เป็นอีกปีที่ผลสำรวจ No.1 Brand ในหมวด กองทุนรวม ของ Marketeer ปรากฏแบรนด์ บลจ. กสิกรไทย อยู่ในอันดับหนึ่ง ซึ่งหากการก้าวสู่แชมป์เป็นเรื่องยาก และการรักษาบัลลังก์ผู้นำเป็นเรื่องที่ยากกว่าแล้ว การครอบครองความเป็น No.1 Brand อย่างต่อเนื่องขององค์กรแห่งนี้ ย่อมเป็นภารกิจที่ยากยิ่ง และถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ครบเครื่อง ตรงใจ

“ปี 2556 ที่ผ่านมา เรายังรักษาความเป็นผู้นำธุรกิจจัดการกองทุน ทั้งในส่วนของกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 9 แสน 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ทำให้เรายังมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจจัดการกองทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6” จงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทยกล่าว

ผลประกอบการข้างต้นตอกย้ำถึงความเป็นที่หนึ่งในใจนักลงทุนทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี และเมื่อถอดรหัสความสำเร็จที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวพบว่า เกิดจาก 2 ปัจจัยหลักนั่นคือ ผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งแน่นอนว่า หากถามถึงสูตรลับความสำเร็จของทุกแบรนด์ที่โลดแล่นในตลาดย่อมได้คำตอบนี้เช่นเดียวกัน

แล้วอะไรคือนิยามความแตกต่างของ “ผลิตภัณฑ์” และ “บริการ” จาก บลจ. กสิกรไทย?

ในมิติของผลิตภัณฑ์ บลจ. กสิกรไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่ม ซึ่งทั้งหมดเกิดจากแนวคิดในการทำธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ที่องค์กรแห่งนี้ยึดมั่นมาตลอด โดยทุกกระบวนการทำงานจะอยู่บนฐานมุมมองแบบ Outside In มิใช่ Inside Out เพราะปฏิเสธได้ยากว่าหากแบรนด์ใดก็ตามมีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ หรือยังไม่ต้องการในช่วงเวลานั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวย่อมปราศจากคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ และสมการความสำเร็จของธุรกิจย่อมไม่เกิดขึ้น

“เรียกว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่ครบและตรงความต้องการ คำว่า ครบ คือเรามีกองทุนทั้งในและต่างประเทศหลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าเลือก ส่วนคำว่า ตรงความต้องการ ผมยกตัวอย่างกองทุนต่างประเทศ ซึ่งจริงๆ แล้วมีทั้งกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และไม่ป้องกันความเสี่ยง เราสามารถเสนอผลิตภัณฑ์อย่างไรก็ได้ แต่พอเรามาวิเคราะห์ถึงความต้องการของลูกค้าแล้วพบว่า ลูกค้าของเราส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจในการลงทุนประเภทนี้ไม่มากนัก ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศของเราเกือบทั้งหมดจึงเป็นแบบป้องกันความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าหากอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน” จงรัก ขยายความ

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและตรงใจลูกค้าแล้ว การบริการ รวมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายถือเป็นอีกจิ๊กซอว์ที่นำพา บลจ. กสิกรไทย ขึ้นแท่นผู้นำ สามารถครอบครองหัวใจของนักลงทุนได้อย่างเหนียวแน่นเสมอมา โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งหมด จะใช้ช่องทางที่แข็งแกร่งของธนาคารกสิกรไทยที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศเป็นช่องทางหลัก รวมทั้งยังมีบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น K-Cyber Invest ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดบัญชี ตรวจสอบการลงทุน ทำการซื้อขาย ปรับเปลี่ยนการลงทุนได้อย่างง่ายดาย และ บลจ. กสิกรไทย ยังเป็น บลจ. แห่งแรกที่ได้เพิ่ม Feature ให้ลูกค้าสามารถพิมพ์หนังสือรับรองการลงทุนในกองทุน LTF/RMF ได้ด้วยตนเองอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ทุกย่างก้าวขององค์กรแห่งนี้ยังได้ตอกย้ำถึง Key Message ที่ธนาคารกสิกรไทยส่งผ่านไปยังกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่องนั่นคือ บริการทุกระดับประทับใจ ด้วยทีมบุคลากร K-Expert ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,500 ชีวิต ทั้งหมดล้วนแต่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในทุกผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะประจำการอยู่ในกว่า 1,000 สาขาของธนาคารกสิกรไทย พร้อมทำหน้าที่อธิบายรายละเอียดของทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทุกๆ การตัดสินใจของลูกค้าอยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตนเองมากที่สุด

“ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับทีมขายมาก โดยมีการพัฒนาความสามารถในทุกๆ ด้านตลอดเวลา เพราะเราคิดเสมอว่า การสร้างคนที่มีคุณภาพขององค์กร คือการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย และคุณภาพของบุคลากรของเราจะนำเสนอสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกค้า ซึ่งในส่วนของทีม K-Expert นั้นก็ถือเป็นอีกจุดแข็งที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเรากับธนาคารกสิกรไทย

อย่างไรก็ดี ผมมั่นใจว่า นอกจากผลิตภัณฑ์และบริการจะนำพาเรามาสู่ความสำเร็จในวันนี้แล้ว แบรนด์กสิกรไทยที่ลูกค้าทุกกลุ่มมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เรามีการเติบโตอย่างมั่นคง” จงรัก สรุปถึงขุมพลังสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรก้าวสู่บัลลังก์ No.1 Brand

เดินหน้าสู่ 1 ล้านล้าน !      

ปี 2557 นอกจาก บลจ. กสิกรไทยจะมีภารกิจอยู่ที่การรักษา Status ความเป็น Brand Leader แล้ว องค์กรแห่งนี้ยังตั้งเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจอย่างท้าทายด้วยการเป็น บลจ. แห่งแรกของประเทศไทยที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร 1 ล้านล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าการจะไปถึงจุดหมายปลายทางดังกล่าว ย่อมต้องมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน

จงรัก กล่าวว่า จากนี้ไป จะยังคงโฟกัสลูกค้าทั้งในส่วนของกลุ่มสถาบันและบุคคลดังเช่นที่ผ่านมา พร้อมกับเสริม “จุดแข็ง” ที่มีอยู่เดิมให้ “แกร่ง” มากยิ่งขึ้น

รูปธรรมที่ชัดเจนในด้านของผลิตภัณฑ์คือ การนำเสนอกองทุนที่ “ใช่” “ตอบโจทย์” และ “หลากหลาย” ให้กับนักลงทุน เช่น การนำเสนอกองทุนที่ต้องอาศัยการอ้างอิงกับตราสารบางประเภท โดยผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะเหมาะกับนักลงทุนมืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการลงทุนค่อนข้างมาก รวมถึงจะนำเสนอกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลายตามภูมิภาคต่างๆ

นอกจากนี้ บลจ. กสิกรไทยยังจะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของการจัดพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย อีกทั้งจะมีการจัดพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุล คือมีระดับความเสี่ยงที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป โดยจะนำเสนอในลักษณะแพ็คเกจการลงทุน ซึ่งผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว

ด้านบริการ ไม่เพียงแต่ช่องทางในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น หากทว่าผู้สนใจในผลิตภัณฑ์หรือลูกค้ายังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ บลจ. กสิกรไทย ผ่านช่องทางอื่นๆ โดยเฉพาะช่องทางดิจิตอลผ่านสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าให้มากที่สุด

“ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีการพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอด้วย เพราะบุคลากรคือผู้ที่ขับเคลื่อนองค์กร เปรียบเสมือนต้นทางในการส่งผ่านผลิตภัณฑ์ไปยังปลายทาง ซึ่งก็คือ ลูกค้า โดยเราจะมุ่งมั่นค้นหาและสร้างองค์ความรู้เพื่อส่งต่อไปยังบุคลากรทั้งภายในองค์กร ทีมขาย และทีม K-Expert เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ส่งมอบสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง และความสุขให้กับลูกค้าทุกคน”

ในฐานะผู้นำตลาด ปฏิเสธได้ยากว่า ภารกิจของแบรนด์ย่อมมีมากกว่ามิติของธุรกิจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บลจ. กสิกรไทยถือเป็นองค์กรที่มีการจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนกับผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดสัมมนาหรือเสวนาภายใต้หัวข้อต่างๆ ฯลฯ

จงรัก ยืนยันว่า ปีนี้ จะยังคงจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นตลาดและทำให้ฐานผู้ลงทุนในประเทศมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากนักลงทุนได้รับคำแนะนำในการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะส่งผลดีกับตัวผู้ลงทุนเองเท่านั้น หากยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

“ผมเชื่อว่าปีนี้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยังโต 2 ดิจิต และยังมีโอกาสให้เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจให้กับลูกค้าอีกมาก ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว สัดส่วนของผู้ที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นมีเป็นจำนวนมาก สำหรับประเทศเราตอนนี้ผู้ที่เข้าใจเรื่องการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เห็นได้จากมูลค่าตลาดกองทุนรวมที่อยู่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่อย่างไรก็ดีฐานเงินฝากที่ยังมีอยู่กว่า 10 ล้านล้านบาทก็ทำให้เราต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้ที่อาจยังคุ้นเคยกับการฝากเงินว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นจะเกิดประโยชน์อย่างไรกับเขาบ้าง

สำหรับธีมการลงทุนในปีนี้ ผมมองว่าคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2009 ค่อนข้างจะมีความสุข เพราะอเมริกาและยุโรปต้องพบกับวิกฤติ แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ผมมองว่าทิศทางการลงทุนในต่างประเทศจะมีมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจของเขาฟุบมานานและกำลังเริ่มฟื้นตัว จึงอยากให้นักลงทุนแบ่งการลงทุนไปในต่างประเทศบ้าง เราเองก็มีกองทุนทั้ง K-Europe, K- USA

และยังมีกองทุนที่เราคิดว่าใช่สำหรับการลงทุนจากนี้ไปคือ K Global Allocation Fund หรือ K-GA ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตราสารทุน 60% และอีก 40% ลงทุนในตราสารหนี้ โดยทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้จะลงทุนทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยง ถือเป็นกองทุนที่น่าสนใจ ที่ผ่านมาผู้ที่ลงทุนได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี

ส่วนผู้ที่จะเริ่มต้น ผมคิดว่าน่าจะศึกษากองทุนประเภท Money Market เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง หากต้องการใช้เงินแค่คิดล่วงหน้าเพียง 1 วันเท่านั้น โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ บลจ. กสิกรไทย มี 3 ประเภทคือ K-Treasury ซึ่งจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำมาก K-Money ลงทุนหลากหลาย และ K-MPLUS ที่มีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น” ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทย กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า…

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน !!!

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer