หลังจากที่มติที่ประชุมไทยเบฟฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน โออิชิ กรุ๊ป มีมติอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาในงานประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 ของปี

ในวันนี้ไทยเบฟฯ ได้ประกาศรับซื้อหุ้นโออิชิ กรุ๊ป ทั้งหมด 76,279,602 หุ้นคืนที่ไม่เป็นของไทยเบฟฯ ทั้งหมด ด้วยราคาหุ้นละ 59 บาท

โดยโออิชิ กรุ๊ป มีจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด 375,000,000 หุ้น และไทยเบฟถือหุ้นทั้งหมด 298,720,398 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 79.66% ของหุ้นทั้งหมด

การรับซื้อหุ้นในครั้งนี้หลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร เป็นตัวแทนการรับซื้อ พร้อมวางช่วงเวลาการรับซื้อตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 21 สิงหาคม 2566 รวมเป็นเวลา 45 วัน

อ้างอิงวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ไทยเบฟจะต้องซื้อหุ้น โออิชิ กรุ๊ป จากผู้ถือหุ้นหลัก และย่อย ได้แก่

DEUTSCHE BANK AG SINGAPORE–PWM จำนวน 18,000,000 หุ้น

DBS BANK LTD. AC DBS NOMINEES-PB CLIENTS จำนวน17,910,200 หุ้น

BANK OF SINGAPORE LIMITED-THB SEG AC จำนวน 9,357,400 หุ้น

บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จำนวน 2,602,776 หุ้น

บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  จำนวน 2,410,000 หุ้น

กองทุนเปิด บัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ จำนวน 1,800,000 หุ้น

กองทุนเปิด บัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ จำนวน 1,550,000 หุ้น

จินตนา กาญจนกำเนิด จำนวน 1,075,800 หุ้น

รมณี บุญดีเจริญ จำนวน 1,056,600 หุ้น

และผู้ถือหุ้นอื่น ๆ อีก 20,516,826 หุ้น

 

เหตุผลการรับซื้อหุ้นโออิชิ กรุ๊ป เพื่อปิดฉากหลักหุ้นโออิชิ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจาก

1.ที่ผ่านมาหุ้นโออิชิมีการซื้อขายในกระดานไม่มากนัก

2. ไทยเบฟฯ ต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ให้มีความชัดเจนและมีศักยภาพมากขึ้น

3. ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากการเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ

ซึ่งที่ผ่านมาโออิชิกรุ๊ปมีรายได้ในเดือนมกราคม-มีนาคม 2566 ทั้งสิ้น 3,627 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 20.4%

การเติบโตนี้มาจากธุรกิจเครื่องดื่ม 2,160 ล้านบาท เติบโต 23.5%

ธุรกิจอาหาร 1,467 ล้านบาท เติบโต 16.2%

และมีกำไรสุทธิ 326 ล้านบาท เติบโต 23.0%


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer