ในยุคที่สื่อทีวีต้องเจอกับการดิสรัปต์จากอินเทอร์เน็ต ทำให้ทีวีหลายเจ้าที่ประมูลทีวีดิจิทัลเจ็บตัวไม่น้อย บางเจ้าแบกไม่ไหวก็ค่อย ๆ ล้มหายไป ส่วนเม็ดเงินโฆษณาก็เปลี่ยนทิศหลั่งไหลเข้าสู่โลกออนไลน์แทน

จากที่โจทย์มีเเค่การปรับตัวสู่ทีวีดิจิทัล ก็กลายเป็นยุคที่สื่อต้องหาที่ยืนให้กับตัวเองในโลกออนไลน์ด้วย ไม่พ้นแม้เเต่ช่องใหญ่ที่ต้องปรับตัวเพื่อให้บริษัทยังคงอยู่รอดต่อไปได้

แม้แต่ CH3 ที่เคยทำกำไรได้ในระดับ 5,500 ล้านบาทในช่วงพีกของธุรกิจทีวี เเต่เมื่อเจอการดิสรัปชัน ทั้งจากระบบดิจิทัล ต่อมาที่ New Normal จนมาถึงยุคอินเทอร์เน็ต รายได้และกำไรก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งขาดทุนเป็นครั้งเเรกในรอบ 22 ปี แม้ปัจจุบันจะกลับมามีกำไรแล้ว เเต่ยังไม่กลับไปในระดับพันล้านเท่าเดิม

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายธุรกิจโทรทัศน์ สำนักผู้บริหาร บมจ. บีอีซี เวิลด์ (BEC) เผยว่า ปี 2565 บริษัทมีกำไรอยู่ที่ 630 ล้านบาท ลดลงจากปีที่เเล้ว 17.11% ส่วนปีนี้ก็เปิดมาได้ไม่ค่อยดีนัก ไตรมาสแรกรายได้ถดถอย เนื่องจากละครที่วางไว้เรียกเรตติ้งออกฉายล่าช้ากว่ากำหนด แต่คาดว่าในไตรมาสสองจะสามารถเติบโตได้สองหลัก จากอิทธิพลของละคร “หมอหลวง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำเรตติ้งสูงสุดในรอบสามปี กวาดเรตติ้งได้ตั้งเเต่ Ep แรก เฉลี่ย 6.7-7% หากนับเฉพาะกลุ่มเพศหญิงเรตติ้งอาจอยู่ระดับ 9% กว่า

“ละครหมอหลวง นอกจากความสำเร็จด้านรายได้แล้ว ยังมียอดซื้อโฆษณาเต็มทุกช่วงเวลา เเม้คาบเกี่ยววันหยุดยาวสงกรานต์ก็ตาม เป็นปรากฏการณ์ที่เข้ามาช่วยกอบกู้รายได้ในไตรมาสสอง ถ้ามีละครที่ประสบความสำเร็จอย่างหมอหลวงอีกจะมีส่วนช่วยในการเติบโตช่วงครึ่งปีหลัง ชดเชยส่วนที่หายไปในไตรมาสเเรก”

  • เเม้คนจะดูออนไลน์เยอะขึ้น แต่ทีวีก็ยังขายโฆษณาได้เเพงเหมือนเดิม

เม็ดเงินโฆษณา (MEDIA SPENDING) ไตรมาสแรกของปียังคงติดลบ ส่วนแบ่ง Spending ในสื่อทีวีจากที่เคยอยู่ที่ 60% ก็ลดหลั่นเรื่อยมาในยุคอินเทอร์เน็ต เเต่ยังคงอยู่ในสัดส่วนเกินครึ่ง เนื่องจากแพลตฟอร์มออนไลน์แม้จะบูมขึ้นมาก  เเต่ไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่าทีวีที่เป็นช่องทางถ่ายทอดสด เพราะผู้ชมรับชมพร้อมกันจึงสามารถดีมานด์ราคาได้สูงกว่าช่องทางอื่น ๆ

ทั้งนี้ ปัจจัยลบด้านสงคราม อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ต้นทุนแพง สร้างแรงกดดันต่อการใช้เงินกับโฆษณา อีกทั้งช่วงก่อนเลือกตั้ง ตามปกติจะมีการใช้จ่ายสะพัด เเต่สำหรับปีนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวเท่าที่ควร

“ทีวีเป็นธุรกิจที่อยู่บนความเชื่อมั่นของเจ้าของสินค้า ของนักลงทุน โดยมีปัจจัยอื่นมาประกอบสินค้าหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการควบคุมของรัฐ เวลาจะโตก็โตได้ไม่เต็มที่ เเต่เวลาร่วงก็จะไม่หล่นฮวบ” คุณสุรินทร์กล่าว

 

  • ละคร & ข่าว ท่อน้ำเลี้ยงหลักของ CH3

รายการทำรายได้แก่ช่องยังเป็นละครมาในอันดับหนึ่ง ตามด้วยข่าว วาไรตี้ เเละอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้ของละครเดิมอยู่ที่ 51% ลดลงจาก 53%

ขณะที่ฝ่ายข่าวปีที่เเล้ว 27-28% ในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 36% ของรายได้สถานี เพียงละครกับรายการข่าวสร้างรายได้เกินกว่า 80% ของรายได้สถานี

ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต High Digit เนื่องจากความไม่เเน่นอนของทิศทางการเมือง สถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดอีกระลอก เเต่หากครึ่งปีหลังมีละครที่ประสบความสำเร็จอย่างหมอหลวง จะช่วยในการเติบโตได้อย่างมาก

ดังนั้น ช่องจึงต้องโฟกัสที่คอนเทนต์เป็นสำคัญ ถ้าละครดี ผู้ชมเยอะ แปลว่าจะเห็นรายได้ตามไปด้วย

ซึ่งช่วงครึ่งปีหลัง โปรดักส์ฮีโร่ที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ คือ “เกมรักทรยศ” ซีรีส์ดังจากอเมริกาที่ถูกนำมารีเมคมากกว่าสิบเวอร์ชัน โดยมีเวอร์ชันเกาหลีที่ดังเป็นพลุเเตกในไทย พร้อมกับละครอีกเรื่อง อย่าง “พรหมลิขิต” ภาคต่อของบุพเพสันนิวาส ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตทั่วประเทศมาเเล้ว เตรียมจ่อขายสิทธิ์ให้สตรีมมิ่งเเละส่งออกต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบออนแอร์พร้อมกับช่อง เเละแบบดูย้อนหลัง

โดยปกติช่อง 3 มีฐานผู้ชมในพื้นที่เมืองหลวงและตามหัวเมืองต่าง ๆ ผู้ชมหลักคือกลุ่มผู้หญิงอายุ 30-40 ปี วัยทำงานหรือเริ่มสร้างครอบครัว ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นก็มี brand loyalty สูงตาม ขณะที่เพศชายมาจากรายการข่าว เเต่ยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับเพศหญิง ทางช่องจึงวางแผนเพิ่มหมวดกีฬา ถ่ายทอดสดนัดพิเศษฟุตบอลต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ชมเพศชายให้มากขึ้น

ด้านรายการข่าวต้องยอมรับว่าข่าวของช่องได้เปรียบด้านพิธีกรที่มีคะเเนนความนิยมสูง ทั้งคุณสรยุทธ คุณกิติ เเละหนุ่ม กรรชัย ประกอบกับในช่วงเลือกตั้งคนหันมาสนใจรายการข่าวมากขึ้น ส่งผลให้การขยายเวลารายการไปในช่องออนไลน์ รับชมแบบไร้รอยต่อเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการดึงผู้ชมให้อยู่กับช่องได้ตลอด

 

  • เมื่อละครไทยเดินมาถึงทางตัน

ขณะนี้ผู้ผลิตละครกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรวงการเขียน  เนื่องจากหลายเจ้าผลิตละครจำนวนมาก เเต่นักเขียนกลับมีอยู่อย่างจำกัด  นวนิยายที่มีอยู่ในคลังถูกหยิบมารีเมคซ้ำไปมา ไม่มีความสดใหม่ ทำให้ช่องต้องแก้ปัญหาด้วยการพลอตบทละครขึ้นมาใหม่ ทำให้ลักษณะของละครช่องสามจะแบ่งออกเป็น

  1. สร้างจากนิยาย
  2. จ้างนักเขียนพลอตบทขึ้นมาเอง อิงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ได้ความสดใหม่
  3. ซื้อลิขสิทธิ์ละครจากประเทศอื่นมาผลิต ซึ่งกระบวนการผลิตในรูปแบบนี้จะง่ายกว่าทุกเวอร์ชัน อีกทั้งช่วยให้ขายสปอนเซอร์ได้ง่าย ช่องจึงเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดสู่ IMC (Integrated Marketing Communication) เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพิงรายได้จากสปอตโฆษณาเพียงอย่างเดียว โดยให้เจ้าของสินค้าเข้าติดต่อช่องเอง ซึ่งดาราในช่องอาจได้โอกาสในการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเเบรนด์เหล่านั้นด้วย สร้างรายได้ให้ส่วนบริหารงานศิลปินในสังกัด

 

ทั้งนี้ ทุนผลิตคอนเทนต์ต่อปีราว 2,000 ล้านบาท ต่อละคร 25 เรื่อง  เเต่ปีนี้จากภาวะที่เม็ดเงินโฆษณาสื่อทีวีลดลง ทำให้ต้องหั่นเวลาละครต่อ EP จากเดิมอยู่ที่สองชั่วโมงเหลือชั่วโมงครึ่ง

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ CH3 มาจาก TV 85-88% ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (3Plus) เเละการขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ รวมกัน 12-15% เเต่ภายใน 3-5 ปี คุณสุรินทร์กล่าวว่า สัดส่วนดิจิทัลแพลตฟอร์มเเละการขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศจะดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 25% และอีก 5% เป็นส่วนของภาพยนตร์ เพลง และการบริหารศิลปิน

ขณะที่กลุ่มทีวีจะลดลงเหลือ 65-70% จากการที่บริษัทหันไปโฟกัสกับการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ที่ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบธุรกิจทีวีอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้สัดส่วนในส่วนของทีวีลดลง

“BEC World เราไม่ได้เป็นธุรกิจทีวีอีกต่อไป เเต่เป็นผู้นำทางด้านการผลิตคอนเทนต์ โดยยึดหลักกลยุทธ์ Single content Multiple Platform ผลิตครั้งเดียว ใช้ต้นทุนครั้งเดียว ส่งขายในหลายเเพลตฟอร์ม เพิ่มโอกาสหารายได้มากขึ้น”

 

  • ธุรกิจใหม่ สร้างทางรอดให้ธุรกิจเดิม

1. บีอีซี สตูดิโอ (สตูดิโอหนองเเขม) เพื่อผลิตคอนเทนต์ของช่อง ทั้งเเบบ Original Contents และ Co-Production บนพื้นที่ 72 ไร่ ด้วยงบลงทุนมากกว่า 400 ล้านบาท โดยได้เริ่มผลิตละครไปแล้ว 3 เรื่อง มีสตรีมมิ่งมาติดต่อเป็น Original Contents แล้วในขณะนี้

2. ธุรกิจภาพยนตร์ เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่าศิลปินดาราหลายคนของช่องกระโดดไปเล่นภาพยนตร์ให้กับค่ายอื่น เพื่อไม่เสียโอกาสในการมีทรัพยากรบุคคลในมือ จึงร่วมมือกับบริษัทสร้างภาพยนตร์ อาทิ  รฤก ของยอร์ช-ฤกษ์ชัย เเละ MPIC ผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน

ในปีที่เเล้วเข้าฉาย “บัวผัน ฟันยับ” เป็นเรื่องเเรก และประสบความสำเร็จในทันที กวาดรายได้ 130 ล้านบาท ซึ่งในปีนั้นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านมีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น อีกทั้งเมื่อเข้าสู่เเพลตฟอร์มสตรีมมิ่งก็ขึ้นอันดับหนึ่งภาพยนตร์ในไทย จากกระเเสตอบรับอันท่วมท้น ปีนี้จึงเดินหน้าลุยด้านภาพยนตร์ต่ออีก 3-4 เรื่อง คิวเข้าฉายปีนี้สองเรื่อง ช่วงไตรมาสสามเเละสี่

3. ขายสิทธิ์คอนเทนต์ ปัจจุบันรายได้จากการขายสิทธิ์คอนเทนต์ โดยเฉพาะสตรีมมิ่ง สร้างรายได้ให้กับช่องจำนวนไม่น้อย ที่ผ่านมาขายลิขสิทธิ์ไปแล้วในกว่า 20-30 ประเทศ เช่น แอฟริกา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สำหรับปีนี้ตั้งเป้าส่งออกขายสิทธิ์คอนเทนต์ไปต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 2,500 ชั่วโมง ราว 40 เรื่อง

4. บริหารศิลปินและธุรกิจเพลง เพื่อต่อยอดทรัพยากรบุคคลที่มี เมื่อไม่นานมานี้ได้ลองชิมลางธุรกิจเพลงไปแล้วบ้าง จากที่เปิดประเดิมด้วย เเต้ว ณัฐพร  นอกจากนั้น บริษัทยังมี Chandelier ที่ทำเพลงประกอบละครเเก่ช่องสามอยู่เเล้ว ซึ่งนอกจากเพลงเดี่ยวของศิลปินในค่าย ช่องจะขยายไปในเพลงประกอบละครด้วย จากที่มองเห็นการเข้ามาขอซื้อสิทธิ์เพลงประกอบละครดังจากหลายเจ้า

 

จาก “ไทยทีวีสีช่อง 3” เดินทางมาจนถึง “CH3 ดิจิทัล”
ทางรอดของธุรกิจทีวี ที่คนไม่ค่อยดูแล้ว คืออะไร

คุณสุรินทร์ให้คำตอบกับคำถามนี้ว่า

“ทางรอดของเรา คือการทำตามวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนใหม่ เราจะไม่ใช่ทีวีอีกต่อไปเเล้ว แต่เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ลงทุนครั้งเดียว ขายทุกแพลตฟอร์ม รายได้จะดีขึ้นเเน่นอน การก้าวออกจาก Comfoort Zone ในครั้งนี้ ทั้งการออกไปทำภาพยนตร์ ทำเพลง บริหารจัดการนักเเสดง ทำสตูดิโอตอบรับกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ วิธีการนำเสนอละครเเบบใหม่ เนื้อเรื่องกระชับว่องไว สอดรับกับมุมมองของสังคมที่เปลี่ยนไป ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ ก็น่าจะเป็นทางรอดของเรา”

สำหรับปีนี้ ทีวีดิจิทัลเปิดใช้งานมาครบสิบปีเเล้ว เหลือ License อีกห้าปี ต้องรอดูกันต่อว่า เมื่อถึงเวลาครบสัญญา ช่องใหญ่จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไร และโฉมหน้าธุรกิจโทรทัศน์จะเปลี่ยนไปในทิศทางใดต่อไป

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer