ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ในปี 65 เป็น 2.9% ขณะที่ได้คาดการณ์ว่าตัวเลขเงินเฟ้อในไตรมาส 3 อาจพุ่งสูงสุดแตะ 7.4% และไทยยังมีความเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวของอุปทานอาหาร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินทิศทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศและสถานการณ์โควิดที่ซาลง ช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวเกินกว่าที่คาดไว้  ซึ่งเป็นส่วน Drive Growth เศรษฐกิจ แม้ประเทศขาดดุลการค้าในรอบหลายสิบปี

ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาดีกว่าที่คาด แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐสิ้นสุดไปแล้ว และมีการขาดดุลทางการค้า แต่ได้การบริโภคในภาคเอกชนที่ดีขึ้นเล็กน้อย และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นตัวหนุนสำคัญ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรปรับเพิ่มประมาณการ GDP สำหรับทั้งปี 2565 จาก 2.5% มาอยู่ 2.9%

นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงประเด็นการท่องเที่ยวว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จำนวนนักท่องเที่ยวจะเร่งขึ้นอีกครั้งเนื่องจากเป็นฤดูท่องเที่ยว  จึงทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวขยับขึ้นจากเดิม 4.0 ล้านคน เป็น 7.2 ล้านคน ส่งผลให้การคาดการณ์รายได้รวมการท่องเที่ยว ทั้งต่างชาติเที่ยวไทย และไทยเที่ยวไทยในปี 65 จะอยู่ที่ราว 1.1 ล้านล้านบาท ขยับเป็น 37% จากช่วงก่อนโควิดในปี 62

การปรับขึ้นตัวเลขเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ภาวะเงินเฟ้อ จากปัจจัยภายในประเทศ มาตรการภาครัฐที่ทยอยลดการอุดหนุนพลังงาน ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้น ราคาแก๊ส LPG ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3 อาหารบางประเภทต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดแล้วจึงปรับตัวเลขเงินเฟ้อมาอยู่ที่ 6% และในไตรมาส 3 ตัวเลขเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงที่สุดแตะ 7.4%

นางสาวณัฐพรกล่าวต่อว่า ในไตรมาส 3 และ 4 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว ในขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง กนง. อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เข้าหาระดับ 1.0% ภายในสิ้นปีนี้ เทียบกับ 0.5% ในปัจจุบัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาโดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ด้วยสภาพคล่องทางการเงินที่ยังสูง และความรับผิดชอบที่ต้องช่วยเหลือลูกค้าหลังการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ  คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของฝั่งเงินฝากและเงินกู้ในทันที  แต่จะเป็นการปรับดอกเบี้ยขึ้นในบาง product มากกว่า

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปีครึ่ง

ในช่วง 1-2 เดือนนี้จะเห็นเงินบาทมีแนวโน้มแตะถึง 36.0 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยเรื่องการแข็งค่าของดอลลาร์เป็นหลัก ประกอบกับมีเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทย แต่ยังไม่เป็นที่น่ากังวลเนื่องจากทุนสำรองระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่งเพียงพอ  สามารถรองรับภาระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น การนำเข้า 3 เดือน และหนุนการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ได้กว่า 1.2 เท่า

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

สำหรับประเด็นนี้ นางสาวเกวลินมองว่า  ไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะความตึงตัวของผลผลิตอาหาร แต่ยังไม่ถึงขั้นเผชิญวิกฤตด้านอาหารดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ

จากวิกฤตสงครามและการแพร่ระบาดเชื้อทำให้หลายประเทศออกมาตรการห้ามส่งออกสินค้า  ส่งผลกระทบหลักต่อไทยเรื่องราคาปัจจัยการผลิต คือ น้ำมัน ปุ๋ย และอาหารสัตว์ ที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น  ส่งผลกระทบต่อผลผลิต

จึงคาดการณ์ว่าอาหารไทยอาจมีราคาที่สูงขึ้นอีก นอกจากนั้น ยังมีแนวโน้มยืนสูงอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ข้าว และเนื้อหมู  ผู้บริโภคยังคงต้องรับภาระราคาสินค้าต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงกลางปีหน้า

แต่ในขณะเดียวกันความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความต้องการอาหารระดับโลกก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้สินค้าบางรายการจากไทยส่งออกไปได้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน