อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2566 ขยายตัว อานิสงส์ตลาดแรงงานฟื้น ทั้งการจ้างงาน และรายได้ที่ปรับตัวขึ้น ด้านกำลังผลิตจะฟื้นตัวเท่าก่อนวิกฤตภายในปีหน้า ตลาดรถยนต์ EV จดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) เฉียด 5 หมื่นคัน ขยายตัว 428.4% YoY แบรนด์จีนแชร์รวบ 80%
| ตลาดยานยนต์ไทย ปี 2566 ขยายตัว
อานิสงส์ ตลาดแรงงานฟื้น |
||
| เซกเมนต์ | ผลิต/ล้านคัน | ขายในประเทศ |
| รถยนต์ | 1.96
4.2% YoY |
8.8 แสนคัน
3.4% YoY |
| รถจักรยานยนต์ | 2.18
8% YoY |
1.84 ล้านคัน
2.3% YoY |
| รถยนต์เชิงพาณิชย์ น้ำหนักรถ ไม่เกิน 500-7,001 กก.ขึ้นไป | ยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ปี 2566 | YoY |
| รถบรรทุก | 78,000 | 2.7% |
| รถโดยสาร | 7,500 | 49.1% |
| ที่มา: วิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก และธนาคารแห่งประเทศไทย/กรกฎาคม 2566 | ||
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) โดย ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโสของศูนย์ฯ เผยรายงานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2566 ภาพรวมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
การผลิตรถยนต์ในประเทศ คาดว่าจะฟื้นตัวอยู่ในระดับก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) ได้ภายในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากภาคส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวเพราะอุปสงค์ของคู่ค้าหลักที่ปรับลดลง
โดยตลาดรถยนต์นั่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ เพราะได้รับอานิสงส์การฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ทั้งในแง่การจ้างงาน และรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันจากรายได้เกษตรกรที่ชะลอตัว
ด้าน รถบรรทุก มีการปรับตัวของยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ชะลอตัวจากปีก่อนเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มความต้องการขนส่งสินค้าทางบกที่ปรับลดลงตามภาคการส่งออก อย่างไรก็ดี ยังมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนก่อสร้าง กอปรกับการค้าชายแดนและผ่านแดนที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ของรถโดยสารมีแนวโน้มเติบโต สอดคล้องกับอุปสงค์ในกลุ่มรถบัสรับ-ส่งนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว อีกทั้งแรงส่งจากนโยบายเปลี่ยนผ่านรถโดยสารประจำทาง ไปสู่ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า
ส่วนตลาดรถจักรยานยนต์ ยอดผลิตยังขยายตัวเล็กน้อย ยอดส่งออกชะลอตัวเพราะแรงฉุดของตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ขณะที่ยอดขายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง จากรายได้แรงงานในภาคบริการที่ฟื้นตัวดี ขณะที่รายได้เกษตรกรขยายตัวชะลอลงบ้าง
| ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ปี 2566
โตเฉียด 5 หมื่นคัน แบรนด์จีน แชร์ 80% |
||
| จดทะเบียนรถยนต์ EV ครั้งแรก (ป้ายแดง) ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน
ปี 2566 |
49,500 คัน
428.4% YoY 80% ส่วนแบ่งจากแบรนด์จีน |
5.6% ส่วนแบ่งของยอดขายรถยนต์นั่งทั้งหมด โดยขยายตัว 410% YoY |
| สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ปี 2566 | 1,400 แห่งทั่วไทย | |
| กำลังผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ ปี 2568 | 350,000 คัน/ปี | |
| แบรนด์ | ยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ม.ค.-มิ.ย. 2566 | % เติบโตจากปี 2565 |
| BYD | 11,171 | 2,911% |
| NETA | 5,955 | 8,287% |
| Tesla | 5,095 | 1,107% |
| MG | 4,995 | 58% |
| GWM | 2,471 | -35% |
| Volvo | 1,160 | 73% |
| BMW | 510 | 62% |
| MINI | 129 | -42% |
| Porsche | 126 | -56% |
| Mercedes-Benz | 30 | 400% |
| แบรนด์อื่น ๆ | 56 | -79% |
| ที่มา: วิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก/กรกฎาคม 2566 | ||
ตลาดรถยนต์ EV จากข้อมูลจะพบว่า 3 แบรนด์แรกที่มีส่วนแบ่งตลาด และอัตราเติบโตสูงสุด ของยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ล้วนเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา และนำเสนอเฉพาะรถยนต์ EV
ขณะที่ Mercedes-Benz แบรนด์ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดอันดับ 4 หรือ 400% ส่วนสำคัญมาจากการเปิดตัวไลน์รถยนต์ EV ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ในไทยครั้งแรกเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมาเช่นกัน
คาดการณ์ยอดจดทะเบียนครั้งแรก (ป้ายแดง) ประเภทรถยนต์ EV นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน ทั้งปี 2566 จาก SCB EIC อยู่ที่ 49,500 คัน โดย 80% จะเป็นส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์จากประเทศจีน
ส่วนของกำลังผลิตรถยนต์ EV ในไทย แม้จะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของค่ายยานยนต์ข้ามชาติ โดยเฉพาะจีน ทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
แต่ก็ยังต้องติดตามอานิสงส์จากการลงทุนของผู้ผลิตยานยนต์ EV รายใหม่ ๆ ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มจากการพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ
อนึ่ง ซัปพลายเชนของรถยนต์ EV ในไทย ยังมีความเสี่ยงสำหรับชิ้นส่วนบางกลุ่ม โดยเฉพาะที่มีมูลค่าสูง หรือ Core Technology
เพราะปัจจุบันไทยยังไม่บังคับว่าการผลิตรถยนต์เพื่อขายในประเทศ ต้องมีจำนวนชิ้นส่วนขั้นต่ำเท่าไร ส่วนการส่งออกไปประเทศภายใต้เขตความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เป็นการร่วมมือลดภาษีนำเข้าเหลือน้อยที่สุด หรือ 0% ก็บังคับให้เป็นรถยนต์ที่ใช้สัดส่วนอะไหล่ผลิตในประเทศ เพียง 40% ของตัวรถเท่านั้น
ภาคของผู้บริโภค SCB EIC ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ EIC Consumer Survey รวม 6,496 คน ผ่านช่องทางออนไลน์ SurveyMonkey ระหว่างวันที่ 19 ม.ค. – 2 ก.พ.2566
หัวข้อ คุณมีความสนใจต่อกระแสยานยนต์ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน พบว่า 65.4% สนใจ, สนใจมาก / 23.8% เฉย ๆ / 6.6% ไม่สนใจ / 4.2% กังวล, ไม่มั่นใจ
โดยกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน, Gen X และ Baby Boomer, สาขาอาชีพ โทรคมนาคม/สื่อสาร บริการวิชาชีพ อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน การธนาคาร เป็นเซกเมนต์ผู้บริโภคที่มีความตื่นตัวกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด
ส่วนเหตุผลหลักที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจยานยนต์ไฟฟ้า อันดับหนึ่ง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น (54.6% ของผู้ตอบ) และเหตุผลที่ไม่สนใจหรือยังกังวล อันดับหนึ่ง สถานีชาร์จไม่ครอบคลุม (39.9% ของผู้ตอบ)
ความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย SCB EIC วิเคราะห์ว่าระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัว
นอกจากนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็ยังคงความเข้มงวด เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อในภาพรวมยังคงปรับแย่ลง
ระยะปานกลาง – ระยะยาว ภาคธุรกิจยานยนต์ยังจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า และเทรนด์ ESG ที่กำลังมาแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์
รวมถึงการที่ผู้บริโภค และนักลงทุน มีแนวโน้มให้ความสำคัญ และตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีความรับผิดชอบมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางบวก ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
–



