ชาตรามือ ชงชาด้วยรายได้ 366 ล้าน

 

ชาตรามือ มีมานานเกือบร้อยปีทำไมเพิ่งดังจนใครๆ ต้องพูดถึงกันไม่กี่ปี และเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ชาวต่างชาติแถบเอเชียที่เดินทางมาไทยต้องไปลองชิม เพราะชากุหลาบใช่ไหม ส่วนตัวมองว่าเป็นส่วนหนึ่ง ที่ผลักดันให้กระแสชาตรามือฟีเวอร์ สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

งานนี้คงต้องยกเครดิตให้กับทายาทรุ่นที่2 และ 3 ของตระกูล เรืองฤทธิ์เดช ที่ไม่นิ่งเฉยจากธุรกิจโรงงานใบชา และธุรกิจค้าส่ง สู่ธุรกิจรีเทล สร้าง Branding ชาตรามือ โดยมี Kiosk ตามสถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า และแหล่งชุมชน เป็นพื้นที่หลักแนะนำแบรนด์สู่แมส ที่มาพร้อมกับการคิดค้นสูตรชาและโปรดักท์ใหม่ๆ ที่ทำมาจากชาออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงขวบปีนี้

มาดูที่กลยุทธ์การตลาดชาตรามือจากธุรกิจ 85 ล้านในปี 2555 สู่ 366 ล้านในปี 2559 ทำไมถึงเติบโตอย่างรวดเร็ว

1.การเปิดร้านชาสู่คนรุ่นใหม่ หลายคนใช้วิธีตั้งชื่อร้านและโปรดักท์ใหม่ให้ดูชิคๆ คูลๆ ดูรุ่นใหม่ ถือดื่มได้ไม่อายใคร เพราะลำพังชื่อชาตรามือเป็นชื่อที่ดูแอบโบราณที่อยู่ในยุคของอากง อาม่า อาซิ่ม อาแปะ และเป็นหนึ่งในกระป๋องชาที่ซ่อนอยู่หลังร้านชาชงข้างทาง ที่ขายชาชงถุงยานแก้วละ 20-30 บาท แต่ด้วยความโบราณของชื่อนี่แหละ ที่ทายาทรุ่นที่ 3 มองว่าเป็นหนึ่งในประตูเปิดธุรกิจเครื่องดื่มชาตรามือให้รู้จักง่ายขึ้นจากชื่อที่คนรุ่นเก่าคุ้นเคย และคนรุ่นใหม่ก็พอได้เห็นได้ยินบ้าง โดยใช้โลโก้เก่าปรับให้มีความทันสมัยขึ้นนิด สร้างการจดจำจากรุ่นสู่รุ่น เพราะเป้าหมายของการเปิดร้านชาตรามือไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับชาตรามือแต่เป็นธุรกิจที่สร้าง Brand Awareness และขยายฐานลูกค้า

2.คิดค้นโปรดักท์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่มยังต่อยอดไปยังโปรดักท์อื่นๆ ที่มีชาเป็นส่วนประกอบ เช่นไอศกรีม ขนมปังสังขยารสชาไทย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศดึงลูกค้าเข้ามาชิมรสชาติชาอยู่เสมอ และโปรดักท์ไหนขายได้ดี ก็ได้ยกระดับเป็นเครื่องดื่มหลักในร้าน อย่างชากุหลาบ และแก้วดีไซน์เฉพาะกิจสำหรับชากุหลาบโดยเฉพาะ แรกเริ่มจำหน่ายเฉพาะช่วงวาเลนไทน์ แต่ด้วยกระแสจึงกลายมาเป็นเครื่องดื่มหลักที่ต่อยอดไปยังโปรดักท์อื่นๆ ที่มีชากุหลาบเป็นส่วนประกอบ เช่น ไอศกรีมชากุหลาบ ชากุหลาบพร้อมชงให้ไปลิ้มลองที่บ้าน และแก้วเฉพาะกิจที่ใส่เครื่องดื่มชากุหลาบก็จำหน่ายปลีกให้กับผู้สนใจใส่กับเครื่องดื่มอื่นๆ ของชาตรามือ

3.โปรดักท์ที่สร้างชื่ออย่างชากุหลาบ ที่มีมาในไทยมานานแต่ไม่ฮิต การออกชากุหลาบของชาตรามือไม่ใช่ออกโปรดักท์มาแล้วฮิตเลยเหมือนกัน ชาตรามือได้วางกลยุทธ์ ด้วยจุดขายชาระบายอ่อนๆ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการถ่ายกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ตัวเองรู้สึกเพรียวขึ้นในความรู้สึก ผ่านการจ้างเน็ตไอดอลโพสต์เครื่องดื่มชากุหลาบที่ดื่มแล้วต้องโดนกำราบให้อยู่ในห้องน้ำ ที่มาพร้อมแก้วดีไซน์เฉพาะ จนใครๆ ก็อยากลองให้ชากุหลาบกำราบบ้างจนกลายเป็นกระแส ประลองความแข็งแกร่งระหว่างธาตุในตัวกับชากุหลาบใครแข็งกว่ากันโพสต์ในสื่อโซเชียลต่อเปิดตัวใหม่ๆ จนเต็มหน้า Feed และผลตอบรับคือ ชากุหลาบมีจำหน่ายไม่พอ ความต้องการ และขยายไปยังกลุ่มลูกค้า 20 ต้นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่า ชาตรามือมาถูกทางกับจุดขายเรื่องระบาย ที่ผ่านมาแอคทีเวียก็เคยขาดตลาดจากจุดขายเรื่องระบายตอบโจทย์คนท้องผูกนั่งนานไปหน่อยมาแล้ว

4.เน้นขยายสาขาผ่าน Kiosk ทำเลคนเข้าถึงง่าย หาซื้อง่าย ปัจจุบันมีมากกว่า 60 สาขาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ตามสถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชน และสนามบิน ซึ่งสนามบินเนี่ยแหละเป็นส่วนหนึ่ที่ทำให้ชาตรามือเป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวต่างชาติอย่างแพร่หลายมากขึ้น จนชาตรามือได้เป็นหนึ่งในของฝากยอดนิยม และชาไทยใส่น้ำแข็งเป็นสินค้าอันเรื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย ถึงกลับขยายสาขาไปยังต่างประเทศ เอาใจนักดื่มชาตรามือ อย่างล่าสุดได้ไปเปิดสาขาที่เกาหลี

ปัจจุบันชาตรามือมีส่วนแบ่งตลาด 70-80% ในตลาดชาประเทศไทย และมีรายได้จากการจำหน่ายชาในส่วนรีเทลมาจาก ชาไทยปรุงสำเร็จ 40% ขาเขียว 40% และอื่นๆ 20%

ลำพังชาตรามือในยุคคุณปู่ทวดของ พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช และเศรษฐกิจ เรืองฤทธิเดช เป็นเพียงแค่ร้านชาแห่งหนึ่งในถนนเยาวราชที่ผลิตและขายส่งชาตามออเดอร์เท่านั้น ก่อนที่ทายาทรุ่นที่2 ดิฐพงศ์ เรืองฤทธิเดช จะก่อตั้งโรงงานใบชาในปี 2537 พร้อมตั้งชื่อแบรนด์ชาตรามือ จากเดิมเป็นเพียงชาขายส่งที่ไม่มีชื่อ มีเพียงโลโก้มือยกนิ้วโป้งและกาชาเป็นสัญลักษณ์ จนเป็นที่เป็นชื่อเรียกกันเองของลูกค้าว่าชาตรามือ และชาตรากา ซึ่งโลโก้มือยกนิ้วโป้งดีเยี่ยมที่หลายแบรนด์ใช้เป็นเครื่องหมายบอกถึงชาคุณภาพดี เช่น พริกไทยตรามือที่หนึ่ง ที่ใช้โลโก้มือยกนิ้วโป้งเช่นกัน