ดีแทค-สดช.-สถาปัตย์ จุฬาฯ-บุญมีแล็บ เผยผลวิจัยชี้ “3 แนวทางส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรอง” จาก Mobility Data หนุนยุทธศาสตร์เที่ยวไทย เติบโตยั่งยืน

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เผยว่า โครงการวิจัยศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองจาก Mobility Data นี้ เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน

ในการนำร่องใช้ Mobility Data เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยโจทย์ของการวิจัยในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่ “การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว” หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการออกแบบนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น “ข้อมูล” เชิงพฤติกรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ Mobility Data ที่มีข้อได้เปรียบและศักยภาพมหาศาล

โดยเฉพาะความสามารถในการประเมินสถานการณ์การเดินทางและการกระจุกตัวของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ได้หลากหลายระดับ

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและความยั่งยืนของดีแทค เล่าถึงที่มาที่ไปของ โครงการศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่และการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านข้อมูลการเคลื่อนที่ (Mobility Data) ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อในพลังของดาต้า (Data) ที่ผ่านมา

เห็นได้จากยูสเคส (Use Case) ที่ใช้ประโยชน์จากดาต้าเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ มาจับมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม และโครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากการนั่งคุยเพียง 1 ชั่วโมง ระหว่างดีแทค กับ อ. อั๋น (ผศ. ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย) จากคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ และ โจ้ (ธิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ ซีอีโอของบุญมีแล็บ)

แต่กว่าโปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย และกินเวลาทั้งสิ้นเกือบ 2 ปี โดยขั้นตอนที่ใช้เวลายาวนานที่สุด คือการพิจารณาความเสี่ยงจากการใช้ประโยชน์ของข้อมูลเพื่อการวิจัยจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่กินเวลาราว 1 ปีครึ่ง

โดยประกอบด้วย ขั้นตอนการสอบทานธุรกิจ (Business Partner Due Diligence) ลงนามเห็นชอบในสัญญารักษาความลับ (Non-disclosure agreement) หนังสือบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์กร (MoU) และสัญญาการเก็บ ใช้และประมวลผลข้อมูล (Data Processing Agreement)

นอกจากนี้ ยังต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากคณะกรรมการภายใน (Dara Privacy Risks & Impact Assessment) อีกด้วย เนื่องจากจัดเป็นประเด็นอ่อนไหว เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

 

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาครัฐบาล ในการร่วมมือของโครงการนี้ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศสู่ Digital Nation

ข้อมูลที่เรียลไทม์จะช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การบริหารจัดการน้ำ การรับมือกับภัยพิบัติ เป็นต้น เพื่อประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด

ขณะที่ ผศ. ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์การเดินทางท่องเที่ยวโดย Mobility Data ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด มีการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดเมืองรองกับจังหวัดโดยรอบ

ซึ่งถือเป็นโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด เพื่อเพิ่มการเดินทางแบบพักค้าง และกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรองมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากการวิจัยโดยใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่หรือ Mobility Data ระหว่างเดือนมิถุนายน 2563 ถึงตุลาคม 2564 (โดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ในโครงการนี้ เป็นชุดข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมภายใต้การกำกับและดูแลนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวดของดีแทค)

พบว่า ผู้เดินทางในภาพรวมเป็นเพศชายราว 40% เพศหญิงราว 35% และไม่ได้ระบุเพศ 25% โดยส่วนใหญ่มีถิ่นพำนักในกรุงเทพฯ ถึง 54%

ทั้งนี้ นักเดินทางท่องเที่ยว 47% มีอายุระหว่าง 21-40 ปี หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ตามด้วยวัยกลางคน (41-60 ปี) มีสัดส่วนที่ 35% วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 14% และวัยเด็กและเยาวชน (ต่ำกว่า 20 ปี) ที่ 4%

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงลักษณะนักท่องเที่ยวในช่วงการระบาดโควิด-19 พบว่ามีลักษณะเป็นการเดินทางแบบพักค้างถึง 67% และการเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ 33%

โดย 3 แนวทางสำคัญ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศไทย ได้แก่

1. การดึงดูดการท่องเที่ยวระยะใกล้หรือ Micro-Tourism

2. การส่งเสริมการค้างคืน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่

3. การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด ซึ่งนักวิชาการชี้ว่าที่ผ่านมา ท่องเที่ยวไทย “ขาดสมดุล” โดยหนุนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเมืองรอง สร้างท่องเที่ยวไทยให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้ง ผศ. ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์ Mobility Data สามารถสรุป 3 แนวทาง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ได้ดังนี้

1. การส่งเสริม Micro Tourism หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับในระยะการเดินทางประมาณ 150 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางราว 1-2 ชั่วโมง

เพื่อมาร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้รวมถึงบริโภคสินค้าและบริการของท้องถิ่น ซึ่งมีแนวโน้มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในกลุ่มครอบครัว กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มวัยเกษียณอายุ

การพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ทำได้โดยการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยร่วมกันพัฒนากิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตผลผลิตและสินค้าของท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

เปิดโอกาสให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการที่เกิดจากทรัพยากรในพื้นที่  และสร้างรายได้เสริมจากท่องเที่ยวให้กับเกษตรกรและผู้ผลิต การดำเนินการมุ่งเน้นการใช้สถานที่และอุปกรณ์ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการมีอยู่เดิมมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อลดต้นทุน

ตัวอย่างเช่น เวิร์กชอปเรียนรู้การทำหัตถกรรมพื้นบ้าน การเที่ยวชมชุมชนเกษตรกรรมร่วมกับไกด์ท้องถิ่น การทดลองทำอาหารพื้นถิ่น การร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้พัฒนาดัชนีชี้วัดศักยภาพของเมืองรองในการพัฒนา Micro Tourism จาก Mobility Data โดยใช้ 3 เกณฑ์ชี้วัด ได้แก่

1. ปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับที่เข้ามาในพื้นที่

2. สัดส่วนการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับที่สามารถดึงดูดได้จากจังหวัดอื่นในระยะ 150 กม.

3. ความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวแบบไปกลับได้จากระยะไกล

ซึ่งจะพบว่า จังหวัดเมืองรอง ที่มีศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ Micro Tourism อย่างโดดเด่น มีจำนวน 16 จังหวัด แบ่งเกณฑ์เป็นมีศักยภาพในการพัฒนา มากที่สุด 2 จังหวัดแรก และมีศักยภาพในการพัฒนา มาก ใน 14 จังหวัดต่อมา ตามลำดับ อันประกอบด้วย

1. นครศรีธรรมราช, 2. เชียงราย, 3. นครพนม, 4. ลำพูน, 5. นครนายก, 6. ระนอง, 7. เพชรบูรณ์, 8. อุบลราชธานี, 9. แม่ฮ่องสอน, 10. พัทลุง, 11. ราชบุรี, 12. นครสวรรค์, 13. บุรีรัมย์, 14. มหาสารคราม, 15. สุพรรณบุรี และ 16. ชุมพร

 

16 จังหวัดเมืองรองของไทย มีศักยภาพสู่ Micro Tourism
1. นครศรีธรรมราช
2. เชียงราย
3. นครพนม
4. ลำพูน
5. นครนายก
6. ระนอง
7. เพชรบูรณ์
8. อุบลราชธานี
9. แม่ฮ่องสอน
10. พัทลุง
11. ราชบุรี
12. นครสวรรค์
13. บุรีรัมย์
14. มหาสารคราม
15. สุพรรณบุรี
16. ชุมพร
เกณฑ์ศักยภาพในการพัฒนา : อันดับ 1-2 มากที่สุด/อันดับ 3-16 มาก
*ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ในโครงการนี้เป็นชุดข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายใต้การกำกับและดูแลนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวดของดีแทค
ที่มา: โครงการ Mobility Data

 

2. การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ (Experience-based overnight tourism) เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการกระจายผลลัพธ์เชิงบวกจากการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง เนื่องจากการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและเพิ่มโอกาสในการบริโภคสินค้าและบริการในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน นอกจากนี้ ยังเป็นกลไกในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนในช่วงระยะเวลาพักค้าง

ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถนำเสนอคุณค่าในด้านต่าง ๆ และออกแบบการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชน เช่น การเข้าร่วมเทศกาล การร่วมกิจกรรมบูรณะอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  การร่วมปลูกและดูแลป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมต่างถิ่น (Cultural Exchange) และการสร้างกลุ่มผู้สนับสนุน (Fanbase) สำหรับสินค้าและบริการของท้องถิ่นในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการวัดศักยภาพการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่โดย Mobility Data ผ่าน 3 ดัชนีชี้วัด ได้แก่

1. ปริมาณการกระจุกตัวของการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนในพื้นที่

2. สัดส่วนการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนที่สามารถดึงดูดได้จากจังหวัดอื่นในระยะ 150 เมตร

3. สัดส่วนการเลือกพักค้างของผู้มาเยือนในพื้นที่

พบว่ามี 21 จังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ได้แก่ นครศรีธรรมราช, เพชรบูรณ์, เชียงราย, อุบลราชธานี, พิษณุโลก, ชุมพร, จันทบุรี, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, เลย, ตราด, น่าน, นครสวรรค์, อุดรธานี, ลำปาง, ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, มหาสารคาม, สตูล, ตรัง และชัยภูมิ ตามลำดับ

3. การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด (Tourism Cluster) เป็นแนวคิดการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกัน ระหว่างกลุ่มจังหวัดเมืองรองที่นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเดินทางไปเยือนในการเดินทางท่องเที่ยว 1 ทริป

เพื่อเพิ่มทางเลือกในเป้าหมายการเดินทางท่องเที่ยวให้กับผู้มาเยือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนพื้นที่ เพิ่มการใช้เวลาในการท่องเที่ยวภายในประเทศ และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในจังหวัดเมืองรอง

การพัฒนากิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างกลุ่มจังหวัดอาจดำเนินการได้โดยการสร้างเรื่องราว (Storytelling) เชื่อมโยงสถานที่และกิจกรรมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด การจัดโปรโมชั่นส่วนลดที่พักและร้านอาหารในกลุ่มจังหวัด การพัฒนากิจกรรมเพื่อสะสมแต้มผ่านสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่สามารถใช้ในแต่ละกลุ่มจังหวัด เป็นต้น

ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์ Mobility Data สามารถแบ่งประเภทของคลัสเตอร์ของการท่องเที่ยวที่จังหวัดเมืองรองเป็นสมาชิกได้เป็น 4 รูปแบบ

1. กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่มีจังหวัดเมืองรองร่วมอยู่ด้วย แต่สมาชิกในกลุ่มโดยส่วนใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กลุ่มจังหวัดบุรีรัมย์-นครราชสีมา-สระบุรี

2. กลุ่มเมืองรองล้อมเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกโดยส่วนใหญ่เป็นจังหวัดเมืองรอง อยู่ร่วมกับจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กลุ่มจังหวัดนครสวรรค์-ชัยนาท-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี

3. กลุ่มเพื่อนเมืองรอง เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีสมาชิกทั้งหมดเป็นจังหวัดเมืองรอง เช่น กลุ่มจังหวัดลำปาง-ตาก-กำแพงเพชร-นครสรรค์

4. กลุ่มเมืองฝาแฝด เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกเพียง 2 จังหวัด โดยมีทั้งการจับคู่ระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง หรือระหว่างเมืองรองด้วยกันเอง เช่น จังหวัดปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน