ออฟฟิศยุคใหม่ ความหลากหลายทรงพลัง ซีอีโอที่ทัชใจต้องเป็นสะพานไม่ใช่ตั้งกำแพง

สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่อยู่กันเป็นสังคมย่อมต้องมีความแตกต่างหลากหลาย โดยอดีตเมื่อครั้งโลกยังไม่เปิดกว้าง ความแตกต่างมักถูกปิดกั้น ถูกกดทับเอาไว้ ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สามารถจัดการ ควบคุมและปกครองได้ง่าย

นี่จึงทำให้กลุ่มที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ตามประเทศต่างๆ เช่น คนผิวดำในสหรัฐฯ ไปจนถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ แทบไม่มีสิทธิมีเสียง จนนำมาสู่ความขัดแย้งและเรื่องเศร้าสะเทือนใจมากมาย

ข้ามมาปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและพัฒนาจากเมื่ออดีตอย่างมาก โดยที่เห็นได้ชัดคือ เสรีภาพเรื่องเพศสภาพ กลุ่ม LGBTQ ได้ขึ้นไปอยู่ตำแหน่งสูงๆ ในหลายวงการ และคนกลุ่มน้อยในสังคมได้ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น

จนกล่าวได้ว่า ยุคนี้ความหลากหลายพลิกจากข้อด้อยกลายมาเป็นพลังสำคัญ และยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ดังนั้น ที่อยากได้ใจบริษัทยุคใหม่จึงควรทั้งลงซีอีโอมือสร้างสะพานและเป็นสะพานด้วยตัวเอง เพื่อเชื่อมความหลากหลายแล้วใช้ให้เป็นพลังหรือเชื้อเพลิงส่งให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ยังทำตัวล้าหลังด้วยการเอาแต่ตั้งกำแพงอคติ

ส่วนซีอีโอคนไหนที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ทัชใจออฟฟิศยุคความหลากหลายทรงพลัง ก็ไม่ต้องเครียดไป

เพราะ Marketeer มี Cultural IQ หรือความฉลาดรอบรู้ในเรื่องการบริหารความแตกต่างทางวัฒนธรรม มาบอกให้ใช้เป็นแนวทางที่สามารถทำได้เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น


มองโลกตามจริง: สิ่งที่ต้องทำก่อนแก้ปัญหา คือยอมรับว่ามันเป็นปัญหา เพื่อไม่ให้ปัญหานั้นซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป หรือหมดเวลาโลกสวยแล้วหันมามองโลกตามความเป็นจริงนั่นเอง

นี่ทำให้เมื่อซีอีโอต้องการพัฒนา Cultural IQ ของตนและบริษัทภายใต้การบริหาร ต้องเริ่มจากซีอีโอต้องหันมามองตัวเองก่อนว่า อคติหรือลำเอียง กับบางคน บางกลุ่ม จนนำไปสู่การเร่งตัดสิน เหมารวม หรือฉุดรั้งความก้าวหน้าของคนหรือกลุ่มนั้นหรือไม่

เช่น ซีอีโอชายบางคนยังมองว่า พนักงานหญิงไม่เก่งพอที่จะขึ้นมาเป็นระดับหัวหน้า ขณะที่ซีอีโอรุ่นใหญ่บางคนก็ไม่เปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่อายุเท่าลูกตนพูด เพราะมองว่าขาดประสบการณ์

ทั้งที่ความเป็นจริง พวกเขามีความรู้ความสามารถพอสมควร แถมยังเข้าใจโลกยุคใหม่มากกว่าและพร้อมทำงานด้วย

ขณะที่ Fast Company เว็บไซต์รายงานข้อมูลข่าวสารในโลกการทำงานพร้อมเคล็ดลับเพิ่มความก้าวหน้าทางอาชีพ ยกตัวอย่าง เรื่องการมีสิทธิมีเสียงของคนผิวขาวมากกว่าคนผิวดำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมสหรัฐฯ

ไม่นิ่งนอนใจและให้สะพานได้ทำงาน: หลังยอมรับและสามารถระบุปัญหาได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการวางแผนและลงมือสร้างสะพาน ด้วยการเปิดโอกาสให้ตัวแทนคนกลุ่มน้อย หรือคิดต่างจากคนส่วนใหญ่ในองค์กร ได้เลื่อนขึ้นมามีตำแหน่งสูง ๆ

และจัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ รวมไปถึงการจัดการอบรมแบบสลับขั้ว (Reverse Mentorship) ที่คนรุ่นใหม่ได้สอนรุ่นใหญ่ และให้คนที่มีทัศนคติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงลองทำงานร่วมกัน

โดยทั้งหมดซีอีโอต้องมีส่วนร่วมด้วยเพื่อลดอคติและการเหมารวม ตรงตามคอนเซ็ปต์พังกำแพงแล้วสร้างสะพานนั่นเอง

ออฟฟิศยุคใหม่

อย่าลืมการบ้าน: เคล็ดลับข้อที่ 3 ในการสร้าง Cultural IQ ของซีอีโอคือ ตัวซีอีโอเองต้องหมั่นหาความรู้และข้อมูลหรืออัปเดตเรื่องอคติต่าง ๆ ในสังคม อยู่อย่างต่อเนื่อง

เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เรื่องที่รับกันได้ในอดีตอาจรับไม่ได้อีกต่อไปในปัจจุบัน และเรื่องที่แปลกเมื่อไม่กี่ปีก่อน อาจเป็นเรื่องปกติแล้วในปัจจุบัน

ส่วนถ้ายังไม่เข้าใจหรือหาข้อมูลไม่ได้จริง ซีอีโอก็สามารถใช้อำนาจที่มีเรียกบรรดาคนต้นเรื่องมาสอบถามได้เลย

เพราะนอกจากทำให้ได้เข้าใจมากขึ้น แบบใจเขาใจเราแล้ว ยังเป็นโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้พูดเรื่องที่อึดอัด อันจะช่วยให้บรรยากาศในออฟฟิศดีขึ้นอีกด้วย

อยากสานต่อได้ไกลต้องใจเย็น: เคล็ดลับการเพิ่มพูน Cultural IQ ข้อสุดท้ายของซีอีโอแต่ลืมไม่ได้เลย คือ ต้องเตือนตัวเองให้ใจเย็นๆ และหายใจลึกๆ เสมอเมื่อเจอเรื่องที่ขัดกับทัศนคติหรือมุมมอง

เช่น ซีอีโอรุ่น Gen X กับ Babyboom ที่อายุระหว่าง 44-59 ปี กับ ระหว่าง 60-78 ปี ตามลำดับ ต้องไม่ไปอารมณ์เสียและคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่พนักงานรุ่น Gen Z ที่อายุระหว่าง 12-27 ปี

และเกิดในยุคที่หาทุกอย่างผ่านเทคโนโลยีได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

ส่วนในประเทศที่ปัญหาเรื่องสีผิวฝังรากลึกอย่างสหรัฐฯ หากคนผิวขาวได้อะไรดีกว่าหรือเหนือกว่าคนผิวดำขึ้นมาก็จะกลายเป็นประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมด้านสีผิวและเชื้อชาติที่เรียกกันว่า Race Card ทั้งความเป็นจริงอาจเกิดจากเหตุผลอื่นก็ตาม

ประโยชน์จากการเตรียมใจ ทำใจ และใจเย็นเข้าไว้ นอกจากช่วยเรื่องการเข้าใจความแตกต่างและเพิ่มพูน Cultural IQ ยังช่วยให้อีกอย่างที่ดีขึ้นมาคือ การเปิดกว้างทางความผิด และเปิดใจรับฟัง

ซึ่งเมื่อซีอีโอทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว แน่นอนว่า Cultural IQ ของทั้งองค์กรก็ทยอยดีขึ้นตามมา จนเป็นออฟฟิศที่บรรยากาศในการทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด/ fastcompany

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline