จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราต้องเปลี่ยนงานและเริ่มต้นงานใหม่เมื่ออายุเลย 40 ปีไปแล้ว ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันย่อมเกิดขึ้นได้ จะด้วยสาเหตุ เป็นงานที่มีบริษัทใหม่เสนอเข้ามาด้วยข้อเสนอน่าสนใจ หรือด้วยความจำเป็นจากสถานการณ์ของบริษัทเดิม

นี่คือ 5 ข้อคิดสำหรับมืออาชีพที่กลายเป็นมือใหม่ในช่วงวัยกลางคน

สร้างความสัมพันธ์

เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเมื่อเราเริ่มงานใหม่ ถ้าเราทำงานมาเป็นเวลานาน เราอาจจะไม่ได้ตระหนักว่าความสัมพันธ์มีผลโดยตรงกับความสำเร็จของเรา  ตอนที่เราสร้างความสัมพันธ์เราสร้างความเชื่อใจไปด้วย และเราสามารถไปได้เร็วมากขึ้นเมื่อคนอื่นเชื่อการตัดสินใจของเรา

แล้วเราจะสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็วยังไงดีล่ะ?

อย่างแรกเลยก็คือ ใฝ่รู้เกี่ยวกับคนอื่น ๆ และงานของพวกเขาเพราะพวกเขามองว่าเราเป็น “เด็กใหม่”

เข้าใจบทบาทของพวกเขา เข้าใจว่าเราสามารถทำอะไรให้เขาได้บ้างก่อนที่เราจะเสนอการเปลี่ยนแปลง

การเข้าใจความต้องการของเพื่อนร่วมงานจะทำให้เราเริ่มความสัมพันธ์ได้ เพราะว่าแค่ความสนใจของเราเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้พวกเขารู้สึกดีกับการเข้ามาใหม่ของเรา

สองก็คือ เมื่อมีบทสนทนาเกิดขึ้น เคารพเรื่องราวเหล่านั้น

หากผู้คนอยู่ในบริษัทมาเป็นเวลานาน พวกเขาจะสร้างพรรคพวกที่อาจจะมีค่านิยมเก่าแก่คร่ำครึร่วมกัน หรืออาจจะมีผ้าพันแผลวิเศษไว้อุดเงิน อุดคนและอุดงาน

แสดงความเคารพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยการยอมรับว่าต้องใช้เวลานานในการทำงานหนักกว่าจะไปถึงจุดนั้น

แล้วในการสนทนาครั้งต่อมา คุยกับเพื่อนร่วมงานถึงเรื่องอนาคต

อย่าข้ามสเต็ปแรกเด็ดขาด มันอาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ หลายเดือน หรือเป็นปีในการสร้างความสัมพันธ์ (ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอกันหรืออยู่ไกลกันด้วย)

 

หาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท

เมื่อเราเข้าไปทำงานในบริษัทใหม่ เราอาจจะไม่รู้อะไรมากยกเว้นว่าเราอ่านมาตอนเตรียมตัวสัมภาษณ์ เพื่อนร่วมงานของเราอาจจะมองว่าเราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบริษัท ใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับบริษัทและวัฒนธรรมองค์กร

เว็บไซต์บริษัทส่วนใหญ่มีห้องข่าวที่อัปเดตข่าวสารต่าง ๆ ถ้าคุณทำงานในบริษัทมหาชนในอเมริกาเข้าไปดูรายงาน SEC 10-K และข้อมูลผู้ลงทุนที่มักจะรวมรายงานประจำปีของพวกเขาไว้ด้วย หาหัวข้อ: บริษัททำรายได้ได้อย่างไร? บริษัทขายอะไร? ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นทำงานอย่างไร? เป้าหมายในแต่ละไตรมาส แต่ละปีคืออะไร? ใช้เกณฑ์อะไรวัดความสำเร็จและพิสูจน์การเติบโตของบริษัท? บริษัทมุ่งหน้าไปในทิศทางใดในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า? คำตอบของคำถามเหล่านี้จะช่วยทำให้เราเข้าใจว่างานของเราสัมพันธ์กับองค์กรที่ใหญ่กว่าอย่างไร

นอกจากนี้ เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรด้วย คนในบริษัททำงานร่วมกันอย่างไร? บริษัทมีความกระฉับกระเฉงและเติบโตเร็วหรือไม่? หรือบริษัทมีความรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป? อะไรส่งผลต่อความสำเร็จของบริษัท?

ผู้คนสื่อสารกันอย่างไร? ผ่านอีเมลหรือแชต หรือพวกเขารับโทรศัพท์และโทรหากันเวลาใดก็ได้? ทุกคนในทุกระดับสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่? หรือเป็นแนวแบ่งชนชั้น? ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งใด ระดับเริ่มต้นหรือระดับผู้บริหาร ยิ่งเราศึกษาเกี่ยวกับบริษัทและวัฒนธรรมองค์กรมากเท่าใด เราก็จะยิ่งสามารถปรับงานของเราให้ตรงกับเป้าหมายของบริษัทได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น และสามารถประพฤติตนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้นด้วย

 

เข้าใจมุมมองคนอื่นต่องานของเรา

ในขณะที่เราสร้างความสัมพันธ์และเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัท ถามคนอื่น ๆ ด้วยว่าพวกเขามองงานของเราเป็นอย่างไรเพื่อจะได้เข้าใจความคาดหวังของพวกเขาต่อตัวเรา งานของเราและหน้าที่โดยรวมของเรา

เพียงแค่เพราะว่าเรามีตำแหน่งหรือหน้าที่เหมือนกับบริษัทเก่า แต่งานอาจจะแตกต่างกันทีเดียว และเราก็มีบทบาทที่ต่างออกไป

ตอนที่ฉันเข้าไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ฉันก็พบว่าผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีความความคาดหวังต่อบทบาทของฉันแตกต่างกันหมดเลย ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งไม่รู้บทบาทหรือทักษะต่าง ๆ ของฉันที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรเลย

ฉันตระหนักได้ว่าฉันจะใช้เวลาอธิบายทุกคนถึงบทบาทของฉัน ฉันจะได้ทำตามความคาดหวังของพวกเขาได้

 

เรียนรู้การพึ่งพาอาศัยกัน

เข้าใจการพึ่งพากันและการทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นเพื่อรับรู้ถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเราและสิ่งที่เราสามารถทำให้ได้ เราทำงานให้ใคร ผู้ถือหุ้นฝ่ายต่าง ๆ เอางานเราไปใช้อย่างไร? ถามผู้จัดการของเราว่าใครคือ 10 คนแรกจากฝ่ายอื่นที่ทีมของเราทำงานด้วย จากนั้นใช้เวลาทำความเข้าใจว่าพวกเขามองการทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นอย่างไร และเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการจากบทบาทของคุณเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ เข้าใจจังหวะการทำงานแล้วเราจะสามารถทำงานได้ทันกำหนดและทำได้ดีที่สุดด้วย

 

ให้เวลาตนเอง

คนเราเมื่อทำงานก็อยากจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้ทันที แต่นั่นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเลย เป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นในบริษัทใหม่ และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อเริ่มงานทางไกล ลองศึกษาเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Kübler-Ross สิ

ตอนแรกเราอาจจะรู้สึกตื่นเต้นและตกใจกับงานใหม่หรืองานที่ยากขึ้น และเราก็จะต่อต้านสิ่งเหล่านั้นจนมันกลายเป็นความหงุดหงิดได้อย่างรวดเร็ว เราอาจจะรู้สึกแย่มากจนอาการคล้ายภาวะซึมเศร้าก่อนที่เราเริ่มรู้สึกดีกับงานใหม่ของเรา

ในที่สุด เราจะรู้สึกสบายใจและเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหม่ แต่ละคนปรับตัวในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้น อดทน หายใจเข้าออก และพยายามหาคนที่สามารถพูดคุยด้วยได้ถ้าเรายังไม่สนิทกับหัวหน้า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากสำหรับเกือบจะทุกคน ดังนั้นยอมรับมัน ให้มันเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของเรา

วิธีที่ดีที่สุดที่จะก้าวผ่านขั้นตอนเหล่านี้คือ ฟังมากกว่าพูด และเรียบเรียงทุกความคิดให้เป็นคำถาม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังอยู่ในการประชุมและเราอยากเสนอความคิดเห็น เราพูดว่า “ฉันคิดว่าเราควรจะทำแบบนี้นะ” ทุก ๆ คนในห้องจะ

1) ต่อว่าเราเพราะพวกเขาเคยลองแล้วไม่สำเร็จ

2) เพิกเฉยเราเพราะว่าเราเป็นเด็กใหม่ที่ไม่รู้เรื่องอะไร

3) คิดว่ามันน่าสนใจแต่ก็เมินอยู่ดีเพราะเราเป็นเด็กใหม่

ในทางกลับกัน เรียบเรียงคำพูดเหล่านั้นให้เป็นคำถาม เช่น “ฉันสงสัยว่าเราเคยลองทำแบบนี้หรือยัง?”  ถ้าหากเป็นเรื่องที่เคยล้มเหลวมาแล้วในอดีต เราก็จะเรียนรู้จากมันแล้วถูกมองว่าเป็นคนหนึ่งที่พยายามเรียนรู้  ถ้าหากเป็นเรื่องที่ไม่เคยลองทำมาก่อนและสามารถทำได้ คำถามของเราจะทำให้เราเป็นฮีโร่


ที่มา: hbr.org

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน