จริงอยู่ว่าผู้คนเลือกซื้ออาหารด้วยเหตุผลของความอร่อยเป็นหลัก แต่ความอร่อยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ธุรกิจร้านอาหารอยู่รอดได้ เพราะมันยังมีปัจจัยในเรื่องของการบริหาร การจัดการและที่สำคัญคือปัจจัยในเรื่องของ ‘การสร้างแบรนด์ให้เกิดความแตกต่าง’ จากคู่แข่งที่มีอยู่มากมายในตลาดนั่นเอง

และถ้าคุณยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูดละก็ คงจะต้องหยิบยกเรื่องราวของร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในบ้านเราแบรนด์หนึ่ง มาเล่าเป็น Case Study ให้ทุกคนได้ฟังกัน กับ MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นมาได้เพียงแค่ 2 ปี แต่กลับขยายสาขาได้มากถึง 4 สาขาท่ามกลางตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีแบรนด์ใหญ่แข่งขันเพื่อแย่งชิง Market Share กันอย่างดุเดือด

แน่นอนว่าถ้าพวกเขามาขายแค่ความอร่อย ก็คงจะไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตในระยะเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ได้ แล้วสูตรลับอื่น ๆ ในการปรุงแต่งร้านอาหารของพวกเขาให้มีความกลมกล่อมจนกลายเป็นแบรนด์ที่คนรักแบบนี้คืออะไร ? คงจะไม่มีใครสามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีไปกว่า เอ๊ะ รณกาจ ชินสำราญ และ ป้อ จักกฤติ สายสมบูรณ์ 2 ใน 4 ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง MAGURO แบรนด์ซูชิที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของความหิวได้อย่างตรงจุด

 

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน Passion ให้กลายมาเป็นธุรกิจ

นอกจากเอ๊ะและป้อแล้ว MAGURO ก็ยังเกิดจากการ Brainstorm ของอีก 2 founder อย่าง โชค เอกฤกษ์ แสงเสรีดำรง และแบงค์ ชัชรัสย์ ศรีอรุณ ด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่ทั้ง 4 เป็นเพื่อนกัน มีความชอบมีไลฟ์สไตล์คล้าย ๆ กัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออาหารญี่ปุ่น ทั้ง 4 ผู้บริหารจึงตัดสินใจลงขันปั้นแบรนด์ขึ้นมาซึ่งในตอนนั้นหวังเพียงแค่ว่า ‘อยากจะส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นในมุมมองของพวกเขาให้ผู้คนได้รับรู้เพียงเท่านั้น’ ในมุมมองของพวกเขา ความ Special ของอาหารญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงความสดใหม่ แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะ ‘การให้’ ของคนญี่ปุ่น อาจจะยังไม่เข้าใจว่าการให้กับอาหารมันเกี่ยวกันยังไง ถ้ายังงั้น Marketeer ก็อยากจะขอให้คุณผู้อ่านทุกคนนึกภาพตามเรา…..

เวลาคุณไปกินอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่แล้วคุณไปกินคนเดียวหรือกินเพื่อให้แค่อิ่มรึเปล่า? คงไม่ใช่ใช่ไหม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารญี่ปุ่นกับคนที่พวกเขารัก อย่างเช่นไปกินกับที่บ้าน เพื่อน หรือไม่ก็แฟน เพื่อถ่ายรูปลง Instagram หรือไม่ก็เพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเองที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน อินไซต์ของคนตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่านอกจากความอิ่มท้องแล้ว อาหารญี่ปุ่นก็ยังทำให้คุณอิ่มใจที่ได้แบ่งปันช่วงเวลาความสุขให้กับคนอื่น ๆ ด้วย

นัยยะตรงนี้เอง จึงกลายมาเป็นคอนเซปต์หลักของแบรนด์อย่างคำว่า ‘Give More’ หรือหมายถึงการให้มากกว่าที่ขอ ซึ่งนอกจากจะเป็นคอนเซปต์ที่ฟังแล้วรู้สึก Feel Good มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้ MAGURO แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่เน้น Sale Promotion มากกว่าความรู้สึกในการกิน

 

ตั้งใจ Set-Up ร้าน นานถึง 6 เดือน และเมื่อถึงวันแรกที่เปิดร้าน ผลปรากฏว่า…..

หลังจากได้คอนเซปต์หลักของแบรนด์มาแล้ว พวกเขาใช้เวลาในการ Set-Up ร้านนานถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

ถามว่าทำไมถึงนานขนาดนี้ ? จะใช้ว่าพวกเขาทั้ง 4 เป็นคนเรื่องมากก็คงจะไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะกว่าจะหาเชฟที่ถูกใจได้นี่ก็ต้องศึกษาการทำงานของร้านอาหารญี่ปุ่นไปมากกว่า 30 ร้าน ซึ่งตรงนี้เอ๊ะและป้อบอกกับ Marketeer ว่า

“เชฟของเราจะไม่ใช่แค่คนที่ทำอาหารเป็น แต่ยังต้องมีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมายเดียวกันกับเราด้วย เพราะเขาคือคนสำคัญที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์หลักของแบรนด์เราผ่านฝีมือการปรุงอาหารของเขาเอง”

โดยระหว่างทางที่หาเชฟ พวกเขาทั้ง 4 ก็ยังเตรียมแผนการตลาด เตรียมร้านเตรียมพนักงานเพื่อรองรับจำนวนมากให้ได้ และเมื่อถึงวันที่มั่นใจ พวกเขาก็ตัดสินใจเปิดร้านให้ลูกค้าเข้ามานั่งกินกัน ซึ่งด้วยความตั้งใจที่มากขนาดนี้ ทำให้วันแรกที่เปิดร้านมา “ไม่มีคนจนพนักงานแทบนั่งเหงา”

ถ้าเป็นคนอื่นคงรู้สึกใจแป้วไปแล้ว ว่าเห้ย! อุตส่าห์ตั้งใจทำมาตั้งนาน แต่ผลที่ออกมา กลับมีแต่คนรู้จัก เพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องเข้ามาช่วยกินเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับเอ๊ ป้อ โชค และแบ้งค์ ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขารู้สึกว่าถ้าเราไม่ท้อสักวันก็ต้องมีคนเข้ามาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ มันเป็นไปตามแผนที่พวกเขาวางไว้แต่แรกแล้วต่างหาก

เพราะการเปิดร้านใหม่ มันจะต้อง Take Time สักระยะหนึ่งเพื่อให้ร้านกลายเป็นที่รู้จักซะก่อน แต่สุดท้ายเดี๋ยวมันจะเกิดผลแน่ ๆ และผลที่พวกเขาได้ก็คือมีคนมารอต่อคิวหน้าร้าน ตอนที่เปิดได้เพียงแค่ช่วงเดือนที่ 2 ซึ่งเร็วกว่าแพลนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกซะอีก

 

เมื่อมีลูกค้าเข้ามา สิ่งที่ต้องทำมากกว่าดีใจ คือต้องตั้งมือรับให้ทัน

หลังจากเริ่มมีคนเข้ามาต่อคิวที่ร้าน เอ๊ะและป้อมีเวลาดีใจได้แค่แป๊ปเดียว เพราะเวลาที่เหลือต้องเอามาตั้งสติและรับมือกับการปรับตัวให้ทันต่อจำนวนของลูกค้า ทั้งในแง่ของอาหารและการบริการ และที่หนักที่สุดก็คือการจัดการกับวัตถุดิบให้เพียงพอต่อความต้องการ เพราะถ้าน้อยไปก็ไม่มีอาหารเสิร์ฟ แต่ถ้ามากไปวัตถุดิบก็จะต้องเหลือทิ้ง ที่เป็นแบบนี้เพราะที่ MAGURO จะขายเพียงแค่ของสดใหม่เท่านั้น เรียกได้ว่าต้องมาแก้ปัญหากันแบบวันต่อวันเลยทีเดียว

แม้จะเคยมีประสบการณ์ แต่การทำสาขาที่ 2 ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

ถึงจะมี Know-how มีประสบการณ์จากสาขาแรกมาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าการทำสาขาที่ 2 จะเป็นเรื่องง่าย ทั้งเรื่องของการบริหารคนบริหารเวลา หรือการรักษาคุณภาพของอาหารให้เหมือนกันทุก ๆ ที่

เรียกได้ว่า”การประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว แต่การรักษามาตรฐานให้ประสบความสำเร็จอยู่เรื่อย ๆ กลับยากยิ่งกว่า” เป็นประโยคสั้น ๆ ที่สามารถอธิบายความหมายตรงนี้ได้เป็นอย่างดี

และก็คงจะไม่ต้องบอกว่าสาขาที่สองไปได้สวยหรือไม่ เพราะหลังจากนั้นอีก 2 เดือนต่อมา MAGURO ก็มีสาขา 3 ที่ถนนราชพฤกษ์ และสาขา 4 ที่แจ้งวัฒนะ

 

ทำเลอยู่ไกล แต่ดึงคนให้เข้ามากินได้ด้วยการสร้างร้านให้เป็น Destination

ดูจากแต่ละสาขา ไม่ว่าจะเป็นที่บางนา พระราม3 ราชพฤกษ์ หรือที่แจ้งวัฒนะ จะเป็นเส้นทางที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง เดินทางได้เพียง 2 วิธีคือรถยนต์ส่วนตัวหรือไม่ก็แท็กซี่เท่านั้น แต่ทำไมผู้คนถึงยังเต็มใจที่จะเดินทางไกล ๆ เพื่อมากิน MAGURO อยู่ ? ที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะพวกเขา ไม่ได้สร้างให้ MAGURO เป็นแค่ร้านอาหาร แต่เป็น Destination เป็นจุดมุ่งหมายของการพักผ่อน

 

อย่าประดิษฐ์ประดอยเวลาทำ Online Marketing

เรียกได้ว่าการทำ Online Marketing ของ MAGURO กลายเป็น Role Model ให้กับใครอีกหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Facebook Instagram หรือ LINE Official ก็ล้วนมี MAGURO อยู่ในนั้นทั้งหมด

ซึ่งเมื่อถามว่าพวกเขามีวิธีการทำ Online Marketing ให้ประสบความสำเร็จในยุคที่ผู้บริโภคมีคอนเทนต์ล้นหัวได้ยังไง สิ่งที่เอ๊ะและป้อตอบกลับมาก็คือ “จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่บอกออกไปตรง ๆ ว่าเราอยากมอบสิ่งดี ๆ ให้กับเขา มอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับเขา และถ้าเขาสัมผัสได้ว่าเราจริงใจ เขาก็จะกลับมาหาเราเอง”

ประโยคนี้เองกลายมาเป็น Key Message หลักอย่างคำว่า Sensual Sushi Creator หรือหมายถึงการเป็นซูชิที่ผู้กินจะได้ทั้งรูป รส กลิ่น และสัมผัสแห่งความสุข ที่จะทำให้ที่นอกจากความอิ่มทอง คุณก็จะได้ความอิ่มเอมใจกลับบ้านไปด้วย

 

เป้าหมายต่อไปไม่ใช่การขยาย แต่ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อน

แน่นอนว่าใครก็อยากได้เงิน แต่ MAGURO ไม่อยากให้เงินมาเป็นสิ่งที่ทำให้ความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบแต่สิ่งที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าของพวกเขาที่มีมาตั้งแต่แรกลดลงไป แพลนต่อไปในอนาคตจึงไม่ใช่การขยายสาขาแต่กลับเป็นการรักษาสิ่งที่มีอยู่ ให้ยังคงมีคุณภาพที่ดีอยู่เหมือนเดิมมากกว่า

“ผมว่าการจะทำอะไรสักอย่าง นอกจากจะสร้างเงินแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ควรจะสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับคนอื่น ๆ ได้ด้วย อย่างผมทำซูชิ ผมก็จะพยามมอบคุณค่าของความเป็นซูชิ ทั้งในแง่ของความอร่อยและการได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนที่เรารักอย่างเต็มที่ที่สุด

ผมเชื่อว่าถ้าเราได้มอบคุณค่าอะไรบางอย่างให้คนอื่นได้อย่างเต็มกำลังเดี๋ยวเรื่องเงินมันก็จะเป็นผลพลอยได้ที่ตามกลับมาเอง และถ้าคุณมีความเชื่อว่าจะทำอะไรบางอย่างแล้วก็ต้องมีความต่อเนื่องกับมันด้วย เพราะถ้าคุณทำให้มันต่อเนื่องมันก็จะอยู่กับคุณได้อย่างยาวนาน และความเชื่อนั้นก็จะถูกพัฒนามาเป็นอะไรดี ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน