WeWork เผยเทรนด์ทำงานไฮบริดในไทยมาแรง พบนิยมทำงานที่บ้าน 3 วัน เข้าออฟฟิศ 2 วัน ต่อสัปดาห์ พบธุรกิจ Co-Working Space ทั่วโลก กลับมาโตสูงสุด 31% เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม WeWork Workplace โซลูชั่นให้บริการพื้นที่ทำงานครบวงจร ในไทย ปี 2566

นายบัลเดอร์ ทอล (Balder Tol) ผู้จัดการทั่วไป ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียของ WeWork บริษัทให้บริการเช่าพื้นที่ทำงาน (Service Office) เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ทำให้ภาคธุรกิจ มีนโยบายสนับสนุนให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือเวิร์กฟอร์มโฮม มากกว่าการทำงานในออฟฟิศ

ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่ออฟฟิศเช่าลดลงไปบ้าง แต่ปัจจุบันความต้องการใช้ออฟฟิศเริ่มกลับมาอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกับก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว และภาคธุรกิจก็เริ่มมองหาพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

โดยพบว่าเทรนด์บริษัทต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิก เริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น เจาะจงไปที่ประเทศไทย การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) โดยแบ่งเป็นทำงานที่บ้าน 3 วัน และเข้าออฟฟิศ 2 วัน ต่อสัปดาห์ นับเป็นเทรนด์การทำงานที่มาแรงสุด ๆ

ซึ่งกลยุทธ์การตลาดของ WeWork หลังจากนี้ นอกจากการขยายพื้นที่สำนักงานให้เช่าเพิ่มขึ้น ทั้งการเปิดรูปแบบสมาชิกรายเดือน แบบเข้าใช้งานพื้นที่ทำงานของ WeWork ได้ทุกที่ (All Access) หรือ On Demand โดยสมาชิกสามารถจ่ายค่าบริการตามที่ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น การจองโต๊ะทำงาน หรือห้องประชุมในสำนักงาน WeWork ที่ใกล้ และตามความสะดวก

อีกหมัดเด็ดมาจากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม WeWork Workplace โซลูชันการให้บริการพื้นที่ทำงาน ที่เปิดให้บริการในประเทศอเมริกาแล้ว และเตรียมเปิดในประเทศไทยภายในปี 2566

WeWork Workplace จะเข้ามาช่วยให้องค์กรธุรกิจ-เจ้าของพื้นที่-สมาชิก สามารถบริหารจัดการพื้นที่ในสถานที่ทำงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ผ่านโซลูชันต่าง ๆ อาทิ การช่วยให้องค์กรที่มีมากกว่า 1 สำนักงาน หรือมีหลายสาขา สามารถบริหารจัดการพื้นที่ทำงาน สำหรับพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วยพนักงานให้บริหารจัดการการทำงานกับทีมได้อย่างราบรื่น เช่น การจองห้องประชุม จองวันที่จะเข้าออฟฟิศ จองโต๊ะทำงาน ตลอดจนสามารถดูวันทำงานของทีมงานคนอื่น ๆ

และเจ้าของธุรกิจ-ผู้บริหารขององค์กรยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานใน WeWork Workplace เพื่อประเมินความต้องการพื้นที่ทำงานในอนาคตได้ (เช่น พนักงานจองพื้นที่ทำงานตรงไหนมากที่สุด หรือเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศวันไหนมากที่สุด)

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของ WeWork อัปเดต ณ ไตรมาส 2/2022 พบว่าปัจจุบันบริษัทเปิดบริการพื้นที่ทำงานให้เช่า 777 แห่ง มากกว่า 150 เมือง ครอบคลุม 38 ประเทศทั่วโลก จำนวนสมาชิก 658,000 คน

อัตราส่วนสมาชิก แบ่งเป็น ธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรซ์ 45% และมากกว่า 50% ของสมาชิกที่เป็นบริษัทติดอันดับ Fortune 100 อาทิ Citygroup, Google, Johnson & Johnson, Salesforce และ Organon

ขณะที่ธุรกิจให้บริการเช่าพื้นที่ทำงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีอยู่ในประเทศสิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และเวียดนาม

ส่วนไทย มีพื้นที่ให้บริการอยู่ในกรุงเทพฯ 4 สาขา คือ Asia Centre, T-One Building, Spring Tower และ The Parq

โดยสมาชิกที่เป็นองค์กรมีอาทิ LINE MAN Wongnai, Asia Clean Energy Partners (Thailand) และ 30SecondsToFly (Thailand) เป็นต้น

และมีสัดส่วนลูกค้า 75% เป็นบริษัทไทย ส่วน 25% เป็นบริษัทต่างชาติ

ด้านสถานการณ์ธุรกิจของ WeWork ในภาพรวม พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยผลประกอบการไตรมาส 2/2565 บริษัทมีรายได้รวมทั่วโลก 815 ล้านดอลลาร์ จากไตรมาส 1/2565 ซึ่งอยู่ที่ 765 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 21%

ขณะที่อัตราการครอบครองพื้นที่ทำงาน เพิ่มขึ้นเป็น 72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2565 ที่ 67% สัดส่วนยอดขายโต๊ะทำงานรวม 160,000 ที่นั่ง (หรือประมาณ 9.6 ล้านตารางฟุต) แบ่งเป็นยอดขายโต๊ะทำงานใหม่ 73,000 ที่นั่ง

นับเฉพาะการเติบโตที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าผลประกอบการ เพิ่มขึ้น 31% อัตราการใช้พื้นที่ทำงาน เพิ่มขึ้น 29%

ซึ่ง นายบัลเดอร์ ทอล เผยว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ของบริษัทเริ่มดีขึ้น ส่วนสำคัญมาจากการที่ธุรกิจ Service Office หรือ Co-Working Space ทั่วโลก ซึ่งซบเซาไปอย่างหนักในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ได้กลับมาเติบโตสูงขึ้นถึง 15-30% จากที่ในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อัตราการเติบโตของธุรกิจนี้ อยู่ที่ 3-5% โดยแรงบวกสำคัญหนีไม่พ้นการเกิดขึ้นของเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) ทั้งในไทยและทั่วโลก

เทรนด์ Hybrid Working

ส่ง Co-Working Space ทั่วโลก 

โตสูงสุด 30%

การเติบโตของ Co-Working Space
ก่อนเกิดโควิด 3-5%
หลังเกิดโควิด 15-30%
ที่มา : WeWork

ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลให้เกิดจำนวนคู่แข่งที่ลงมาแข่งขันในตลาดนี้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า WeWork จะยังครองแชร์ส่วนใหญ่ของตลาด Service Office หรือ Co-Working Space ไว้ได้ ด้วยความพร้อมด้านพื้นที่ทำงาน ที่ตอบโจทย์ทั้งจำนวน และความยืดหยุ่นสำหรับโลกยุคนิวนอร์มอลหลังจากนี้

ด้านวิกฤตของบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา WeWork ได้หันมามุ่งเป้าในการทำธุรกิจแบบ EBITDA ซึ่งเน้นสร้างรายได้ และผลกำไรที่แท้จริง จนมาถึงสิ้นปี 2565

ด้วยกลยุทธ์หลัก คือการเปิดตัว 2 โซลูชั่นใหม่ On Demand และ WeWork Workplace เพื่อมอบการให้บริการ และประสบการณ์ทำงานแบบไฮบริด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน