ธนาคารยูโอบี (ไทย)เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงินที่ลงมาสนับสนุนสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง  ผ่านโครงการบ่มเพาะ   The Fin Lab  และสร้างโอกาสในการระดมทุน (funding channels) และ ความแข็งแกร่งและศักยภาพของเครือข่ายในระดับภูมิภาค (regional partnerships)

เจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Channels & Digitalisation ธนาคารยูโอบี (ไทย)  กล่าวว่า

ในเรื่องสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่จะได้ยินกับในเรื่องของฟินเทค   เยอะมากทั้งๆที่ความจริงแล้ว  มีสตาร์ทอัพในรูปแบบอื่นๆเยอะมาก ในหลายๆอุตสาหกรรม  แต่เราขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง  เลยมีสตาร์ทอัพ อีกมากมายหลายเรื่องที่ยังซ่อนๆอยู่ โดยไม่มีใครรู้   แต่ที่เราได้ยินบ่อยๆ คือสตาร์ทอัพ ในเรื่องของอีคอมเมิร์ช  หรือในเรื่องของฟินเทค ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการระดมทุนที่จะเกิดขึ้นจึงวนๆ อยู่ ใน  5 อินดัสทรีหลีกๆเท่านั้น คือ อีคอมเมิร์ซ  ฟินเท็ค  โลจิสติกส์  เพย์เม้นท์ และในเรื่องของเกม

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ประมาณปี 2012  เรามี VC  (Venture capital) ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพไทย ชัดๆ แค่ 1 รายมี funding ประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ   แต่มาปี 2016 นี้  ประเทศไทยมี VC ทั้งหมด 60 กว่าราย      funding ไปประมาณ 3,500 ล้านบาทแล้ว

ดังนั้นจะเห็นว่าเมืองไทยมีการเติบโตของ สตาร์ทอัพที่สูงมาก  แล้วเขาเชื่อว่าคืออินโนเวทีฟสตาร์ทอัพ  ที่จะต้องเติบโตไปในยุค Thailand 4.0

ถ้ามองตัวเลขรวมทั้งภูมิภาค ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน  สิงคโปร์มีประชากร 5 ล้านกว่าคน  แต่จำนวนสตาร์ทอัพที่มีการระดมทุนไปแล้วจะแตกต่างกันมาก

“  สตาร์ทอัพไทยได้รับการสนับสนุนเงินทุนไปแล้วประมาณ 72 บริษัท แต่สิงคโปร์มีประมาณ 220 กว่าบริษัท ซึ่งถ้าเทียบจำนวนประชากรแล้วเราควรจะต้องเอา 12 คูณด้วยซ้ำ โดยเราควรมีประมาณ 3 พันราย แต่วันนี้เรามียังไม่ถึง 100 ราย ดังนั้นยังมีช่องว่างอีกมากที่สตาร์ทอัพไทยจะเติบโต”

เขายังเปิดเผยอีกว่า ตัวเลขใน Q2 /2016 มีตัวเลขการระดมทุนที่เปิดเผยแล้วในเมืองไทย ประมาณ 108 ล้านเหรียญ แต่ในสิงคโปร์ เป็นตัวเลขประมาณพันกว่าล้านเหรียญเข้าไปแล้ว  สเกลมันต่างกันมาก

“เหตุผลสำคัญที่มองอาจจะเป็นเพราะเมืองไทยกำลังอยู่ในระหว่างช่วงเริ่มต้น และส่วนใหญ่สตาร์ทอัพไทยมีปัญหาใน 3 เรื่องหลัก คือ  1. Talent   คืออาจจะเป็นคนเก่ง แต่วางกลยุทธ์ไม่เก่ง การตลาดไม่เก่ง  2.Funding ปัญหาของการหาเงินสนับสนุน 3.Expanding Business  ขาดพันธมิตร และเครือข่ายในการขยายไปต่างประเทศ”

สำหรับ โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ The FinLab Accelerator Programme ของธนาคาร ยูโอบี(ไทย)นั้น สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้ไปร่วมอบรมที่สิงคโปร์เป็นระยะเวลา 3 เดือน   โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนนี้ถึง  31 ธันวาคม 2559

หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพสามารถระดมทุนจากมวลชนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า crowdfunding ผ่านบริษัท OurCrowd และการให้บริการการเงินกู้ในรูปแบบ venture debt ผ่านบริษัท InnoVen Capital (InnoVen)

“InnoVen เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างยูโอบีและบริษัทเทมาเส็กโฮลดิงส์ของรัฐบาลสิงคโปร์  ที่คงไม่ต้องอธิบายกันมากเรื่องความ มั่นคง โดยเขาจะให้บริการเงินกู้ในรูปแบบ venture debt แก่สตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพในการเติบโตในหลายภาคส่วน เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ และเทคโนโลยีสะอาด” เจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส กล่าวย้ำ