่านตัวกลางเบิกจ่ายอย่างกระทรวงการคลังและส่งผ่านมายัง แอป “เป๋าตัง” ของประชาชนโดยตรง แต่ธนาคารกลางสหรัฐจะใช้วิธีซื้อพันธบัตรประเภทต่าง ๆ เก็บไว้ โดยมีเป้าหมายการซื้อเป็นรายเดือน เดือนละเท่าไรก็แล้วแต่ว่าช่วงนั้น Fed ต้องการจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่าการทำ QE (Quantitative Easing) โดยหวังผลให้ธนาคารต่าง ๆ นำเงินที่ได้ไปปล่อยกู้ต่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ตรงข้ามกันกับในช่วงต้นเดือนเมษายน 2022 ที่ผ่านมาที่ Fed เลือกที่จะทำ QT (Quantitative Tightening) พูดให้เข้าใจง่ายคือ หยุดซื้อพันธบัตร (Roll Over) โดยการปล่อยให้พันธบัตรที่ครบอายุหมดอายุไป ไม่ต่ออายุ รัฐบาลในฐานะลูกหนี้ของ Fed ก็จะต้องหาเงินต้นมาคืนเจ้าหนี้ Fed เองพอได้เงินคืนกลับมาก็จะไม่นำเงินนั้นไปซื้อสินทรัพย์เพื่ออัดฉีดอีกแล้ว แต่จะลดจำนวนเงินที่ “พิมพ์ขึ้นมา” ให้หายไปเฉย ๆ

ตามแผนแม่บทของ Fed นั้น การที่ Fed ทำ QT หรือขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อหวังผลในการ ‘ลดอัตราเงินเฟ้อ’ ลงโดย ยาแรงที่ Fed ใส่เข้ามานั้นจะไปออกฤทธิ์โดยการทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินสูงขึ้นและทำให้ผู้คนไม่อยากจะกู้เงินมาทำอะไร (เพราะดอกเบี้ยแพง) ซึ่งจะเป็นการลด Demand และบาลานซ์ให้กลับมาเท่ากับ Supply อีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนกับที่ Fed คิด

ถึงแม้ว่าสูตรที่ Fed ใช้มักจะได้ผลเสมอมาแต่ครั้งนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป อย่างที่ทราบดีว่าตั้งแต่ปี 2019 โลกของเราต้องเผชิญกับวิฤตการณ์โรคระบาดที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

ทุกอย่างหยุดนิ่งเป็น 0 คนเดินทางไม่ได้ ห้างร้าน ธุรกิจขายของไม่ได้ เมื่อขายไม่ได้ก็ไม่มีแรงจูงใจจะผลิตหรือผลิตก็ผลิตน้อย ถ้าที่ไหนผลิตสินค้ามามากเกินความต้องการก็ต้องทำการลดราคาแบบกระหน่ำเพื่อจูงใจให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย

ความยากของ Fed อยู่ตรงที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราส่วนของแรงงานที่ว่างงานจากวิกฤตโควิด-19 ทำกำลังซื้อหดหาย ในขณะที่ปัจจุบันการจ้างงานในภาคแรงงานก็ยังไม่ฟื้นดีเท่าที่ควร

อีกทั้งตอนนี้ยังมีสงครามรัสเซีย-ยูเครนให้ต้องปวดหัวอีก เนื่องจากรัสเซียในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันไปขายให้กับประเทศกว่าครึ่งโลกถูกแบนการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างน้ำมันนั้นทะยานสูงลิบลิ่ว

ตรงนี้เองถึงแม้ว่า Fed จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยแต่ก็ดูจะยังไม่ช่วยบรรเทาให้ราคาข้าวของกลับเข้ารูปเข้ารอยเท่าใดนักเห็นได้จากอัตราเเงินเฟ้อของทั่วโลกทะยานสูงทำ New High แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

Jim Baired บอกว่า “Fed ทำสำเร็จในเรื่องที่โน้มน้าวให้ตลาดเชื่อได้ว่า พวกเขานั้นคอยจับตามองเรื่องเงินเฟ้ออยู่เสมอ  แต่เรามองไปไกลกว่าการแค่ขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ต้องโฟกัสเลย มีบางอย่างที่เรากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนจะไม่สิ้นศรัทธาในความสามารถในการเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวของธนาคารกลาง”

สถานการณ์ปัจจุบันดัชนีเงินเฟ้อผู้บริโภคไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ 7.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ และนักวิเคราะห์คาดว่าจะไต่ระดับขึ้นด้วยอัตราเร่งที่มากกว่าเดิมในอนาคต โดยมีตัวเลขรายงานล่าสุดว่าตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ 8.5% ซึ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี

โดยมีปัจจัยสนับสนุนปัจจัยดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น 38% ในรอบ 12 เดือน ในขณะที่ราคาสินค้าประเภทอาหารเพิ่มขึ้น 7.9%

การบริหารความคาดหวัง

นอกเหนือจากปัจจัยที่เห็นเด่นเป็นประจักษ์ในแง่ของราคาสินค้าและบริการแล้ว ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเช่นกัน

เมื่อผู้คนคิดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตสูงขึ้น ผู้คนก็จะหาวิธีปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เมื่อกิจการปรับขึ้นราคาสินค้าลูกจ้างก็มีสิทธิ์ที่จะขอปรับค่าแรงเพิ่ม ซึ่งวัฏจักรนี้ก็มีผลต่อการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อเช่นกัน

นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ Fed ไม่เพียงแต่ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี (จากการคาดการณ์ว่าจะมีการขขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง)  แต่ Fed เองยังมีการพูดคุยและปรึกษาหารือกันในคณะกรรมการของ Fed ถึงการเอาจริงเอาจังกับการปราบเงินเฟ้อลงให้จงได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความคาดหวังและความศรัทธาที่นักลงทุนและประชาชนมีให้ต่อ Fed

Lael Brainard หนึ่งในบอร์ดของ Fed ผู้ที่ออกเสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อซึ่งทำให้ตลาดถึงกับตกใจ เมื่อ Lael บอกว่านโยบายทางการเงินต้องรัดกุมให้มากกว่านี้

เรา (Fed) อาจจะต้องใช้วิธีการที่หลากลายในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ  ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ บวกกับ ‘การแนะนำแนวทางเกี่ยวกับด้านการเงินในอนาคต’ ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินแนวทางไปในทางใดเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถคาดการณ์และบริหารจัดการได้

Mark Zandi นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’Analytics บอกว่า “Fed ต้องทำยังไงก็ได้ให้ชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ถ้า Fed ถอนสภาพคล่องออกจากระบบเพียงเล็กน้อย รวมถึงการขยาย Credit Spread หรือส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) ที่เพิ่มขึ้นมาจากพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปรับมาตรฐานของผู้ออกตราสาร… และชะลอการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ดีมานด์ปรับตัวลดลง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของสิ่งที่ Fed กำลังทำ กับการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อให้ความต้องการของตลาดที่กำลังร้อนแรงนั้นชะลอลงและเศรษฐกิจก็จะกลับมาปกติอีกครั้ง”

มาตรการทางการเงินของ Fed ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ของการบังคับใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่านมา ถูกมองว่าหละหลวมและไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ทางเดียวที่เศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้นได้ก็คือต้องเพิ่มความเข้มข้นของการใช้ Financial Policy ให้มากกว่านี้

Paul Volcker

คนที่เกิดในช่วงปี 1970-1980 จะจดจำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเงินของสหรัฐฯ ได้ดี ในช่วงนั้นประธนาคารกลางคือ Paul Volcker เจอกับปัญหาเงินเฟ้อที่แก้ยากครั้งหนึ่งที่มีมาบนโลกใบนี้ ในตอนนั้น Volcker เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับขึ้น Fed Fund Rate (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย)ถึงกว่า 20% พาเศรษฐกิจให้ถดถอยก่อนที่จะปราบพยศเงินเฟ้อที่รุนแรงลงได้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า Fed ยุคหลังไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนอย่างในยุค Paul Volcker แต่จากสาถานการณ์ปัจจุบันที่เงินเฟ้อเหมือนจะไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ทำให้ Fed ต้องทบทวนท่าทีในการจัดการเงินเฟ้ออย่างเร่งด่วน

“ไม่ว่าสิ่งที่ Fed ทำในตอนนี้จะเพียงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อคลี่คลายลงหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องจับตาดูกันต่อไป แต่สิ่งที่ Fed กำลังบอกเราทุกคนก็คือ ถ้าสิ่งที่ Fed ทำในตอนนี้ (ขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.50%) มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้พวกเขาก็จะขึ้นดอกเบี้ยไปอีกจนกว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะพังนั้นเบาบางลง แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ Paul Volcker เจอเลย”

Fed ขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ทางออกของกุญแจสู่หายนะ

เพื่อให้แน่ใจว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้นน้อยมาก ๆ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว หรือที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินในชื่อว่า Inverted Yield Curve

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันก็คือเรื่องของการ ‘จ้างงาน’ โดยเฉพาะความต้องการคนงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายเชื่อว่าสามารถทำให้เกิดการถดถอยของเศรษฐกิจได้เลย

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า ตอนนี้มีตำแหน่งงานที่เปิดรับอยู่ทั้งสิ้น 5 ล้านตำแหน่ง (ในสหรัฐฯ) โดยมีตำแหน่งงานมากกว่าจำนวนแรงงานที่พร้อมทำงานในระบบเสียอีก สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาการไม่สมดุลกันของดีมานต์และซัปพลายในฝั่งแรงงานเป็นอย่างมาก

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไปกระทบกับเรื่องค่าจ้าง ซึ่งตามกลไกธรรมชาติเมื่อมีแรงงานน้อยแต่ความต้องการมาก นายจ้างก็ต้องเพิ่มค่าจ้างเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างอยากมาทำงานให้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าตัวเเลขค่าจ้างในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นราว 5.6% จากเดือนมีนาคมปี 2021

นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs บอกว่าปัญหาช่องว่างของแรงงานที่เกิดขึ้นนี้ Fed ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อสะสมเรื้อรังตามมาแน่นอน

โดยวิธีการที่นักวิเคราะห์เสนอแนะคือการที่ Fed ต้องทำให้การเติบโตของ GDP ลดลงประมาณ 1-1.5% เพื่อเบรกปัญหาโรงงานและภาคธุรกิจขาดแคลนแรงงาน ซึ่งการจะทำให้ GDP โตน้อยลงก็หมายถึงการที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้มากกว่านี้ และต้องเพิ่มเสถียรภาพของเศรษฐกิจไม่ให้เข้าสู่ภาวะตกต่ำ

LaVorgna อดีตหัวหน้านักเศรษศาสตร์ประจำสภาเศรษฐกิจแห่งชาติในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลว่า ภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูไม่มีเสถียรภาพนั้นเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของ Fed ชุดนี้

“ถ้าไม่นับเรื่องการถดถอยของเศรษฐกิจ พวกเราแทบจะไม่ได้ขยับเข้าใกล้กับการที่จะได้เห็นอัตราเงินเฟ้อลดลงเลย แม้ว่า Fed จะบอกว่าพวกเขาเอาจริงกับการทำให้เงินเฟ้อลดลงก็ตาม แต่ถ้า Fed จะเอาแต่ขึ้นดอกเบี้ยก็คงจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก ตราบใดที่ตัวเลขการจ้างงานและแรงงานยังไม่ดีเลย ผมถามว่าเมื่อนั้น Fed จะยังคุยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอยู่ไหม”

LaVorgna กำลังมองว่าราคาสินค้าและบริการที่กำลังค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั้นไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรทางเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็อาจไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินค้า

“เมื่อพูดถึงเงินเฟ้อ คุณต้องพูดถึงการชะลอความต้องการถูกไหม แต่ตอนนี้เรามีฝั่งซัปพลายมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยแล้วนะ ดังนั้น Fed ไม่สามารถทำอะไรกับฝั่งซัปพลาย (ผู้ผลิต) ได้เลย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Fed  ถึงต้องออกนโยบายกดดันฝั่งดีมานด์มากกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงปกติ ซึ่งนี่จะนำไปสู่ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจในที่สุด”

บทสรุปในครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักมองว่าปัจจัยทางด้านแแรงงานและผู้ผลิต เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโดยทางอ้อม มากกว่าที่จะมาจากความต้องการที่สูงขึ้นของผู้บริโภคโดยธรรมชาติ ซึ่งขัดกับตำราทางเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่าเมื่อดีมานด์มากก็ให้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกันความร้อนแรงของความต้องการ แต่ถ้าปัญหามาจากอีกฝั่งล่ะ Fed จะหาทางออกให้กับเรื่องนี้อย่างไร


อ้างอิง: cnbc.com

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน