“Grab” (แกร็บ) ยังคงสานต่อความยอดเยี่ยมด้วยบริการและกลยุทธ์การตลาดอันแข็งแกร่ง จนสามารถคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2023 ครองความเป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในหมวดแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ Food Delivery ได้อีกครั้ง
ตลาด Food Delivery มีการแข่งขันอันดุเดือด แถมยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากมาย ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าการเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากกว่า ในฐานะผู้นำ Grab เดินกลยุทธ์อย่างไรเมื่อต้องเจอกับโจทย์ใหม่ ๆ ที่ยากและท้าทายขึ้นเสมออยู่ตลอดเวลา
“ในฐานะเป็นนักการตลาดในการขับเคลื่อนแบรนด์ไปข้างหน้า แน่นอนที่สุดเราดูความต้องการของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง สำหรับ Food Delivery ลูกค้ายังคงความต้องการมาตรฐานใน 3 ข้อใหญ่ ๆ คือ 1.Quality & Wide Selection : อาหารมีคุณภาพและหลากหลาย 2.Affordability : ราคาที่เอื้อมถึง 3. Reliability : ความเชื่อมั่นในบริการ สั่งแล้วได้เสมอ มีคนมาส่งให้แน่นอน ซึ่งที่ผ่านมา Grab เติมเต็มจุดเหล่านี้อย่างครบถ้วนด้วยฟีเจอร์ที่เราพัฒนาต่อเนื่อง พร้อมด้วยมาตรฐานและคุณภาพของการให้บริการ ตลอดจนแคมเปญและกิจกรรมการตลาดที่มีสีสันและนำเทรนด์อยู่เสมอ จนทำให้ Grab กลายเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคได้สูงสุดต่อเนื่องมานานหลายปี”
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพาณิชย์และการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวถึง กุญแจสำคัญที่ทำให้ Grab สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งคือการเติมเต็มความต้องการในทุกแง่มุมของผู้บริโภค
โดยอธิบายลงลึกรายละเอียดแต่ละข้อดังนี้
- Quality & Wide Selection : คัดสรรร้านเด็ดที่ครบเครื่องทั้งคุณภาพและความอร่อย
Grab เดินหน้าคัดสรรร้านเด็ดที่ครบเครื่องทั้งคุณภาพและความอร่อยจากทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคผ่านโปรแกรม “#GrabThumbsUp” หรือ “ร้านอร่อยยกนิ้ว” โดยเน้นเพิ่มร้านอาหารประเภทใหม่ ๆ ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น ร้านประเภทบรันช์ หรือ ร้านเครื่องดื่มสเปเชียตี้ เพื่อสร้างความหลากหลายและตอกย้ำว่า #GrabThumbsUp คือสัญลักษณ์การันตีความอร่อยจากร้านคุณภาพอย่างแท้จริง
![]()
นอกจากนี้ ยังสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอประสบการณ์ความอร่อยแบบ Exclusive ให้กับผู้ใช้บริการ ผ่านการเปิดตัวซับ-แบรนด์น้องใหม่ “ONLY at Grab” เพื่อคัดสรรร้านอร่อยชื่อดังจากทั่วประเทศมาเอาใจผู้ใช้บริการที่สามารถสั่งได้เฉพาะที่ Grab เท่านั้น และยังมีแผนเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเติบโตสูงกว่าในกรุงเทพฯ ถึง 3 เท่า


- Affordability : ราคาที่คุ้มค่า
นำเสนอความคุ้มค่าให้กับผู้ใช้บริการผ่านการทำแคมเปญการตลาดและส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตรร้านค้า พร้อมมอบดีลส่วนลดต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือโมเมนต์พิเศษ รวมถึงส่วนลดขั้นกว่าจากแพ็กเกจสมาชิกรายเดือนหรือ GrabUnlimited
นอกเหนือจากความคุ้มค่าที่ส่งมอบให้ผู้บริโภคแล้ว GrabUnlimited เสมือนโปรแกรม Loyalty ที่ Grab ใช้มัดใจผู้ใช้บริการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปีที่ผ่านมา ข้อมูลอินไซต์ของผู้ใช้บริการระบุว่าผู้สมัครสมาชิก GrabUnlimited มีความถี่ในการสั่งอาหารผ่าน GrabFood มากกว่าผู้ใช้บริการทั่วไปถึง 3 เท่า จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ Grab ยกระดับความพิเศษไปอีกขั้น ด้วยการขยายการมอบส่วนลดและโปรโมชันให้ครอบคลุมทุกบริการ ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้า การส่งพัสดุ หรือแม้แต่การเดินทาง พร้อมอัปเลเวลความพิเศษของสมาชิกด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากพันธมิตรธุรกิจรวมถึงสิทธิสะสมคะแนน GrabRewards ด้วย
- Reliability : ความเชื่อมั่นในบริการ สั่งแล้วได้เสมอ มีคนมาส่งให้แน่นอน
จุดแข็งของ Grab คือร การที่เรา มีจำนวนพาร์ตเนอร์คนขับที่เยอะมาก ทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าเมื่อสั่ง Grab แล้วมีคนขับคอยรับส่งอาหารให้แน่นอน
ทำไมพาร์ตเนอร์คนขับถึงเชื่อมั่นแล้วเลือกมาขับ Grab ?
ด้วยแต้มต่อของการเป็น Super App ที่มีหลากหลายบริการให้เลือกไม่ว่าจะขับ GrabFood ส่งอาหาร ขับ GrabMart ส่งของชำจิปาถะ ขับ GrabExpress เพื่อส่งเอกสาร หรือขับ GrabBike เพื่อรับส่งผู้โดยสารทำให้คนขับสามารถขับได้หลากหลายบริการ ในเวลาที่สะดวกได้อย่างอิสระ และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนขับว่ามีงานให้เลือกหลากหลายหากมาขับกับ Grab
ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากรายได้ที่ได้จากค่ารอบการวิ่ง Grabยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนขับ เช่น ประกันอุบัติเหตุ(สูงสุด 50,000 บาทสำหรับพาร์ตเนอร์คนขับที่เป็นรถจักรยานยนต์ และ 100,000 บาทสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับที่ขับรถยนต์) รวมไปถึงสินเชื่อพิเศษ “บังGrab” (สูงสุด 100,000 บาท) ที่ช่วยเปิดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยพิจารณาประเมินการให้สินเชื่อจากข้อมูลพฤติกรรมการให้บริการของคนขับบนแพลตฟอร์ม
รวมถึงโครงการยกระดับทักษะการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Inclusion) ผ่านโครงการ GrabAcademy ที่พัฒนาและส่งเสริมทักษะเชิงดิจิทัลแก่พาร์ตเนอร์คนขับ (รวมถึงร้านอาหาร) เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับงานที่มากกว่าอีกด้วย
ในส่วนของเทรนด์ผู้บริโภค คุณจันต์สุดา วิเคราะห์ว่า มีการเปลี่ยนไปจากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคมีความต้องการร้านและอาหารหลากหลายมากขึ้น รวมถึงต้องการเข้าถึงร้านและเมนูใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตลอดเวลา อีกจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ผู้คนเริ่มออกจากบ้านเป็นปกติ ซึ่ง Grab ได้นำเสนอฟีเจอร์ใหม่ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน เช่น ฟีเจอร์ “Self Pick-Up” ที่ให้ผู้ใช้บริการสั่งอาหารผ่านแอปฯ และไปรับอาหารที่หน้าร้านด้วยตนเอง ด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ เพียง กดที่แถบ “รับเองที่ร้าน” เลือกร้านใกล้ๆ กดเมนูที่ชอบ แล้วรอไปรับอาหารที่ร้านเมื่อถึงเวลา ซึ่งประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับคือ ไม่ต้องเสียค่าส่ง ไม่ต้องต่อคิว ขณะที่ทางร้านก็สมประโยชน์ร่วมกัน คือ เพิ่มโอกาสการได้ลูกค้ามากขึ้น นอกเหนือจากการขายหน้าร้านหรือเดลิเวอรีผ่านแอปฯ

รวมไปถึงบริการล่าสุด “Dine-in” ทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบนั่งทานอาหารหน้าร้าน โดยมีบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาและเช็ครีวิวร้านอาหาร การซื้อดีลส่วนลดในรูปแบบ E-Voucher ไปจนถึงการนำเสนอบริการเรียกรถเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ฝากถึงลูกค้าที่เชื่อมั่นใน Grab อยากให้ทุกท่านติดตามเราต่อไป เราจะมีแคมเปญที่น่าตื่นเต้นและหลากหลายไม่รู้จบให้ทุกท่านอยู่เสมอ ๆ เราจะเพิ่มปริมาณร้านอาหารให้มากขึ้น และตรงจุดกับทุกไลฟ์สไตล์ความชอบของผู้บริโภคทุกกลุ่ม เพื่อให้ Grab พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ”
