ในขณะที่เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์เริ่มปรากฏสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเริ่มมีความหวังว่า อัตราการเติบโตของประเทศอาจแซงหน้าเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลียได้ในไม่ช้า
ทว่าสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน กำลังทำให้ความหวังดังกล่าวดับวูบลง และยิ่งเข้าไปซ้ำเติมอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น

นิวซีแลนด์ถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบด้านพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีขนาดเล็กและตั้งอยู่โดดเดี่ยว ทำให้ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหลัก
ดังนั้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งทางเรือจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าและบริการภายในประเทศ
นิโคลา วิลลิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้โดยระบุว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้ปัจจัยภายนอกเหล่านี้เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากประเด็นเรื่องค่าครองชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้
หากพิจารณาจากข้อมูลทางสถิติ ช่วงสองปีที่ผ่านมาถือเป็น “ยุคมืด” ของเศรษฐกิจนิวซีแลนด์อย่างแท้จริง โดย เบนเจ แพตเตอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์อิสระ เปรียบเทียบว่านิวซีแลนด์เพิ่งผ่านพ้นจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจที่ลึกและยาวนานไม่แพ้ช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลก (GFC) ผลพวงจากโรคระบาดใหญ่
ทำให้นิวซีแลนด์ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง กดดันให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล ขณะที่ภาคครัวเรือนต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก นำไปสู่การปิดตัวของกิจการและการสูญเสียตำแหน่งงานจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดจากธนาคาร Westpac ระบุว่า GDP ของนิวซีแลนด์ในปี 2025 เติบโตขึ้น 10% และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 2.8% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับออสเตรเลียที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.5% แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ยังมองเห็นแนวโน้มที่นิวซีแลนด์จะแซงหน้าออสเตรเลียได้ในปีนี้
ปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวนี้มาจากความต้องการสินค้าส่งออก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง
นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดภาระการผ่อนชำระหนี้บ้านของประชาชน ทำให้เริ่มมี “เงินเหลือ” สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสังสรรค์หรือการพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์
แต่ทว่าความเชื่อมั่นเหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนด้วยสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยราคาขายปลีกน้ำมันในนิวซีแลนด์กำลังพุ่งสูงและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุปสงค์จากประเทศในเอเชียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก
แม้ตัวเลขทางสถิติจะเริ่มดูดีขึ้นและมีแนวโน้มของการเติบโตปรากฏให้เห็น แต่ความเชื่อมั่นของชาวนิวซีแลนด์ยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่เล็กทำให้ประเทศมักได้รับแรงกระแทกจากความผันผวนระดับโลกได้ง่ายและรุนแรงกว่าออสเตรเลียที่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 5 เท่า

อีกประเด็นที่ต้องจับตามองคือ ปัญหาราคาน้ำมันจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงที่นิวซีแลนด์กำลังเผชิญวิกฤต “สมองไหล” ประชากรหนีพิษค่าครองชีพและข้าวของราคาแพงไปทำงานและอาศัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย
ซึ่งบุคคลล่าสุดที่เดินทางไปจนกลายเป็นการตอกย้ำว่าปัญหาพนักงานระดับกะทิลาออกเป็นเรื่องใหญ่ของนิวซีแลนด์ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น
ดังนั้น ความท้าทายที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ต้องเผชิญคือการประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นมรสุมจากราคาน้ำมันแพงไปให้ได้ เพราะตราบใดที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถสัมผัสถึงความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน การฟื้นตัวที่คาดไว้ในหน้ากระดาษก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตา
และในที่สุดเศรษฐกิจของประเทศอาจจะทรุดลงไปอีก ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาสมองไหลในนิวซีแลนด์หรือ”กีวีทิ้งรัง”ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น / theguardian
