เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่องมีมติอนุมัติในหลักการให้บริษัท อมรินทร์บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด (“ABOOK”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนและหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด (“DDI”) เจ้าของเว็บไซต์ Dek.D.com ในสัดส่วนหุ้น 51% มูลค่า 204 ล้านบาท
โดยจะแบ่งการเข้าลงทุนเป็น 2 รอบ
การเข้าลงทุนครั้งที่ 1
– ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ 1,111 หุ้น คิดเป็น 10% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเพิ่มทุน
– ซื้อหุ้นสามัญเดิม 1,678 หุ้น คิดเป็น 15.10% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเพิ่มทุน
เป็นว่า ABOOK จะถือหุ้นในเด็กดี 25.1% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเพิ่มทุนในครั้งที่ 1
การเข้าลงทุนครั้งที่ 2
– ซื้อหุ้นสามัญเดิม 2,878 หุ้น คิดเป็น 25.9% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท
แล้ว Dek-D มีอะไรน่าสนใจ ทำไมอมรินทร์ต้องใช้เงินถึง 204 ล้าน เข้าเทกโอเวอร์
เด็กดี ดอทคอม (Dek-D.com) เป็นเว็บไซต์ของไทย ก่อตั้งเมื่อ 31 ธ.ค. 2542 โดยกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนจะจดทะเบียนบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจเว็บไซต์และสื่ออินเทอร์เน็ตในอีก 7 ปีต่อมา เมื่อปี 2549 ในชื่อบริษัท เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท
Dek.D.com มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เว็บไซต์ยอดนิยมอันดับ 1 ของวัยรุ่น พบปะเพื่อนวัยรุ่นจากทั่วประเทศไทย และติดตามทุกเทรนด์อัพเดทของวัยรุ่นยุคนี้ ได้ที่นี่!
จากการจัดอันดับของ Truehits เว็บ Dek.D.com ติดอันดับ Top 10 เว็บไซต์ที่มียอดผู้เข้าใช้สูงสุดของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มียอด Visitor เกือบ 3 แสนรายต่อวัน
เด็ก Generation X ที่โตมาพร้อมกับ MSN Winamp หรือท่องเว็บด้วยเบราว์เซอร์ คงต้องรู้จักและคุ้นเคยกับเว็บ Dek-D กันอย่างแน่นอน
จุดเริ่มต้นของเด็กดีเกิดขึ้นมา โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าเป็นพื้นที่สำหรับวัยรุ่น วัยเรียน ให้ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนในวัยเดียวกัน ที่มีความสนใจ หรือต้องเผชิญปัญหาคล้าย ๆ กัน เช่น การเรียนพิเศษ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีคอมมูนิตี้ให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะเป็นเว็บไซต์สำหรับผู้ใหญ่มากกว่า
โดยจะให้บริการผ่าน เว็บบอร์ด บล็อก ตลอดจน Writer ชุมชนนักเขียน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้นำเสนองานเขียนของตนในเว็บไซต์ ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนักเขียนจำนวนมาก ผลงานในเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ
ในยุคเดียวกันนั้น นอกจากเด็กดีก็มีเว็บไซต์ดอตคอมอื่น ๆ ที่ตีคู่กันมา คือ Sanook Hunsa Kapook ซึ่งเป็นเว็บที่เอาไว้ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ในยุคที่ยังไม่มี chrome หรือที่เป็นเว็บบอร์ดเหมือนกันก็มี Pantip ที่เอาไว้ให้คนตั้งกระทู้ถามเรื่องที่สนใจ
ยุคทองของ Dek-D
ตั้งแต่ปี 2549-2559 เป็นเวลากว่า 10 ปี Dek-D ติดอยู่ในอันดับ Top 10 เว็บไซต์ยอดนิยมของไทย จากการจัดอันดับของ Alexa.com มาโดยตลอด
นอกจากนั้น เด็กดียังถือเป็นเว็บไซต์ที่เป็นผู้บุกเบิก ให้ผู้ใช้งานเผยแพร่นิยายของตนลงในเว็บได้ และผลตอบรับก็ดีมากเช่นกัน จนเกิดเป็นอีกบอร์ดหนึ่ง ที่เมื่อพูดถึงเด็กดี ก็ต้องนึกถึงบอร์ดนิยาย และด้วยฟีเจอร์นี้เอง ที่ทำให้เด็กดีดอทคอมกลายเป็นเว็บบอร์ดที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งขึ้นมา
แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด แต่เว็บไซต์เด็กดี ยังคงสดใหม่ อยู่มาได้ทุกยุคทุกสมัย เเละยังคงหลอมรวมไปกับเด็กทุกรุ่นได้อย่างเเนบเนียน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชื่อของเด็กดียังคงไม่หายไปไหน แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม
ยอดแทรฟฟิกของ Dek.D.com ประจำเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา ยอดเข้าชมอยู่สูงถึง 10.2M
การดำเนินธุรกิจของ Dek.D.com แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ
1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น การจัดอีเวนต์ การจัดสอบในสนามสอบจำลองและออนไลน์ รวมถึงการขายคอร์สติวต่าง ๆ
2. ธุรกิจให้บริการคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน
3. ธุรกิจโฆษณา
ผลประกอบการบริษัท เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด 5 ปีย้อนหลัง
| รายได้ | กำไร (ขาดทุน) | |
| 2560 | 121,718,787 | 11,554,534 |
| 2561 | 114,620,879 | (8,010,812) |
| 2562 | 125,682,213 | (14,443,895) |
| 2563 | 154,040,250 | 3,476,501 |
| 2564 | 191,591,952 | (2,467,274) |
หน่วย: บาท
ที่มา : DBD.go.th
จะเห็นว่าช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทเด็กดีทำรายได้อยู่ในหลักร้อยล้านมาโดยตลอด ซึ่งถือว่าดีมากๆ แต่เมื่อโฟกัสที่กำไร เห็นได้ว่าบริษัทขาดทุนมานับตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่ตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกในปี 2563 แต่ก็กลับมาติดลบเช่นเดิมในปีถัดมา
ประเด็นสำคัญที่ขาดทุน อาจเป็นเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมากตามไปด้วย และนี่อาจเป็นภารกิจแรกของอมรินทร์ในการเข้าไปบริหาร Dek.D.com ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Dek.D.com ต้องเผชิญนับจากนี้คือ
1. รายได้จากค่าโฆษณาลดลง เนื่องจากผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนโซเชียลมีเดียกันเป็นส่วนใหญ่ โฆษณาการตลาดจึงต้องมูฟไปยังช่องทางเหล่านั้น แทนการลงโฆษณาบนเว็บไซต์
2. หวังพึ่งนิยายไม่ได้แล้ว เนื่องจากแพลตฟอร์มคู่แข่งนิยายรายใหม่ ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เกิดการแข่งขันสูง ฐานผู้ใช้ของเด็กดีต่างก็กระจายไปตามแพลตฟอร์มอื่น ๆ
ประกอบกับในปัจจุบันนิยายมีการเรียกเก็บค่าอ่านจากผู้ใช้ ในรูปแบบของเหรียญ เกิดข้อเปรียบเทียบด้านความคุ้มค่าตามมา อีกทั้งนักเขียนก็มีตัวเลือกแพลตฟอร์มในการลงผลงานมากขึ้น จึงทำให้ทั้งนักอ่านและนักเขียนบางส่วนโยกย้ายไปยังแพลตฟอร์มคู่แข่งด้วย
3. ธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาที่เริ่มถดถอย การขายคอร์สติวต่าง ๆ น้อยลง เนื่องจากแต่ละสถาบันต่างก็มีแพลตฟอร์มเป็นของตนเอง และขายคอร์สเรียนได้เองบนพื้นที่ของตน รวมถึงการลดลงของประชากรเด็ก
.
–

