ในปัจจุบันทั่วโลกยอมรับกันถึงบทบาทและอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากพร้อมนัยสำคัญ แต่สถานการณ์โควิดและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ก็กลายเป็นปัจจัยลบกระทบต่อจีนเองพอสมควร

ภาคการผลิตคือส่วนที่กระทบมากสุด เพราะบรรดายักษ์ธุรกิจต่างเห็นตรงกันว่า จะเอาแต่พึ่งจีนเพียงประเทศเดียวไม่ได้อีกต่อไป และถึงเวลาแล้วที่ต้องกระจายความเสี่ยง นี่เองจึงทำให้พระรองในอุตสาหกรรมโรงงาน อย่างเวียดนามกับอินเดียมีบทบาทเพิ่มขึ้น

ในส่วนของอินเดียกำลังถูกจับตามองอย่างมาก หลังเมื่อปลายกันยายน Apple ไฟเขียวให้บรรดาโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) สัญชาติไต้หวันอย่าง Foxconn และ Wistron ที่สร้างชื่อมาจากการผลิต iPhone เพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานในอินเดีย และได้รับความไว้วางใจผลิต iPhone 14 ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมผลิต iPhone รุ่นล่าสุดด้วย

ท่ามกลางคาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2025 สัดส่วนการผลิต iPhone จาก OEM ไต้หวันในอินเดีย จะขยับเป็น 25% เพิ่มจากเพียง 5% ในปีปัจจุบัน

หลักฐานยืนยันถึงบทบาทของพระรองแดนภารตะที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่หมดแค่นั้น โดย Apple ยังไฟเขียวต่อเนื่องให้ Luxshare โรงงาน OEM สัญชาติจีนในอินเดีย เพิ่มกำลังผลิต iPod หูฟังของ Gadget ตระกูล i จากเดิมที่ฐานการผลิตหลักอยู่ในจีนและเวียดนาม

สถานการณ์ที่เป็นใจเหล่านี้ทำให้มีการมองกันแล้วว่า อินเดียคงกำลังตั้งเป้าแซงจีนขึ้นเป็นโรงงานโลกแห่งใหม่ เพิ่มจากการเป็นตลาดใหญ่ของการรับจ้างงานให้บริษัทภายนอก โดยเฉพาะ Call center กับงาน IT ต่าง ๆ จนได้ชื่อว่าเป็น สำนักงานโลกมาช้านาน

ทว่าก็เกิดคำถามว่า เป้าหมายนี้ของอินเดียจะเป็นจริงได้แค่ไหน โดยถ้าดูจากศักยภาพ ความมุ่งมั่นและแรงสนับสนุนต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้พอสมควร

เพราะอินเดียกำลังจะแซงจีนขึ้นเป็นประเทศประชากรมากสุดในโลก และทุกปีชาวอินเดีย 12 ล้านคนต่างหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ขณะที่รัฐบาลอินเดียก็เดินหน้าเจรจาเปิดเขตเสรีทางการค้ากับหลายประเทศ มีโครงการสนับสนุนบริษัทที่กำลังมีแผนร่วมผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางผลิตและแก้ไขข้อติดขัดต่าง ๆ เช่น ลดกำแพงภาษี ไปพร้อม ๆ กับพยายามพึ่งพาทรัพยากรในประเทศในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกให้มากที่สุด   

ในส่วนของภาคเอกชนก็ใส่เกียร์เดินหน้าสร้างโรงงานแล้ว เช่น Vedanta Resources บริษัทเหมืองรายใหญ่ ที่จับมือกับ Foxconn สร้างโรงงานผลิต ภายใต้งบก่อสร้าง 20,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 764,000 ล้านบาท)

ส่วน DHL บริษัทขนส่งสินค้าสัญชาติเยอรมัน ที่มีสาขาอยู่ในอินเดียก็เล็งเห็นโอกาส ได้มีการเดินหน้าสร้างโกดังขนาดใหญ่ที่เมืองมุมไบภายใต้งบ 49 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,870 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเชิงบวกที่น่าจะนำมาสู่การลงทุนของบริษัทใหญ่ ๆ นอกจาก Apple อีกด้วยว่า GDP ประเทศโตปีละ 6-7% และมูลค่าการส่งออกสินค้าจากโรงงานล่าสุดก็เพิ่มเป็น 400,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 15.7 ล้านล้านบาท) แล้ว หลังไม่สามารถทะลุเพดาน 300,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 11.4 ล้านล้านบาท) มาเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวก็ยังมีจุดสะดุดอยู่ โดยมีรายงานว่า รัฐบาลอินเดียยังเน้นเจรจาเฉพาะแต่กับบริษัทใหญ่ ๆ และมองข้ามกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) ทั้งที่ก็เป็นกลุ่มฟันเฟืองสำคัญในกลไกทางเศรษฐกิจของประเทศ

ซ้ำร้ายอินเดียยังมีหน่วยงานราชการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลานานเมื่อมาติดต่อราชการ ขณะเดียวกันแนวคิดปกป้องทางการค้าและเศรษฐกิจที่ตกค้างมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมก็ยังไม่หมดไป ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าก็กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศ

ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการจัดอันดับของธนาคารโลกที่ว่า อินเดียยังเป็นประเทศที่จะมาเริ่มต้นสร้างธุรกิจหรือเจรจาธุรกิจด้วยยาก จนอันดับในเรื่องนี้ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อย่าง เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม อย่างมาก 

โดยเฉพาะเวียดนาม ที่รัฐบาลที่กำหนดแผนแม่บท เพื่อทำให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงงาน ผ่านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (Infrastructure) ภายในปี 2030   

จนมีคำกล่าวเชิงเสียดสีแต่ก็สะท้อนความจริงแสนเจ็บปวดที่ว่า เมื่ออินเดียก้าวไปข้างหน้าได้หนึ่งก้าว ก็จะมีเรื่องให้ต้องถอยหลังกลับมาสามก้าวเสมอ และอินเดียไม่เคยพลาดที่ทำตัวเองให้พลาดโอกาส

ดังนั้นถ้าถามที่ว่ามีโอกาสแค่ไหนที่อินเดียจะแซงจีนขึ้นเป็น โรงงานโลกแห่งใหม่ คำตอบคือมีความเป็นไปได้ เพราะอินเดียมีศักยภาพและทรัพยากรด้านต่าง ๆ ที่จะคว้าเป้าหมายนี้

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอินเดียเองด้วยว่า จะสามารถปรับทัศนคติ ลดข้อติดขัดที่ปิดกั้นการพัฒนาและปฏิรูประบบราชการเพื่อช่วยทำเป้าหมายนี้ให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน  

ถ้ายังทำไม่ได้การแซงจีนก็จะเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น และชาวอินเดียก็อาจทำได้แค่มองตาปริบ ๆ ด้วยความเสียดายต่อไปที่เพื่อนร่วมชาติระดับหัวกะทิ ไปได้ดิบได้ดี ด้วยการขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลก

เช่นที่ Sundar Pichai นั่งเก้าอี้ซีอีโอ Google มาหลายปี และ Laxman Narasimhan เพิ่งขึ้นเป็นซีอีโอ Starbucks เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา/bbc



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน