1.การประมูลคลื่นความถี่ 900MHz ในตลาดโลก โดยเฉลี่ยจะมีมูลค่าสูงกว่า 1800MHz ประมาณ 2 เท่า จากต้นทุนในการติดตั้งเสาสัญญาณที่ถูกกว่า คุณสมบัติกระจายสัญญาณได้ไกลทำให้ใช้เสาน้อยกว่าในการส่งสัญญาณให้ครอบคลุม และกสทช.มองว่าการประมูลในครั้งนี้มูลค่า ยังคงอยู่ในระดับมูลค่าที่โอเปอเรเตอร๋สามารถแข่งขันได้โดยไม่เกิดภาวะขาดทุนในการดำเนินงาน แม้จะต้องให้บริการในอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า 3G ตามที่กสทช.กำหนดไว้ก็ตาม

2.กสทช.กำหนดให้การชำระไลเซ่นส์สำหรับผู้ชนะการประมูล ถูกแบ่งออกไป 4 งวด 4 ปี โดยปีแรก 8,000 ล้านบาท ของมูลค่าไลเซ่นส์ ปีที่2 และปีที่ 3 ขำระปีบละ 4,000 ล้านบาทและ ปีที่ 4 ขำระส่วนที่เหลือของมูลค่าไลเซ่นส์ที่ประมูลได้ ทำให้บริษัทที่ชนะการประมูลมีสภาพคล่องในการชำระมูลค่าไลเซนส์เพิ่มขึ้น จากตอนประมูล 1800MHz ที่ให้ชำระ 3 งวด 3 ปี ปีแรก 50% ปีที่ 2 และ 3 ปีละ 25% ของฒุลค่าการประมูลทั้งหมด

3.ทุกโอเปอเรเตอร์มองโอกาสบริการในอนาคตสู่ 5G จากแนวทงของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) จะมีการนำเทคโนโลยี 5G มาให้บริการในเชิงพาณิชย์ในปี 2020 และโอเปอเรเตอร์ควรมีคลื่นความถี่รวมไม่ต่ำกว่า 50MHz เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในการให้บริการในอนาคต

4.ความไม่แน่นอนของการประมูลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจากอดีตที่ผ่านมา กสทช.เคยต้องยกเลิกการประมูล 2100 MHz มาแล้ว 1 ครั้ง ก่อนที่จะจัดประมูลอีกรอบและได้ผู้ชนะการประมูลไป 3 ราย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช รายละ 15MHz หมดอายุไลเซ่นส์ 2027 และในอนาคตอีก 3 ปี ข้างหน้าที่ ดีแทค ต้องคืนคลื่น 1800MHz และ 850 MHz ที่หมดสัมปทานไปยัง กสทช. ซึ่งโอเปอเรเตอร์อาจไม่มั่นใจว่า ในวันนั้น กสทช.จะยังคงกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอยู่หรือไม่

 

 

ประมูล 900MHz มาจากไหน

จากคลื่นความถี่ของ AIS ที่ได้รับสัมปทานจาก TOT เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการเครือข่ายมือถือมายาวนานกว่า 20 ปี ได้หมดอายุสัมปทานลงเมื่อ 30 กันยายน 2558 และ TOT ได้คืนคลื่นให้กับ กสทช. นำมาจัดสรรประมูลใหม่ จำนวน 20 MHz