ในยุคที่ใครก็หันมาสร้างแบรนด์ หลายบริษัทจึงเริ่มทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก มากกว่าที่จะพัฒนา Portfolios ของตัวเอง จนอาจจะหลงลืมไปว่า แม้การสร้างแบรนด์จะทำให้คนรู้จักบริษัทมากขึ้น แต่ปัจจัยหลักในการที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือเซ็นสัญญานั้น ก็ยังคงอยู่ที่ผลงานอยู่ดี
ที่เกริ่นมาแบบนี้ เป็นเพราะวันนี้ Marketeer จะหยิบยก Case Study ของบริษัทหนึ่งมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกัน ซึ่งบริษัทที่ว่าก็คือ BRAVIS ที่เชื่อว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่กำลังอ่านบทความนี้ ไม่รู้จักว่า BRAVIS คืออะไร แต่ถ้าได้พูดชื่อ ผลงานการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ของ BRAVIS ออกไป รับรองว่าทุกคนต้องร้องอ๋อกันเป็นแถว!
เพราะไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจจิ้งของ คิทแคท นมเมจิ ผลิตภัณฑ์ในเครือเนสท์เล่หรือแม้กระทั่งเบียร์คิริน ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมในไทยและทั่วโลก ก็เกิดมาจากไอเดียการออกแบบของ BRAVIS ทั้งนั้น
ไม่ใช่แค่ความโดดเด่นของผลงานเท่านั้น แต่ตัว Story ของบริษัท รวมถึงวิธีคิด วิธีทำงานในแบบฉบับของ BRAVIS’s way ก็ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
และถ้าคุณผู้อ่านอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ BRAVIS สามารถพิชิตใจลูกค้ารายใหญ่ ๆ ระดับโลกแบบนี้ได้ ตามลงมาอ่านจากการพูดคุยสุด Exclusive ระหว่าง คุณฟูมิ ซาซาดะ (Fumi Sasada) President and CEO แห่งBRAVIS และ Marketeer ที่ด้านล่างนี้กันเลยดีกว่า

จุดเริ่มต้น ที่เป็นต้นกำเนิดของ BRAVIS
ด้วยความเป็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 16 จนทำให้เมื่อเรียนจบ คุณซาซาดะเลยได้มีโอกาสเข้าทำงานที่บริษัทออกแบบแพ็กเกจจิ้งชื่อดังแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค
เมื่อสะสมประสบการณ์และ Portfolios จนคิดว่าถึงเวลาสมควรแล้ว คุณซาซาดะเลยตัดสินใจออกมาบินเดี่ยว เปิดบริษัทออกแบบแพ็กเกจจิ้งของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือ BRAVIS นั่นเอง
ซึ่งสิ่งที่ทำให้บริษัทน้องใหม่อย่าง BRAVIS สามารถดึงแบรนด์ใหญ่ระดับโลกให้เข้ามาเป็นลูกค้าได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนได้นั่นก็เป็นเพราะเมื่อตอนยังทำงานอยู่ในบริษัทเก่า คุณซาซาดะเป็นคนที่มี Passion ในการทำงาน ใส่ใจรายละเอียดของชิ้นงาน จนทำให้ลูกค้าถูกอกถูกใจ และเป็นลูกค้าต่อเนื่องกันมา
ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่ Support ข้อความในข้างต้นที่ว่า “แม้การสร้างแบรนด์จะทำให้คนรู้จักบริษัทมากขึ้น แต่ปัจจัยหลักในการที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือเซ็นสัญญานั้น ก็ยังอยู่ที่ผลงานอยู่ดี”
และก็ยังเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ทำให้ BRAVIS คงอยู่มาถึง 20 กว่าปีแล้วด้วย
ออกแบบแพ็กเกจจิ้งยังไง ให้คนอยากเลือกซื้อ
เมื่อหน้าที่ของแพ็กเกจจิ้งไม่ได้มีเพียงแค่การเอาไว้ห่อหุ้มสินค้า แต่ยังหมายรวมถึงการกระตุ้นให้ผู้คนอยากจะหยิบผลิตภัณฑ์เหล่านั้นใส่รถเข็นกลับบ้านไปอีกด้วย การออกแบบแพ็กเกจจิ้งของ BRAVIS จึงต้องเริ่มออกแบบจากภายใน ดูว่าสินค้านั้น ๆ ควรจะใส่ในแพ็กเกจจิ้งแบบไหน เป็นแบบขวด แบบโหล หรือเป็นแบบถ้วยถึงจะเหมาะสมที่สุด
อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงวิธีในการขนส่ง ว่าแพ็กเกจจิ้งที่เราออกแบบจะสามารถทำให้สินค้าเดินทางไปถึงมือผู้รับได้อย่างปลอดภัยและครบถ้วนสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่
เคยมีคำกล่าวที่ว่า “แม้สินค้าจะดี แต่ถ้าแพ็กเกจจิ้งไม่ดี ถึงยังไงก็มีคนซื้อ ในทางกลับกัน ถึงแพ็กเกจจิ้งจะสวยงามขนาดไหน แต่ถ้าสินค้าข้างในไม่ดี ยังไงก็ไม่มีคนซื้อ”
ซึ่งแม้จะเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบแพ็กเกจจิ้งระดับโลก แต่ถึงอย่างนั้นคุณซาซาดะก็ยังรู้สึกเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว เพียงแต่เขาสามารถหาช่องว่างของข้อความที่ว่าได้เป็นอย่างดี ด้วยการตอบกลับมาว่า
“ผมเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า แต่ในกรณีที่มันมีสินค้าในตลาดเหมือน ๆ กันหลายแบบ ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้ นั่นก็คือแพ็กเกจจิ้งนั่นเอง”
คมไหมละ

วิธีออกแบบ ในแบบฉบับของ BRAVIS’s Way
ไม่ใช่แค่ Portfolios ที่โดดเด่น แต่วิธีในการสร้างสรรค์ผลงานของที่นี่ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยคุณซาซาดะนิยามว่ามันคือ BRAVIS’s Way
เมื่อได้รับบรีฟจากลูกค้า ทีมก็จะนำบรีฟที่ได้มากระจายไปยังทีมอื่น ๆ ในบริษัทที่ขยายออกไปยังนอกประเทศอีกด้วย หมายความว่า หากทีมที่ญี่ปุ่นได้โจทย์จากลูกค้ามา ก็จะนำไปบอกต่อกับทีมอื่น ๆ ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา หรือจีน ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่มีสาขาของ BRAVIS อยู่ทั้งนั้น
จากนั้นก็จะดึงไอเดียที่ดีที่สุดมาพรีเซนต์ให้กับลูกค้า และเมื่อลูกตัดสินใจซื้อ ทีมเจ้าของงานที่ได้รับบรีฟมาก็จะเอามาพัฒนาเข้าสู่ขั้นตอนต่าง ๆ จนทำให้ผลงานกลายเป็นรูปเป็นร่างในที่สุด
ซึ่งกว่าจะพัฒนาจนกลายมาเป็นไอเดียเจ๋ง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินซื้อได้ คุณซาซาดะบอกกับเราว่า พนักงานที่ BRAVIS ทุกคนจำเป็นจะต้อง สร้างลิ้นชักของตัวเอง ที่เอาไว้เก็บข้อมูลอ้างอิงไว้เป็นแรงบันดาลใจ หรือความรู้ต่าง ๆ เอาไว้
อย่างถ้ามีลูกค้าให้มาออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่จะไปขายในเวียดนาม แต่ถ้าเราไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเวียดนามเลยนอกจากชื่อของประเทศ แบบนี้ก็คงไม่สามารถทำผลงานให้ออกมาประสบความสำเร็จได้
ซึ่งนอกจากจะคอยบอกให้พนักงานออกไปหาความรู้มาใส่ลิ้นชักของตัวเองให้เต็มอยู่ตลอดเวลาแล้ว BRAVIS ก็ยังมีนโยบายพาพนักงานไปเที่ยวปีละครั้ง เพื่อเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจเอามาใช้ในการทำงานอีกด้วย
การเข้ามาของ BRAVIS ในประเทศไทย
เพราะไม่มีใครรู้จักพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย ได้มากเท่ากับผู้ประกอบการไทยอีกแล้ว อีกทั้งในบ้านเราก็ยังมีบริษัทออกแบบแพ็กเกจจิ้งอยู่มากมาย จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ในสนามนี้
แต่สิ่งที่ทำให้ BRAVIS ตัดสินใจเลือกกรุงเทพเป็นสาขาล่าสุดของบริษัท นั่นเป็นเพราะคุณซาซาดะมองว่า ‘คนไทยชอบอะไรที่เป็นญี่ปุ่น’ แถมในตลาดไทยก็ยังไม่มีผลงานในสไตล์ของ BRAVIS อยู่อีกด้วย
“ผมไม่ได้สนใจคู่แข่งในไทย แต่ผมสนใจผู้บริโภคไทยมากกว่า” –ฟูมิ ซาซาดะ
และถึงแม้ BRAVIS จะเข้ามาในไทยได้เพียงไม่กี่เดือน แต่ตอนนี้ก็สามารถหาลูกค้าแบรนด์ไทยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วมากมาย แถมยังเป็นแบรนด์ Mass อีกซะด้วย
คาดว่าเราจะเห็นแพ็กเกจจิ้งของสินค้าไทยด้วยฝีมือของ BRAVIS วางจำหน่ายที่ Convenience Store เร็ว ๆ นี้
E-Commerce ปัญหาใหญ่ที่กำลังหาวิธีแก้ไข
เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คุณซาซาดะพูดเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ สำหรับสินค้าที่จำหน่ายบน E-commerce เพราะปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อนั่นคือตัวโปรดักท์
แพ็กเกจจิ้งจึงมีความจำเป็นในแง่ของ Functional คือห่อหุ้มให้สินค้ามาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างปลอดภัย แต่ในแง่ของ Emotional หรือการใช้เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นการตัดสินใจในการซื้อแทบไม่มีความจำเป็น เพราะคุณสมบัติต่าง ๆ หรือรูปร่างหน้าตาของสินค้านั้นถูกอธิบายอยู่ในแคปชั่นของรูปนั้น ๆ แล้ว
เรื่องนี้จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ BRAVIS กำลังหาวิธีในการแก้ไข แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่แต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรสินค้าหลักที่ BRAVIS ออกแบบให้มักจะเป็นสินค้าประเภท FMCG ที่ผู้คนมักจะเลือกซื้อจากเชล์ฟบนร้านค้าอยู่
เตรียมจัดสัมมนา ที่จะนำ Case Study ของจริงมาถ่ายทอดให้ผู้คนได้ฟัง
ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ใครจะยอมมาเปิดเผยกลยุทธ์และวิธีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลก แต่ครั้งนี้ BRAVIS กลับเปิดโอกาสให้กับทุกคน ได้เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ รับฟังประสบการณ์จริงในการทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโล
พร้อมบอกเล่าถึงกระบวนการในการออกแบบแพ็กเกจจิ้งตั้งแต่เริ่มจนจบ, ทริคดี ๆ ในการออกแบบยังไงให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อ รวมไปถึงวิธีในการนำศิลปะมารวมกับ Marketing ได้อย่างลงตัว ที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเป็น Guideline ในการทำงานให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เป็นอย่างดี
ผ่านงานที่ใช้ชื่อว่า BBS : BRAVIS BRANDING SEMINAR ซึ่งความพิเศษก็อยู่ตรงที่เป็นงานที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการร่วมสัมมนา ต่างจากของประเทศที่มีค่าใช้จ่ายหลายพันบาทเลยทีเดียว
นอกจากจะได้ความรู้ภายในงานแล้ว งานนี้ BRAVIS ก็ยังจะมอบหนังสือให้กับผู้ร่วมสัมมนาอีกด้วย โดยเป็นหนังสือที่เขียนโดยคุณซาซาดะ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานของ BRAVIS แต่ที่น่าสนใจคือ คุณซาซาดะเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละคร ไม่ใช่ทฤษฎีน่าเบื่อ ๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกเวลาอ่าน ชวนติดตาม และอยากจะเปิดไปยังหน้าถัดไปเรื่อย ๆ จนหมดเล่ม

โดยงานสัมมนา BBS : BRAVIS BRANDING SEMINAR จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลา 13.00 – 18.00 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า บางกอก สุขุมวิท 27ผู้ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ : https://goo.gl/UXXnyj
หรือ โทร. 02-860-8787 ต่อ 23 หรือ 081-620-0126 หรือ อีเมล bravisbrandingseminar@gmail.com
ถือเป็นอีกหนึ่งงานดี ๆ ที่ถ้าใครอยากจะเรียนรู้วิธีในการทำงานของบริษัทระดับโลกนั้น ต้องห้ามพลาดเลยทีเดียว !
