เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่า Real Sector ไม่มีการเปลี่ยนแปลง(ในทางที่ดี)อะไรมากนัก แต่ Finacial Sector กลับสั่นคลอนไปทั้งโลก ไล่ตั้งแต่ มาตรการใหม่ของกรีซ ตลาดหุ้นจีนตก การปรับลดค่าเงินของจีน จนมาถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น 16-17 กันยายน 2558 “การประชุม FED” ซึ่งทั้งโลกคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เพื่อชะลอการเติบโตเศรษฐกิจลง

 

อัตราเงินเฟ้อของเฟดกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เป็นธนาคารที่สามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดในขณะนี้ ธนาคารกสิกรไทยมองว่า เฟดต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไปอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2004- 2006 จนทำให้ต้องเร่งขึ้นในทุกครั้งของการประชุม ซึ่งคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ สำหรับมุมมองของตลาดในตอนนี้จากเส้นผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สะท้อนว่าเฟดน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ยขึ้น ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าตลาดเงินจะผันผวนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ชิงผันผวนไปแล้ว แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเรามาอัพเดตสถาณการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยกันว่าเป็นอย่างไร?

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มขยายตัว

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มขยายตัวได้ดีขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส 1 พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งเกร่งจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจปรับดีขึ้นในระยะต่อไป การใช้จ่ายของชาวอเมริกันมีแนวโน้มจะขยายตัวได้มากกว่า 3% จากค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น การจ้างงาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะที่จำนวนการก่อสร้างบ้านใหม่และการขายบ้านได้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินแล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการการเงินที่ผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยตัว

 

เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย

นำโดยการใช้จ่ายของครัวเรือนและประเทศขนาดเล็ก ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนให้ชาวยุโรป มีความสามารถในการจับจ่ายที่มากขึ้น ขณะที่ประเทศชายขอบที่ผ่านการปฎิรูปเศรษฐกิจกำลังกลับมาขยายตัวได้ดี แต่ปริมาณหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับสูงและปัญหาเชิงโครงสร้าง ยังกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ ด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อลง สะท้อนว่าการดำเนินมาตรการ QE ยังมีความจำเป็นอยู่

 

ทางการจีนปรับลดค่าเงินหยวน

การปรับลงค่าเงินหยวนของทางการจีนทำให้นักลงทุนในตลาดการเงินตื่นตกใจ จนเกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกออกมา การปรับลดลงของตลาดหุ้นจีนสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนว่าทางการจะสามารถเข้ามาหนุนตลาดได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ในตลาดประเมินว่าการร่วงลงของตลาดหุ้นจีนทำให้ทางการต้องใช้เงินกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์มาหนุนตลาด การปรับลดค่าเงินหยวนสะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจีนและเอเชียอาจเผชิญความท้าทายอีกในระยะต่อไป

ธนาคารกสิกรไทยมองว่าทางการจีนจะต้องช่วยหนุนเศรษฐกิจผ่านทางการลดดอกเบี้ยและลดค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบให้สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงด้วย ทั้งนี้มองว่าการลดค่าเงินดังกล่าวเป็นการลดความพร้อมของสกุลเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการถือครองค่าเงินเอาไว้ นอกจากนี้ธนาคารกสิกรไทยเริ่มสังเกตเห็นว่า เงินทุนเริ่มไหลออกจากประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเรียกได้ว่า Laksa Crisis

 

ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยที่หนุนเศรษฐกิจไทย

รายได้จากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีในไตรมาส 2 ถึงแม้ว่าการใช้จ่ายภายในประเทศจะยังซบเซา ภาคเศรษฐกิจนอกการเกษตรกลับมีการเลิกจ้างงานในปริมาณที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นการลงทุนและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชนเป็นหลัก

ธนาคารกสิกรไทยมองว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยหนุนการเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง และทดแทนการหดตัวของการส่งออก การส่งออกไทยมีแนวโน้มจะหดตัวเป็นปีที่ 3 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายได้ได้เพียง 2.8% เท่านั้น ธนาคารกสิการไทยมองว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงมาที่ 2.3% หากการส่งออกไม่กลับมาฟื้นตัว

 

การรักษาเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อทำได้ยากมากขึ้น

เป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน มีปัจจัยเรื่องราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในระดับต่ำและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นสิ่งที่ธนาคารกลางโดยรวมไม่สามารถควบคุมได้

 

นโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศอาจส่งผลกระทบ

นโยบายการเงินไทยเริ่มส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งธนาคารกสิกรไทยมองว่าอาจสร้างผลข้างเคียงเชิงลบได้ในระยะยาว เมื่อประเทศไทยต้องการเงินทุนเพิ่มการลงทุนโครงสร้างในการพัฒนาศักยภาพ แม้ว่าในขณะนี้ นโยบายเรื่องเงินทุนจะช่วยให้ประโยชน์ในระยะสั้นเนื่องจากช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า และมีความสามารถในการแข่งขันด้านการสงออก ซึ่งสำหรับในระยะสั้นนี้ อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอนั้นทำให้การพึ่งพาอุปสงค์จากตางประเทศเพิ่มมากขึ้น อาทิ การส่งออกและการท่องเที่ยว เพื่อเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจ

 

ปรับอัตราแลกเปลี่ยน USD/THBใหม่

จากความผันผวนในตลาดการเงิน ธนาคารกสิกรไทยจึงปรับเป้า USD/THB ใหม่แต่ยังไม่ฟันธง โดยมองว่าค่าเงิน USD/THB ในช่วงสิ้นปี 2558 น่าจะไปอยู่ที่ 36.75 บาท ขณะที่ปลายปี 2559 น่าจะไปเคลื่อนไหวที่ 38.00 บาท

 

ที่มา ธนาคารกสิกรไทย , กันยายน 2558



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer