การประชุม G20 ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 17) จัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนมองข้าม ครั้งสุดท้ายที่เศรษฐกิจและการเมืองของอินโดนีเซียอยู่ในความสนใจของชาวโลกคือช่วงความโกลาหลในทศวรรษ 1990 เมื่อระบบทุนนิยมแบบพวกพ้องล่มสลายท่ามกลางวิกฤตการเงินในเอเชีย ทำให้ระบอบเผด็จการที่ยาวนาน 32 ปีของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตล่มสลาย

25 ปีต่อมา อินโดนีเซียกลับมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญอีกครั้ง เป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมากเป็นอันดับสาม และเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก ด้วยจำนวนประชากรกว่า 276 ล้านคนที่กระจายตัวอยู่ตามหมู่เกาะนับพันที่ทอดยาวตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก

ความยิ่งใหญ่ของการต่อสู้กันทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอเมริกาทำให้อินโดนีเซียหลีกเลี่ยงการที่ต้องเลือกอยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เช่นเดียวกับอินเดียและตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อินเดียเองกำลังปรับตัวเข้ากับระเบียบโลกใหม่ที่โลกาภิวัตน์และในอนาคตอันใกล้อำนาจการผูกขาดจากชาติตะวันตกกำลังมีการเปลี่ยนมือมาทางฝั่งเอเชียมากยิ่งขึ้น

มีการคาดการณ์กันว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า อิทธิพลของประเทศอินโดนีเซียจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ อินโดนีเซียในตอนนี้มีสถานะเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก โดยพิจารณาจาก GDP และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตเร็วกว่าแถบเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีมูลค่า GDP 1 มากกว่าล้านล้านดอลลาร์ ไม่รวมจีนและอินเดีย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ GDP ของอินโดฯ เติบโตแบบก้าวกระโดดขนาดนี้มาจาก Digital Service ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจมีความคักคักมากขึ้น ผู้บริโภคเข้าถึงความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย ผู้คนกว่า 100 ล้านคนมีการใช้จ่ายรวมกันสูงถึง 80,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในทุกหมวดหมู่ตั้งแต่การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงแอปเรียกรถบรรทุก

 

ทำไมอินโดนีเซียถึงจะเติบโตจนน่าจับตามอง

เหตุผลประการแรก ที่จะทำให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นไปเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ต่อจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ คือ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีปริมาณนิกเกิลสำรองมากที่สุด 1 ใน 5 ของโลก ผสานกับการขานรับของบริษัทผลิตรถยนต์ที่กำลังจะยกเลิกการผลิตรถยนต์สันดาปในอีก 10 ปีข้างหน้าทำให้อินโดนีเซียกลายมาเป็นผู้เล่นที่สำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทบจะทันที

ซึ่งในขณะที่ประเทศแถบตะวันตก จีน และอินเดียเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อดึงดูดการลงทุน EV ในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง อินโดนีเซียเองก็มองเห็นโอกาสนี้เช่นกัน แทนที่พวกเขาจะพยายามทำตัวเป็นซาอุดีอาระเบียที่ร่ำรวยจากการขายทรัพยากรของชาติออกไปเพียงอย่างเดียว

แต่อินโดนีเซียฉลาดกว่านั้น พวกเขาใช้วิธีเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับตนเองโดยการห้ามส่งออกวัตถุดิบเพื่อบีบให้บริษัทระดับโลกจำเป็นต้องมาตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซีย จุดนี้อินโดฯ ได้สองเด้ง เด้งแรกได้ขายนิกเกิล เด้งที่สองได้สร้างงานให้กับคนในประเทศ ทำให้ในอนาคตเราจะได้เห็นการจ้างงานคนอินโดฯ ในบริษัทผลิตแบตเตอรี่ยักษ์ใหญ่ของโลก นั่นเท่ากับว่า GDP ของอินโดฯ มีแนวโน้มจะโตขึ้นด้วยการที่ประชาชนมีค่าแรงที่สูงขึ้น

เหตุผลประการที่ 2 ที่เราจะได้เห็นแนวโน้มความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียก็คือ อินโดนีเซียได้ค้นพบวิธีที่จะรวมเอาการปกครองแบบประชาธิปไตยเข้ากับการปฏิรูปเศรษฐกิจ

โดยเน้นการประนีประนอมและความปรองดองทางสังคม

เหตุผลประการสุดท้ายที่ทำให้อินโดนีเซียมีอิทธิพลมากขึ้นก็คือ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ตั้ง ขนาด และทรัพยากร ทำให้ที่นี่เป็นผู้เล่นหลักจากทวีปเอเชียในการแข่งขันกับมหาอำนาจของโลก สะท้อนให้เห็นการไม่ลงรอยกันที่ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1950

ที่จริงแล้วอินโดนีเซียต้องการที่จะเป็นกลางในเวทีโลก เพราะต้องการดึงดูดเม็ดเงินทุนจากทั้งจีนและอเมริกา และต้องการที่จะเป็นเวทีที่บริษัทและเงินทุนของจีนและอเมริกาแข่งขันกันโดยตรงในด้านแบตเตอรี่

ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีนกำลังลงทุนใน Giga Factory มูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์ ประธานาธิบดี Jokowi เองก็กำลังจีบเทสลาเช่นกัน ถ้าว่ากันในทางการทูตเขาพยายามที่จะเป็นผู้นำที่ประนีประนอมและอยากจะเป็นมิตรกับทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่ของโลก

นอกจากนี้ อินโดนีเซียเองก็ยังวิพากษ์วิจารณ์การคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตกว่าไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น Jokowi อาจเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่สามารถพบกับประธานาธิบดี Joe Biden, Xi Jinping, Vladimir Putin และ Volodymyr Zelensky ได้โดยปราศจากความขัดแย้งใด ๆ เพราะเขาเลือกที่จะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

หากอินโดนีเซียยังสามารถประคองตัวเองให้อยู่บนเส้นทางนี้ต่อไปอีก 10 ปีนับจากนี้ ประเทศนี้อาจกลายเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก สกุลเงินของอินโดฯ อาจก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อเวทีการค้าโลก และอาจเป็นสกุลเงินที่พักพิงในยามที่เกิดความวุ่นวายทางการเงินขึ้นทั่วโลกก็ตาม

นอกจากนี้ มาตรฐานการครองชีพของอินโดนีเซียจะดีขึ้น จากสถิติชี้ให้เห็นว่ามีเพียง 4% ของประชากรในปัจจุบันที่ดำรงชีพด้วยเงินเพียง 70 บาทต่อวันหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปี 2012 ถึง 3 ใน 4 นั่นแสดงให้เห็นว่าคนยากจนในอินโดนีเซียเริ่มลดลงให้เห็นบ้างแล้ว และถึงแม้ว่าอินโดนีเซียไม่น่าจะเป็นประเทศที่ใช้อุตสาหกรรมการผลิตนำความเจริญแบบจีน แต่จากบทบาทปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ด้วยศักยภาพในตอนนี้ก็ทำให้พวกเขามีชนชั้นกลางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีชนชั้นยากจนน้อยลงได้ไม่แพ้กัน

 

ปัจจัยที่จะทำให้พวกเขาไปไม่ถึงฝัน

พูดถึงด้านดีของการเติบโตของอินโดนีเซียมามากแล้ว เรามาดูสิ่งที่อาจจะขัดขวางการเติบโตของอินโดนีเซียดูบ้าง วาระการดำรงตำแหน่งของ Jokowi จะสิ้นสุดลงในปี 2024 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และเขาไม่มีทายาทที่จะมาสืบทอดตำแหน่งอย่างชัดเจน

ผู้สนับสนุน Jokowi บางคนต้องการให้เขาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เขาอยู่ในอำนาจต่อไป การสืบทอดตำแหน่งอาจกลายเป็นการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เคร่งศาสนาโดยการใช้นโยบายหาเสียงที่มุ่งเน้นเรื่องศาสนาเป็นสำคัญ

อีกทางหนึ่ง บุคคลสำคัญทางธุรกิจและกลุ่มการเมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมของ Jokowi อาจได้รับอำนาจและนำไปสู่การถอยกลับไปสู่การปกครองแบบคณาธิปไตย เขาสร้างถนนและสนามบินมากมาย แต่ Jokowi ไม่ได้เสริมสร้างสถาบันที่สามารถรับประกันความต่อเนื่องได้หลังจากที่เขาก้าวลงจากตำแหน่ง

การใช้นโยบายการป้องกันผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้อินโดนีเซียไปไม่ถึงฝัน อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศที่มีความชาตินิยมสูง ปลายน้ำอาจทำงานในนิกเกิล ซึ่งอินโดนีเซียมีอำนาจทางการตลาด แต่กลับสวนทางกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อินโดนีเซียยังไม่ดึงดูดห่วงโซ่อุปทานของ Apple เนื่องจากเปลี่ยนจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อย่างเวียดนามและอินเดีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดแรงงานในอินโดฯ ยังคงความเข้มงวดเกินไป หากอินโดนีเซียยังไม่ผ่อนปรนเรื่องแรงงาน ไม่แน่ว่าในอนาคตบริษัทผลิตรถยนต์ EV จะพยายามเลี่ยงการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซียก็เป็นได้

แต่สิ่งน่าจะเป็นความเสี่ยงมากที่สุดของอินโดนีเซียก็คือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้อินโดนีเซียต้องสะดุด วิธีการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจปัจจุบันก็อาจทำให้อินโดนีเซียเข้าสู่วงโคจรภายใต้อำนาจของจีนได้

เงินทุก ๆ ดอลลาร์ที่บริษัทสัญชาติอเมริกันลงทุนในอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2020 บริษัทจีนได้ติดตั้งเกือบสี่แห่ง หากความตึงเครียดบานปลาย ค่าใช้จ่ายจะสูง สงครามเหนือไต้หวันอาจส่งผลให้เส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าถูกปิดกั้น

ในขณะที่การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกอาจกระทบต่อบริษัทจีนที่ทำการค้ากับอินโดนีเซียพึ่งพา นโยบายทางการทูตของนาย Jokowi ทำให้ประธานาธิบดี Joe Biden และ Xi Jingping จนถึงตอนนี้ อินโดนีเซียที่เป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของโลก รวมถึงสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอาเซียน ก็ไร้ซึ่งความเป็นเอกภาพ และกระจายตัวกันเกินไปที่จะมีอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจของโลกได้

 

2 ดาวเด่นแห่งเอเชีย

ในตอนนี้อินเดียและอินโดนีเซียเป็นดาวเด่นของเอเชีย ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องสร้างความพึงพอใจให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในประเทศของตัวเองและก็ต้องหาทางทำให้ชาติเติบโต แม้ว่ายุคแห่งโลกาภิวัตน์กำลังจะเสื่อมคลายลงไป

ในส่วนของอินเดียเลือกใช้การพัฒนาประเทศที่นำโดยเทคโนโลยีและการผลิต โดยได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลออกนโยบายสนับสนุน การเมืองที่แข็งแกร่ง และการแยกตัวออกจากร่มเงาของจีน

ส่วนอินโดนีเซียนั้นพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเป็นหลัก รวมไปถึงการยกเครื่องนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ การเมืองที่ใหญ่โต และความเป็นกลางทางการทูต ทั้งอินเดียและอินโดนีเซียเดิมพันครั้งใหญ่กับก้าวสำคัญในการยกระดับสถานะของประเทศไปอีกขั้น

แน่นอนว่าบรรดาประเทศมหาอำนาจจะต้องจับตาดูสถานการณ์ของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการพาประเทศของตนเองร่ำรวยขึ้นแต่ไม่ต้องการเลือกข้าง หากอินโดนีเซียทำสำเร็จ พวกเขาจะยกระดับชีวิตผู้คนกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกกว่าพันล้านคน และทำให้โลกที่ขาดแคลนการเติบโตมานานนับทศวรรษได้เดินต่อไป และนี่คืออินโดนีเซียประเทศที่อาจเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

อ้างอิง

https://www.economist.com/leaders/2022/11/17/why-indonesia-matters



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน