แม้หลายด้านของญี่ปุ่นในปัจจุบัน เช่น ความสามารถทางดิจิทัล เศรษฐกิจ และบทบาทบนเวทีโลก ถดถอยจนถูกประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะจีนกับเกาหลีใต้แซงไปไกลแล้ว

แต่อย่างหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นสามารถภูมิใจได้ว่ายังเป็นเบอร์ต้นๆ คือเรื่องอาหาร โดยอาหารญี่ปุ่น เช่น ซูชิ กับซาชิมิ ยังคงเป็นที่ต้องการ และเพื่อให้ได้รสชาติดั้งเดิมก็ต้องทำโดยเชฟชาวญี่ปุ่น

นี่ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้เชฟญี่ปุ่นพากันเดินทางออกไปทำงานต่างประเทศ

ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า 8 ปีที่มาผ่านมา (นับสิ้นสุด ณ ปี 2021) มีร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศ อยู่ที่ 159,000 แห่ง เพิ่มขึ้นมา 3 เท่า โดยเป็นการเพิ่มขึ้นแบบสวนกระแส เพราะเกือบครึ่งหนึ่งของกรอบเวลานี้โลกอยู่ระหว่างเผชิญกับสถานการณ์โควิด

ทว่ายังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เชฟซูชิญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีทักษะในการทำอาหารญี่ปุ่นอย่างอื่นๆด้วย พากันเดินทางไปต่างประเทศ โดยปัจจัยหลักคือรายได้ที่มากกว่าในบ้านเกิด

รายได้เฉลี่ยของเชฟซูชิในญี่ปุ่นอยู่ที่ระหว่าง 3-5 ล้านเยน (ราว 779,000- 1.2 ล้านบาท) ต่อปี แต่ถ้าไปต่างประเทศรายได้เฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 5.5 -6.5 ล้านเยน (ราว 1.4–1.6 ล้านบาท) ต่อปี

และถ้าไปยังแถบที่อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากหรือมีเศรษฐีกระเป๋าหนักอยู่เยอะ อย่างประเทศแถบอเมริกาเหนือหรือกลุ่มประเทศอาหรับ อาจทำเงินได้สูงถึง 8.5 ล้านเยน (ราว 2.2 ล้านบาท) ต่อปีเลยทีเดียว

สื่อญี่ปุ่นรายงานอ้างอิงจากเว็บไซต์หางานในธุรกิจร้านอาหารระบุว่า 65% ของเชฟซูชิญี่ปุ่นที่ทำงานในต่างประเทศ จะมีรายได้เพิ่มเป็น 6 ล้านเยน (ราว 1.5 ล้านบาท) ต่อปี และกลุ่มที่ไปทำงานต่างแดน ส่วนใหญ่ก็ได้รับทั้งสวัสดิการ และเงินโบนัส

แถมยังมีวันหยุดได้รับเงินเดือนดีกว่าในญี่ปุ่น เพราะเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดนต่างก็พร้อมจ่ายหนักเพื่อรั้งเชฟฝีมือดีเอาไว้ไม่ให้ร้านคู่แข่งแย่งตัวไป

ในประเด็นเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ก็ต่างจากในญี่ปุ่น เพราะปัจจุบันร้านซูชิมักได้ค่อยขึ้นเงินเดือนให้เชฟ จากผลกระทบของเศรษฐกิจ ส่วนถ้าเป็นช่วงเทศกาลก็ไม่สามารถลาหยุดได้อีกด้วย 

อีกเหตุผลที่ทำให้เชฟซูชิญี่ปุ่นพากันไปทำงานไปต่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน มาจากการทำแบบตามใจเชฟ หรือที่เรียกกันว่า โอมากาเสะ กำลังทวีความนิยม

สื่อญี่ปุ่นยังรายงานด้วยว่า เชฟซูซิชาวญี่ปุ่นที่ไปทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศ ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ดีหรือพูดภาษาของประเทศที่ไปทำงานได้บ้าง ยอมลดระเบียบปฏิบัติหรือธรรมเนียมดั้งเดิมของอาหารญี่ปุ่นลงบ้าง โดยถ้าทำได้และมีลูกค้าประจำ ก็จะงานชุก กลายเป็นคนดังด้านอาหารของประเทศที่ไปทำงาน แต่ก็ต้องจัดการเรื่องภาษีให้ดี

และถ้าจัดการเรื่องเหล่านี้ไปได้ รายได้ก็จะมากกว่าที่เคยได้รับในบ้านเกิดอย่างชัดเจน และกลายเป็นคนดังด้านอาหารของประเทศที่ไปทำงานเหมือน นาโอยะ คาวาซากิ เชฟร้านอาหารญี่ปุ่นวัย 46 ปีของร้าน Sushi Oribe ในมาเลเซีย

ที่เป็นร้านดัง คิวจองแน่น ถึงขนาดที่เจ้าของร้านเองยังต้องรอคิว และสถานทูตญี่ปุ่นในมาเลเซียตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านอาหารญี่ปุ่น / nikkei



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน