ทำไมตลาดจีนจึงเป็นกระแส ? อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในในของหลายๆคน แม้ว่าจริงๆแล้วเมืองไทยจะค้าขายกับหลายประเทศ แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ซึ่งต่างจากเมืองจีน นั้นเป็นเพราะการทำ Digital Marketing ในจีนไม่เหมือนชาติใดในโลก

อย่างที่รู้กันว่าแพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกคุ้นเคยอย่าง Google หรือ Facebook ใช้ไม่ได้ในจีน เนื่องจากภาครัฐต้องการควบคุมข้อมูลข่าวสารในออนโลกออนไลน์ ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ผิดกฎหมาย แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญมาจาก พฤติกรรมของชาวจีนเอง

ซึ่ง ชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท  AVG Thailand  จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในจีน และอยู่ในเครือ บริษัท วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ จำกัด มองว่าเกิดขึ้นด้วย 2 เหตุผลหลัก

1.วัฒนธรรมของจีนมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่า 5,000 ปี จึงเกิดการผสมทั้งใหม่และเก่า รวมไปถึงขนาดขอประเทศที่มีขนาดใหญ่ จึงไม่ได้มีเพียงแค่วัฒนธรรมเดียว ความคิดของชาวจีนจึงซับซ้อน

2.การพัฒนาการใช้อินเทอร์เน็ตของจีนไม่เหมือนที่อื่น อย่างเมืองไทยจะเริ่มจาก เดสก์ท็อป โน๊ตบุ๊ค แล้วค่อยเป็นสมาร์ทโฟน หากจีนได้ก้าวกระโดดมาเป็นสมาร์ทโฟนเลย เนื่องด้วยสามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้เอง

คนทั่วไปติดต่อธุรกิจจะขอ E-mail แต่สำหรับชาวจีนจะขอ WwChat แทน นี่ก็เป็นพฤติกรรมที่มักจะไม่ค่อยเห็นในประเทศอื่นๆของโลก

และจากเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ได้ทำให้การทำ Digital Marketing ไม่สามารถใช้สูตรที่เคยสำเร็จในประเทศอื่นๆ มาใช้ที่นี่ได้เลย และเป็นที่มาของ “4 China Digital Marketing Trends” ดังต่อไปนี้

จีน

1.Social Commerce ดู สั่ง จ่าย ครบจบใน Social Media

ในประเทศจีนธุรกิจอีคอมเมิร์ซกับโซเชียลมีเดียนั้นถือเป็นเรื่องเดียวกัน ต่างกับไทยและอเมริกา ดังนั้นที่นี่คำว่า “Social Commerce” จึงถือเป็นเทรนด์ที่ต้องจับตามอง

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะในไทย ถ้าเราจะซื้อสินค้าที่ลงใน IG ก็จะแคปรูปแล้วคุยกับคนขายผ่าน LINE ถ้าตกลงซื้อก็จะต้องโอนผ่านทางโมบายแบงกิ้งต่างๆ แต่สำหรับเมืองจีนโดยเฉพาะ “WeChat” ได้ก้าวผ่านจุดนี้ไปแล้ว

เนื่องจากแพลตฟอร์ม WeChat ไม่ได้ทำได้แค่แชทอย่างเดียว หากยังเป็นโซเชียลมีเดียและอีเพย์เมนท์อีกด้วย นั้นหมายความว่า เมื่อดูแล้วถูกใจก็สามารถสั่งและชำระเงินได้เลยในเว็บได้เลย โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

โดยมีรายงานว่าในปี 2017 ผู้ใช้ WeChat ถึง 31% มีการยังซื้อสินค้าจาก WeChat โดยปัจจุบัน WeChat มีผู้ใช้ในจีน 900 ล้านคน จากประชาชนทั้งหมด 1,300 – 1,400 ล้านคน

อย่างเมืองไทยการซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งต่างจากในจีนตรงที่ แม้แต่ผู้สูงอายุก็มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าในออนไลน์ เข้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

อีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมจากชาวจีนไม่แพ้กันคือ “Weibo” ซึ่งมีลักษณะคล้าย Twitter ตรงที่มีข้อจำกัดสามารถโพสได้ครั้งละ 140 ตัวอักษร ถ้าจะอ่านเยอะกว่านั้นต้องกด Readmore ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ค่อยกด ถ้าไม่สนใจข้อความนั้นจริงๆ รวมไปถึงลักษณะการกระจายข่าวที่รวดเร็วแต่ไม่ลงลึก

สิ่งที่สามารถทำได้ใน Weibo คือการเปิด Official Account ที่จะได้รับเครื่องหมาย Verified ที่ต่างจาก Account โดยสามารถทำเป็นแบนเนอร์แล้วคลิกไปยังเว็บอีคอมเมิร์ชเพื่อสั่งซื้อได้

จีน

2.ปรากฎการณ์ “Social Search”

ในเมืองไทยเราจะคุ้นเคยกับคำว่า Search Engines หากสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนกลับแตกต่าง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่มาแรกยิ่งกว่าคือคำว่า “Social Search” โดยมีการคาดการณ์ว่าปี 2018 จะเป็นปีแรกที่จำนวนของ Social Search แซงหน้า Search Engines

Social Search คืออะไร ทำไมถึงมาแรง ? ชฎากร อธิบายว่า Social Search คือการค้นหาสิ่งต่างๆใน Social Media ได้เลย ตัวอย่างเช่นใน Facebook ก็จะมีช่องค้นหาไว้ด้านบนสุด

ในขณะที่คนทั่วไปจะมักจะ Search ใน Google มากกว่าใน Facebook แต่ชาวจีนนั้นชื่นชอบที่จะ Search ใน WeChat และ Weibo มากกว่า ซึ่งสามารถค้นหาได้ตั้งแต่รายชื่อเพื่อน, บทความต่างๆ, ออฟฟิเชียล แอคเคาท์, นวนิยาย, เพลง, สติกเกอร์ รวมไปถึงโปรแกรม

ตัวอย่างเช่นหากต้องการซื้อน้ำสักยี่ห้อก็เข้าไปที่ Social Media พิมพ์ยี่ห้อน้ำไปแล้วเลือกเพื่อน ก็จะขึ้นว่าเพื่อนของเราเคยพูดถึงน้ำยี่ห้อนี้บ้างไหม ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ Word of mouth ไปโดยปริยาย

หรือถ้าไม่เคยมีเพื่อนพูดถึง ก็สามารถค้นว่าเคยมีบทความในนั้นบ้างไหม หลายคนอาจมองว่า Social Media จะมีคอนเทนต์สู้ Search Engines ได้จริงไหม

เมื่อก่อนคอนเทนต์อาจสู้ไม่ได้ แต่ปัจจุบันสู้ได้อย่างแน่นอน เพราะในเมืองจีนทุกข่าวที่เกิดขึ้น แบรนด์จะนำมาข่าวมาใส่ใน Social Media โดยเฉพาะ WeChat Official Account และทำมาหลายๆ ปีทำให้จำนวนคอนเทนต์ไม่ได้น้อยกว่าในเว็บไซต์เลย

จีน

Official Account ถ้าพอมีงบก็ควรมี

ส่วนออฟฟิศเชียล แอคเคาท์ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคติดต่อกับแบรนด์ได้โดยตรง ต่างจากเว็บไซต์ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว

จำเป็นไหมหากแบรนด์ไหนที่เข้าไปทำตลาดในเมืองจีน จะต้องเปิดออฟฟิศเชียล แอคเคาท์เพราะดูเหมือนจะมีประโยชน์อย่างมาก หากจริงๆ แล้วไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับสินค้าและแบรนด์ เพราะถ้าทำขึ้นมาแล้วมีคำถามเกิดขึ้นแล้วไม่ตอบ หรือคอนเทนต์นานๆอัพทีก็ไม่ควรทำ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

ทั้งนี้หากมีงบที่มากพอก็อาจจะทำได้ เพราะออฟฟิศเชียล แอคเคาท์ของ WeChat มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำหลักหมื่นบาทต่อปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 ล้านแอคเคาท์ ส่วนแบรนด์ไทยที่ไปเปิดมีราวหลักร้อย ส่วนใหญ่ที่เปิดเป็นโรงแรม โรงพยาบาล และแบรนด์ขนาดใหญ่

ส่วนกรณีที่ว่าควรเปิดก่อนหรือหลังเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าความพร้อมในฝั่งจีนมีมากน้อยแค่ไหน ดิสทริบิวเตอร์เป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ ถ้ายังไม่มีต้องดูเป้าหมายของการเปิด

โดยออฟฟิศเชียล แอคเคาท์ใน WeChat มีไว้สำหรับ 1.สร้างตัวตนที่ดูน่าเชื่อถือในสายตาของคนจีน ถ้าเป็น SME อาจจะยังไม่จำเป็นต้องทำ แต่ถ้าคุณเป็นบริษัทขนาดใหญ่แน่นอนคุณต้องทำ 2.ธุรกิจที่ต้องสื่อสารกับคนมากๆ เช่น โรงพยาบาลเพราก่อนมาใช้บริการจะต้องการข้อมูลเยอะมาก แต่ถ้าเป็นขนมอาจจะยังไม่จำเป็น

จีน

โฆษณาเข้มงวด เพราะกฎหมายที่รุนแรง

เนื่องจากระบบของ WeChat เป็นระบบปิด อีกทั้งระบบหลังบ้านเป็นภาษาจีนทั้งหมด ต่างจาก Facebook ที่ภาษามีให้เลือกหลากหลาย และยังสามารถโปรโมทโพสที่เป็นโฆษณาได้เลย

ในขณะที่ WeChat เลือกอีกทาง ระหว่างเงินกับผู้ใช้งาน WeChat จะเลือกผู้ใช้งานมากกว่า เพราะไม่อยากไปกวนผู้ใช้เยอะ

WeChat จึงมักไม่ค่อยเห็นการโปรโมทโพสที่เป็นโฆษณา ถ้าจะเห็นก็ต่อเมื่ออ่านบทความแล้วจบแล้วเป็น Web Banner อยู่ล่างสุด ถ้าไม่ยังอ่านไม่จบมักจะไม่ค่อยเห็นขึ้นมาแทรก และยังไม่สามารถโปรโมทบทความได้อีกด้วย

นอกจากนี้การแจ้งเตือนก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย เช่นใน LINE จะเห็นว่ามีกี่ข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน ส่วน WeChat จะขึ้นเป็นจุดแดงอย่างเดียว ไม่ได้แจ้งว่ามีกี่ข้อความที่ยังค้างอยู่

และยิ่งเป็นออฟฟิศเชียล แอคเคาท์ที่ผู้ใช้ติดตามอยู่ ก็จะแยกออกไปเป็นอีกโฟลเดอร์เลย ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้จะเป็นฝ่ายเข้าไปหาแบรนด์ มากกว่าที่แบรนด์จะเข้าหาผู้ใช้งาน

การทำโฆษณาสามารถทำได้ 2 แบบ 1.แทรกในหน้าฟีด แต่แพงและไม่ค่อยขึ้นอีกต่างหาก 2.ทำในลักษณะ PR เช่นจะมีการแจกสินค้าทดลอง แค่เพียงติดแฮชแท็กชื่อแบรนด์เท่านั้น อีกวิธีคือการสร้างกลุ่มใน WeChat ที่ดึงคนได้มากสุด 500 คน เพื่อค่อยสื่อสารในนั้น

จีน

อย่างไรก็ตามการทำโฆษณาต้องตรวจเช็คให้ดี กฎหมายในจีนค่อนข้างเข้มงวด ตังกฎหมายเองก็เขียนไม่ชัดเจน สามารถตีความได้กว้าง ทำให้สินค้าเยอะมากที่ไม่สามารถโฆษณาได้ เช่น ยา สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เหล้า บุหรี่ ขณะเดียวกันการลงโฆษณาก็เข้มงวดด้วย คุณสมบัติไหนที่ไม่สามามารถรับรองว่าจริงได้ก็หมดสิทธิ์ลง

ซึ่งก่อนจะลงต้องผ่านการกรอง เริ่มที่เอเจนซี่ต้องเช็คก่อน ถ้าเป็นใน Baidu ฝั่งเอเจนซี่ต้องเป็นฝ่ายค้ำประกันด้วย ตามด้วยฝั่งมีเดียที่จะเช็คด้วยผ่านระบบ Manual ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจาก Facebook ที่มักจะใช้ระบบในการคัดกรอง โดยให้โฆษณาขึ้นไปก่อนถ้ามีปัญหาค่อยดึงลงด้วยระบบ

ส่วน Manual ยังมีน้อยอาจด้วยค่าที่แรงที่ค่อนข้างสูงจึงจ้างไม่ได้มาก ส่วนในจีนค่าแรงยังไม่สูงมาก มียุคหนึ่งใน Baidu คาดว่า 70% ใช้แรงงานคนตรวจด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ Social Search มาแน่ๆ แต่ถ้าไม่มี Official Account ต้องทำยังไง ? หลักๆเลยคือต้องทำคอนเทนต์ที่ต้องมั่นใจว่าไปปรากฎอยู่ใน Social Media โดยเฉพาะ WeChat  ซึ่งหากนับกันจริงๆ ในจีนมีหลักๆ อยู่ราวกว่า 10 แพลตฟอร์ม อีกทั้งควรต้องทำ SEO ด้วย เพราะว่าคีย์เวิร์ดจะมีความสัมพันธ์ต่อการค้นหา

จีน

3.Influencers = Sales

ในอดีตหลายคนอาจมองว่าอินฟลูเอ็นเซอร์ มีหน้าที่รีวิวสินค้าเฉยๆ แต่ในจีนการใช้อินฟลูเอ็นเซอร์มีมาหลายปีแล้ว ยิ่งในยุคแรกๆ การเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ทำเงินให้มหาศาล คนจึงมาเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์กันเยอะ ทั้งใน WeChat และ Weibo

ยิ่งเป็นดารา 1 โพสต์ได้เงินหลายล้าน ส่วนส่วนทั่วไปมีตั้งแต่หมื่นถึงแสนบาท โดยดูจากจำนวนผู้ติดตาม เอ็นเกจเม้นท์เกิดยอดคอมเมนต์ ไลค์ แชร์เท่าไหร่ และเซ็กเมนต์ที่อยู่ เช่นประเภทยาที่ไม่มามารถโฆษณาได้ จึงต้องพึ่งอินฟลูเอ็นเซอร์อย่างเดียว กลุ่มนี้จึงเรียกราคาได้ค่อนข้างสูง

ปัจจุบันอินฟลูเอ็นเซอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ใน WeChat และ Weibo รวมไปถึง แพลตฟอร์มที่เป็นวิดิโอ ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเพราะกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรง แต่ทั้งนี้ด้วยความที่ WeChat และ Weibo เป็น Social Search อยู่แล้ว แบรนด์จึงต้องการให้อินฟลูเอ็นเซอร์ลิงค์กลับมาที่ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ด้วย

ชฎากร เล่าต่อว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ในเมืองจีนมีการทำคอนเทนต์ที่ค่อยข้างแปลกใหม่ เนื่องจากอินฟลูเอ็นเซอร์มีเป็นหลักล้านคน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการแข่งขันที่สูง ดังนั้นถ้าไม่แปลกกว่าคนอื่นก็ไม่เกิดแน่ๆ

ซึ่งการที่จะแจ้งเกิดให้กับตัวเอง ก็ต้องสร้างงานให้มีคุณภาพ จนแทบจะกลายเป็น Production House ไปแล้ว มีความครีเอทีฟงานสูงมากขึ้นเพื่อให้โดนใจลูกค้า และกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า เช่น เมเบอลีนเมื่อ 1-2 ปีก่อนจ้างอินฟลูเอ็นเซอร์มารีวิวลิปสติก ใน 1 ชั่วโมงสามารถขายได้สูงถึง 10,000 แท่ง

อินฟลูเอ็นเซอร์ในจีนมีการปรับตัวเองอย่างมาก จากที่ต้องพูดตามที่แบรนด์ต้องการ ก็มีการพัฒนาให้มีความน่าสนใจและเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งทำให้แบรนด์และเอเจนซี่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะ 1.สิ่งที่พูดไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ 2.สิ่งที่พูดคือสิ่งที่แบรนด์ไม่เคยรู้มาก่อน

แต่บางแบรนด์ก็ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ไม่ได้ผล ส่วนแบรนด์ที่ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ได้ผล มักจะต้องมีประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เช่นสกิลแคร์เห็นคนอื่นรีวิวแล้วดี จึงคิดว่าตัวเองจะได้แล้วได้ผลตาม และไม่ใช่แค่นั้นยังมีหลายองค์ประกอบ ต่างจากในอดีตที่หากมีดารามาถือสินค้าแนบหน้าแล้วจะเกิดทันที

จีน

การติดต่อกับอินฟลูเอ็นเซอร์ผ่านทั้ง KOL (Key Opinion Leader) ที่เป็นคน และ KOA (Key Opinion Account) ที่เป็นแอคเคาท์

อย่างใน AVG ก็จะมีระบบหลังบ้านที่ค่อยติดตามข้อมูลอินฟลูเอ็นเซอร์ ว่าเอ็นเกจเม้นท์เป็นอย่างไร ช่วงนี้ยังอยู่ในกระแสอยู่ไหม คีย์เวิร์ดที่มักจะพูดถึงบ่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างตรงที่ ถ้าเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ใน Facebook ทั้งแบรนด์และเอเจนซี่จะต้องมาลุ้นเองว่า เป็นอย่างไร ดีหรือไม่ แต่ใน Weibo คนไหนที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยม จะจับมาเซ็นสัญญาให้อยู่ในสังกัด ถ้าเอเจนซี่ต้องการข้อมูลก็ไปถาม Weibo ซึ่งจะเก็บข้อมูลหลังบ้านของอินฟลูเอ็นเซอร์คนนั้นๆไว้ ตัว Weibo เองก็ได้ค่าคอมมิชชั่นด้วย

ซึ่งถ้าถามเอเจนซี่ว่าชอบไหมระบบแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะชอบเพราะมีการกรองข้อมูลบางส่วนจาก Social Media ส่วน WeChat ยังไม่มี ต้องอาศัยสายตาและประสบการณ์ของของเอเจนซี่ รวมไปถึงข้อมูลจากตัวอินฟลูเอ็นเซอร์เอง

ส่วนใหญ่อินฟลูเอ็นเซอร์มักจะมีแอคเคาท์ เพราะว่าขึ้นในหลายๆ ช่องทางได้ แต่ทั้งนี้ก็มีความแตกต่างตรงที่ WeChat สามารถเขียนคอนเทนต์ยาวๆได้ ต่างจาก Weibo ที่ยังคงจำกัดที่ตัวอักษรต่อ 1 โพสต์

จีน

4.Cross Border Trading ซื้อสินค้าต้องสั่งจากต่างประเทศ

ด้วยรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้คนจีนกันรายได้ส่วนหนึ่ง มาซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยสูงขึ้นไปด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มเมืองเทียร์ 2 ที่มีอยู่ราว 10 เมืองในจีน ที่แม้รายได้จะน้อยกว่าประชากรที่อยู่ในกลุ่มเทียร์ 1 แต่ก็มีความต้องการที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

คนมีเงินใหม่ๆ ก็อยากได้ของที่มีคุณภาพ จึงมักสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทำให้หลายแพลตฟอร์มเช่น Tmall ซึ่งเป็นระบบ B2C ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจีน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 70-80% เปิดเซ็กเมนต์ที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลไปเลย

ระบบนี้มีข้อนี้ตรงที่ถ้าอยากขายสินค้าให้คนจีน ก็มาสามารถขายได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปตั้งดิสทริบิวเตอร์ให้ยุ่งยาก เพราะสามารถส่งสินค้าได้ทีละชิ้น กลับกันระบบนี้ก็ยังมีข้อเสียตรงที่ค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง ของชิ้นใหญ่ยังไม่เหมาะ

สินค้าไทยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หมอนยางพารา เดือนๆ หนึ่งขายได้เป็นแสนใบ ข้าวหอมมะลิ ขนมขบเคี้ยวและเครื่องสำอาง แบรนด์มิสทีนมาแรงที่สุด

ส่วนเทรนด์สินค้าที่มีการค้นหามากที่สุด ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน วีซ่า และซิมแฮปปี้

นอกจากนี้สินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์คือ เครื่องสำอาง สกินแคร์ ซึ่งก่อนหน้านี้แบรนด์จากเกาหลีใต้เข้าไปทำตลาดไว้เยอะ จนคนจีนชอบใช้เพราะแพ็คเกจจิ้งน่ารัก

แต่หลังจากที่จีนและเกาหลีใต้มีปัญหา ทำให้คนจีนแบนสินค้าเกาหลีใต้ จึงเป็นโอกาสให้แบรนด์ไทยได้รับความนิยมขึ้นมา ส่งหนึ่งมาจากราคาที่ไม่ได้จากกันมาก รวมไปถึงคุณภาพเองด้วย

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องสนใจเป็นพิเศษคือ คู่ค้า ในสมัยก่อนมักจะมองดิสทริบิวเตอร์จากการมีหน้าร้านออฟไลน์เป็นหลัก วันนี้ต้องดูว่ามีหน้าร้านในออนไลน์ไหม  เนื่องจากการนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในอีคอมเมิร์ซเช่น Tmall มีค่าใช่จ่ายหลักล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าประกันสินค้าที่ Tmall เก็บไว้ ซึ่งจะได้คืนเมื่อออกจากระบบแล้ว

จีน


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer