พันธ์รบ กำลา ทำความรู้จักเจ้าของชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่เตรียมเข็นรถบะหมี่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
ดราม่า สตอรี่ ของ “พันธ์รบ กำลา” ประธานกรรมการบริหารบริษัทชายสี่คอร์ปอเรชั่น ผู้ชายที่มาจากครอบครัวที่ยากจนทางภาคอีสาน ชีวิตผ่านมาหมดแล้วทั้งรับจ้างไถนา เก็บพริก เก็บฝ้าย ทำงานโรงงาน ลูกจ้างทำงานบ้าน รปภ.
อายุ 26 ปี ในวัยหนุ่มเต็มตัวเขายังเดินขายไอติมย่านห้วยขวาง
ก่อนจะมาเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว กว่า 4 พันสาขา รายได้ปี 2565 สูงถึง 1,085 ล้านบาท
ชีวิตของเขาเริ่มต้นเพราะความอยาก อยากมี อยากรวย โดยมีความกล้า ความขยัน ความเพียร เป็นตัวกระตุ้น
ล่าสุด คือ ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีทีมผู้บริหารมืออาชีพหลายสาขาเข้ามาช่วยแต่งตัว และขยายแบรนด์ธุรกิจอาหารอย่างต่อเนื่อง
เร็ว ๆ นี้เตรียมเปิดตัวการซื้อกิจการก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดังที่ปิดดีลไปแล้ว และกำลังเจรจาร่วมทุนกับอีกหลายแบรนด์ ทั้งขนมหวาน เครื่องดื่ม และหมูกระทะ
เขามั่นใจว่าอีก 2 ปี ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จะสามารถเป็นสตรีทฟู้ดของมหาชนแน่นอน
“การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่สุดของที่สุดในการบริหารธุรกิจรากหญ้าของคนธรรมดาแบบผมแล้ว”
เขาจะทำสำเร็จได้หรือไม่ ตามไปอ่านเรื่องราวชีวิต และวิธีคิดของนักสู้ชีวิตคนนี้กัน

—————————–
“คุณอย่าถามผมด้วยคำถามยาก ๆ นะครับ ผมเรียนมาน้อย เดี๋ยวผมตอบไม่ถูก” พันธ์รบเริ่มต้นคุยกับ Marketeer ด้วยคำพูดที่ตรงไปตรงมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
การคุยกันกว่า 2 ชั่วโมง ที่แม้หลายครั้งจะออกนอกเส้นทางหลักไปแวะเก็บเกี่ยวสาระและความรู้อื่น ๆ ข้างทางบ้าง จึงเต็มไปด้วยความสนุกและประทับใจ
วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดโอกาสให้นักข่าวได้เข้ามาสัมภาษณ์ที่บ้านย่านคลองสี่ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ สร้างเสร็จเมื่อปี 2564 โดยมีบ้านของลูก ๆ อีก 3 คน สร้างอยู่ในบริเวณเดียวกันรวมมูลค่าทั้งหมดรวมที่ดินด้วยร่วม 100 ล้านบาท
“ผมไม่เคยคิดไว้ว่าจะต้องมีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เพราะวันที่มีเงินแค่ซื้อรถปิกอัพได้ก็เป็นสิ่งที่ดีใจมาก ๆ แล้ว ยังจำได้ในช่วงวัยรุ่นดำนาอยู่เห็นใครขี่รถปิกอัพผ่านมาเป็นต้องชะเง้อดูคอยาวเลย โห มันเทพมาก”
แต่ภาพที่เห็นในวันนั้นโรงรถบ้านเขามีแต่รถหรูแบรนด์ดังจอดเรียงรายไม่ต่ำกว่า 8 คัน

หลังจบ ป. 4 จากโรงเรียนวัดเล็ก ๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด เขาก็เดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ตามสูตรของชาวอีสาน ครั้งแรกมาได้เพียง 2 เดือนก็กลับ ในเมื่อชีวิตที่กินแต่ข้าวเหนียวมาตลอดมาเจอข้าวสวย ข้าวต้มมันไม่ใช่ มันกินไม่อิ่มทน ไม่ไหวจนต้องร้องขอกลับบ้าน
จากนั้นก็ตระเวนทำงานรับจ้างไปในหลายจังหวัด ทั้งเก็บฝ้าย ถอนถั่วเหลือง ลูกจ้างโรงกลึง รับจ้างทำงานบ้าน รับจ้างไถนา เป็น รปภ. หลังแต่งงานในปี 2531 ก็ยังพาคุณบุษบาภรรยาไปรับจ้างเก็บพริก กิโลกรัมละ 2 บาท ที่จังหวัดกาญจนบุรี
จนกระทั่งมีโอกาสเข้ามาเป็นพ่อค้าขายไอติมรถเข็น ย่านห้วยขวาง
กลยุทธ์การขายเริ่มตั้งแต่เป็นพ่อค้าขายไอติม
ในวัย 26 ปีเด็กหนุ่มหลายคนอาจใช้เวลาวันเสาร์ อาทิตย์ หรือหลังเลิกงานอยู่ในฟิตเนสวิ่งอยู่บนลู่วิ่งในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่มองลงไปข้างล่าง พันธ์รบกำลังเดินขายไอติมรถเข็นไปตามถนนและซอกซอยย่านห้วยขวางวันละไม่ต่ำกว่า 20 กิโล
กลยุทธ์การตลาดข้างทางของเขาก็คือ ถ้าเป็นซอยตันเขาจะเดินเร็วมาก พร้อม ๆ กับสั่นกระดิ่งในมือดังกริ๊ง ๆ ไปตลอด ใครเรียกก็ไม่หยุดขาย พอสุดซอยเขาถึงย้อนกลับมาขาย ซึ่งในเวลานั้นเด็ก ๆ บ้านที่เขาเดินผ่านได้มายืนออถือเงินรออยู่ตามประตูรั้วพร้อมกันหมดแล้ว
แต่ถ้าเป็นซอยที่ทะลุได้เขาจะเดินช้า ๆ เพื่อให้เวลาเด็ก ๆ มีเวลาไปขอเงินแม่มาซื้อไอติม บางครั้งก็จะหยุดรถรอ แต่จะหยุดเฉย ๆ จะดูไม่ดี ก็เลยเอาผ้ามาเช็ดรถเก็บของง่วนไปหมด ประมาณว่าฉันไม่ได้ตื๊อ แค่หยุดทำความสะอาดปกติ แต่ใครจะซื้อก็มา
“บางครั้งในซอยมีต้นไม้ครึ้ม ๆ พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ในซอยก็แอบนัดมาคุยกัน เราก็เข็นไปใกล้ ๆ แกล้งหยิบหนังสือมาอ่าน ไม่ไปไหน แล้วใครจะกล้าจีบกันต่อก็ต้องมาซื้อเพื่อตัดรำคาญ เราจะได้ไปเสียที (หัวเราะ)”
ด้วยวิธีการนี้ทำให้เขาขายไอติมดีกว่าคนอื่น ๆ และเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น

มีรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสคันแรก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือเขาตามน้องชายมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่แยกลำลูกกาเมื่อปี 2537 น้องชายขายหมี่เกี๊ยวแบรนด์ดังเจ้าตลาดรถเข็นในยุคนั้น ส่วนเขาขายลูกชิ้นน้ำใส ช่วงแรก ๆ ยอดขายสู้น้องชายไม่ได้ ต่อมาเลยขายมันทั้ง 2 อย่าง ลงทุนซื้อรถเข็น 2 คัน
“ผมชอบสร้างเรื่องราว เวลาไม่มีลูกค้าก็เอาผ้ามาเช็ดตู้ทำเสียงก๊อกแก๊ก ๆ ให้คนที่ผ่านไปมาได้ยิน และหันมามอง เอิ่ม ร้านสะอาด น่าลองรับประทาน แล้วจะเอาผ้าขี้ริ้วผืนที่สะอาดที่สุด ขาวที่สุด วางไว้ใกล้ ๆ เขียงให้คนเห็น ผืนที่ใช้สะอาดจริงแต่อาจจะขาวน้อยกว่าหน่อยเก็บไว้ไม่ให้คนเห็น โอยผ้าขี้ริ้วสะอาดขนาดนี้อย่างอื่นต้องสะอาดแน่นอน”
ประกอบกับความขยันทำงาน ไม่มีเสาร์-อาทิตย์ วันเทศกาล ทำให้เขาสามารถเก็บเงินได้ถึง 7 แสนบาทในเวลา 2 ปี
“ที่ผมขยันขนาดนั้นเพราะผมอยากรวย อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น และมันเป็นตัวที่กระตุ้นให้ผมกล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ แม้ไม่เคยมีความรู้มาก่อน”
เงินเก็บ 7 แสนบาทส่วนหนึ่งถูกนำมาลงทุนกับการทำบะหมี่เอง เมื่อพบว่าเส้นที่รับมาขายคุณภาพไม่คงที่ เริ่มจากไปหาซื้อเครื่องทำบะหมี่มาราคาประมาณ 2.3 แสนบาท ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้ แต่ตั้งใจจะต้องทำให้ได้ ช่วงแรก ๆ หาคนมาสอนก็ยังออกมาไม่ดี เลยลองทำเองโดยเอาสูตรคนนั้นมาผสมกับคนนี้ กว่าจะลงตัว ใช้เวลาหลายเดือน
ผมไม่ได้ขายแฟรนไชส์ ผมขายบะหมี่ครับ
ภาพของพันธ์รบที่ขับรถอีซูซุ สเปซแค็บกลับบ้านเกิดดังไปทั้งอำเภอ ชาวบ้านถามกันเซ็งแซ่ เขาไปรวยอะไรมา พอรู้ว่าขายบะหมี่เกี๊ยวก็รวยได้ เพื่อนบ้านญาติพี่น้องก็ตามเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อขายบะหมี่บ้าง
สาขาของร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเลยเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2537 และหลังจากนั้นเขาก็เลิกขายบะหมี่เอง เพื่อมาเต็มที่กับการทำเส้นบะหมี่ที่โรงงาน และจัดระบบส่งขายสินค้าไปตามสาขาต่าง ๆ
“ตอนนั้นไม่ได้เรียกว่าแฟรนไชส์ ผมไม่รู้จักคำนี้ ผมแค่อยากช่วยเพื่อนบ้าน เขาอยากขายไม่รู้จักทำเล ไม่รู้ต้องเตรียมอะไรบ้าง รถเข็นหม้อชามรามไห โต๊ะเก้าอี้ ต้องซื้อที่ไหน ผมก็จัดการให้ ใครจะไปขายที่ไหนก็เอาเส้นผมไป เอาสูตรทำน้ำผมไป สอนการลวกการปรุงให้ ช่วยกันอย่างนั้น ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดแบบธุรกิจ เพราะสำหรับผมเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนบ้านเดียวกันเข้ามากรุงเทพฯ ก็ต้องช่วยเหลือกัน”
เมื่อขายได้มีรายได้ดี ญาติก็ไปบอกต่อญาติ เพื่อนก็ไปบอกต่อเพื่อน จนปี 2540 ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งชายสี่มีทั้งหมด 210 สาขา
ถึงตอนนี้แล้วการทำแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบก็ไม่ได้เกิดขึ้น
“ชื่อชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ผมก็เป็นคนตั้งเอง คิดเอง ผมชอบดูหนังจีนองค์ชายสี่ และที่บ้านก็มีพี่น้อง 4 คนแต่ที่สำคัญผมต้องการคำคล้องจองสั้น ๆ เพื่อให้คนที่ผ่านไปผ่านมาจำชื่อได้ง่าย ๆ”
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตก็เกิดขึ้นในปีนั้นเช่นกัน เมื่อมีโอกาสได้ไปออกรายการ “เกมแก้จน”ของปัญญา นิรันดร์กุล ที่ทำให้เขาต้องรับโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สายแรกถามเขาว่า
“คุณพันธ์รบคุณขายแฟรนไชส์ใช่มั้ย ผมก็ เอ๊ะ ไม่ใช่ เราไม่ได้ขายแฟรนไชส์ เลยตอบเขาไปชัดถ้อยชัดคำว่า เปล่าครับ ผมขายบะหมี่เกี๊ยวชายสี่ (หัวเราะ) ผมไม่ได้กวนเขานะครับ แต่สมัยนั้นคำว่าแฟรนไชส์ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจริง ๆ”
คราวนี้เขาถึงได้เริ่มมีการตั้งบริษัทและมีคนมาช่วยเรื่องแฟรนไชส์อย่างจริงจัง สินค้าที่ส่งขายสมัยนั้นมีแค่บะหมี่ แผ่นเกี๊ยว มีสายส่ง ส่งของไปทุกที่ ถ้าจังหวัดไกล ๆ ทางภาคใต้ ภาคเหนือ จะส่งโดยรถบัส

ปัจจุบันมีสาขาที่ผลิตบะหมี่ 7 แห่งทั่วประเทศ กลายเป็นสรรพกำลังทางอาวุธที่สำคัญก้าวหนีคู่แข่งให้ไกลไปอีก ส่วนทีมงานกลุ่มแรก ๆ ที่เอาเข้ามาช่วย ก็คือญาติพี่น้อง สำนักงานใหญ่ย่านคลองหก อยู่ในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ปัจจุบัน 17 ไร่
“ตอนนี้ใครซื้อแฟรนไชส์ผมต้องจ่ายเงินประมาณ 9 หมื่นบาท จะขายไปผ่อนไปก็ได้ ที่จริงราคานี้สำหรับผมมันคือค่าอุปกรณ์การขาย ที่สิ้นปีเราก็ไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าแฟรนไชส์รายปี เพียงแต่แต่ละวันคุณต้องซื้อวัตถุดิบจากผม พกแค่ความตั้งใจ ความขยันมา วันเปิดร้านคุณเตรียมแต่งตัวสวย ๆ มาลวกบะหมี่รอเก็บเงินได้เลย”
ดังนั้น รายได้หลักของชายสี่มาจากการขายอุปกรณ์ ขายวัตถุดิบ เส้นบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว หมูแดง น้ำซุป และส่วนผสมอื่น ๆ ที่จะนำไปใช้ปรุงอาหารให้ได้มาตรฐานเดียวกัน
“ผมบอกพนักงานว่าเวลาส่งสินค้าอย่าคิดว่าขับรถไปส่งสินค้า คิดแบบนั้นแล้วมันเหนื่อยให้คิดว่าคุณขับรถไปเก็บเงิน ฟังแล้วเท่มาก สบายใจด้วย จริงไหมครับ (หัวเราะ)”
ภาพของชายสี่บะหมี่เกี๊ยวหลังจากเข้าตลาดฯ
ช่วงหนึ่งของการเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างทำความสะอาดบ้านที่นนทบุรี นายจ้างใจดีให้เขาได้ไปเรียนกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจนได้วุฒิ ม. 3 และมาสอบเทียบชั้น ม. 6 เมื่ออายุ 41 ปี และยังได้ปริญญาอีกหลายใบ รวมไปถึงปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต และ ปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคม Universal Ministries of the King’s college USA เมื่อปี 2562
“ช่วงที่ผมไปเรียนหนังสือนั่นก็มีเพื่อนหลายคนแนะนำว่าทำไมไม่เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นบริษัทเอสเอ็มอีที่อยู่นอกตลาดฯ อาจจะเป็นแค่หนูตัวหนึ่งแต่ถ้าเข้าตลาดฯ อาจกลายร่างเป็นราชสีห์ได้นะ”
ประกอบกับแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือของคุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม (นักลงทุน ผู้บริหารหลักทรัพย์บัวหลวง) การอ่านหนังสือคุณตุ้ม (หนุ่มเมืองจันท์ หรือ คุณสรกล อดุลยานนท์) ฟังบรรยายจากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน เรื่องหุ้นจากแหล่งต่าง ๆ

ทำให้ยิ่งอยากเพิ่มทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวกระโดด
การเตรียมการเข้าตลาดฯ จึงเป็นจริงเป็นจังขึ้นตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่วางแผนมาร่วม 6 ปี แต่เพราะยังไม่พร้อม และยังต้องมาเจอกับวิกฤตโควิด-19 ด้วย
การเดินหน้าจัดกระบวนทัพใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ชายสี่คอร์ปอเรชั่น เลยเกิดขึ้น เริ่มจากการดึงมืออาชีพจากหลากหลายสาขามาร่วมงาน ดึงผู้ชำนาญในเรื่องการทรานส์ฟอร์มบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามาเป็น CEO และแต่งตั้ง อนุชิต สรรพอาษา อดีตผู้บริหารจากหลายองค์กร เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทชายสี่คอร์ปอเรชั่น
ส่วน พันธ์รบ กำลา ขึ้นไปเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทชายสี่คอร์ปอเรชั่น
พร้อม ๆ กับการเร่งทำบริษัทให้ได้มาตรฐานในทุก ๆ เรื่อง เช่น การผลิต การส่งสินค้า การบริการ การทำบัญชี เพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
“โดยเฉพาะการบริหารแฟรนไชส์ที่เมื่อก่อนทำกันแบบไม่มีมาตรฐาน แต่ต่อไปเราจะเข้มงวดหนักขึ้นในทุกสาขาต้องใช้สินค้าและวัตถุดิบที่มีคุณภาพของชายสี่เท่านั้น และส่วนกลางจะเข้าไปตรวจสอบควบคุมอย่างเแข็งแรงขึ้น”
เขาย้ำว่า
“เรื่องคุณภาพและมาตรฐานถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เราต้องพยายามจัดการให้ได้ ถ้าทำไม่ได้เราก็ไปต่อยากเหมือนกัน”
ในขณะเดียวกันก็เร่งสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อเป็นซุปตาร์ดาวรุ่งเคียงคู่ไปกับชายสี่บะหมี่เกี๊ยว
“ซุปตาร์ตัวใหม่นี้อาจจะเป็นตัวที่เรามีอยู่แล้ว หรือเข้าไปซื้อแบรนด์อาหารที่คนรู้จักดีมาเสริมทัพ ตัวที่เพิ่งปิดดีลไปเอ่ยชื่อใคร ๆ ก็ต้องรู้จักเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดัง น่าจะเปิดเผยได้ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนั้นกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาอีก 5 แบรนด์ มีทั้งขนมหวาน เครื่องดื่ม และหมูกระทะ”
วิธีการซื้อกิจการของเขาคือไม่ใช่การซื้อขายขาด แต่ต้องการให้เหมือนกับการแต่งงานที่เมื่อแต่งกันแล้วยังสามารถเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อช่วยกันสร้างกิจการให้เติบโตต่อไป
ปัจจุบันแบรนด์อื่น ๆ ของชายสี่ที่มีอยู่ในมือประมาณ 10 แบรนด์ เช่น ชายใหญ่ข้าวมันไก่ พันปีบะหมี่เป็ดย่าง อาลีหมี่ฮาลาล ไก่หมุนคุณพัน อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงภายใต้แบรนด์ชายสี่โกลด์ พร้อมด้วยเครื่องปรุงเพื่อจำหน่ายอีกกว่า 200 รายการ
ปัจจุบันยอดขายต่อคนต่อชามอยู่ที่ราคาประมาณ 40-50 บาท ซึ่งก็ยังมีต่อไป แต่จะเพิ่มโมเดลใหม่ ที่ราคาสูงขึ้นแตะหลักร้อยบาท โดยจะยกระดับให้เป็นร้านที่อยู่ในห้างหรือสแตนด์อะโลนที่ต้องตกแต่งร้านให้ดูสวยงามน่านั่ง เพื่อจับกลุ่มลูกค้าอีกรายได้หนึ่งที่ยอมจ่ายสูงกว่าลูกค้าตามข้างทาง
“สำหรับผมตอนนี้ถ้าเปรียบชายสี่เป็นภูเขา การเดินทางของเราเกือบถึงยอดแล้ว ถ้าจะให้เติบโตต่อไปต้องมีสตอรี่เรื่องอื่น ๆ เข้ามาเพื่อทำให้แบรนด์นี้ดูใหม่ สดชื่น แข็งแรง การสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ คือการสร้างเรื่องราวให้แบรนด์แม่ดูอ่อนวัยและยังแพรวพราว”
เขาย้ำว่า
“ภายในช่วงไตรมาส 2 นี้จะเริ่มได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครับ อดใจรอ”

ปัจจุบันรายได้ของชายสี่ประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ประมาณ 10% เป้าหมายหลังเข้าตลาดฯกำไรต้องอยู่ที่ 15% ของรายได้รวมที่โตจากกิจการเดิมของชายสี่เองและธุรกิจใหม่ ๆ ที่เข้าไปร่วมทุน
ในเรื่องจำนวนสาขาจะไม่เน้นการเติบโตแบบหวือหวา เพราะปัจจุบันการขยายสาขายากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ด้วยคู่แข่งของอาหาร Street Food อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย แต่จะหันมาให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพของสาขาเป็นสำคัญ
ส่วนการเปิดสาขาต่างประเทศจะเริ่มที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ได้ไปร่วมทุนกับบริษัทใหญ่ด้านอาหารของประเทศฟิลิปปินส์ ขณะนี้ได้เริ่มสร้างโรงงานการผลิต คาดว่าจะได้เห็นการเปิดร้านสาขาประมาณ 10 สาขาในปีนี้ที่ฟิลิปปินส์แน่นอน หลังจากโมเดลในฟิลิปปินส์แข็งแรงขึ้นโอกาสขยายต่อในประเทศอื่น ๆ มีอย่างต่อเนื่อง
ที่สุดของชีวิตคนธรรมดา
เมื่อ Marketeer ถามว่า
เหนื่อยกับชีวิตในช่วงนี้หรือเปล่า เพราะต้องมาศึกษาขั้นตอนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารมืออาชีพคนใหม่ ๆ ที่อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
เคยเป็นเถ้าแก่ที่เป็นผู้ชี้นำองค์กรคนเดียวมาตลอด 30 กว่าปี วันนี้ก็ต้องมานั่งฟังผู้บริหารท่านอื่น
เขาหัวเราะและยอมรับว่าปีที่แล้วค่อนข้างกังวลกับทีมที่มีพนักงานสายเลือดใหม่จำนวนมาก กลัวคนใหม่จะไม่เข้าใจวิธีคิดของเขาในแต่ละเรื่องว่ามีที่มาที่ไปยังไง ทำไมวันนี้ถึงต้องเป็นแบบนี้ และกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง
“แต่ตอนนี้เราเข้าใจกันมากขึ้น ผมจะขอดู 3 เรื่องคือ ยอดขายสดใส กำไรสดชื่นเติบโต แบรนด์ยั่งยืน ถ้าคุณทำให้ผมได้ 3 อย่างนี้ เรื่องอื่น ๆ คุณจะบริหารจัดการอย่างไรแล้วแต่คุณแล้วล่ะครับ ซึ่งที่ผ่านมาประมาณ 1 ปีพวกเขาก็พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าสามารถทำกำไรให้ผมได้เพิ่มขึ้น การทำงานผมก็เป็นระบบระเบียบมากขึ้น”

เขาบอกว่า
“การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่สุดของที่สุดในการบริหารธุรกิจรากหญ้าของคนธรรมดาแบบผมแล้ว ความอยากถ้ามีมากพอมันทำให้ไม่กลัวที่จะทำอะไรทั้งนั้น ผมมั่นใจว่านับจากนี้ไปความอยากในชีวิตผมจะลดลงอย่างแน่นอน แล้ววันหนึ่งเมื่อผมเดินออกมาและหันหลังกลับไปมองชายสี่ ผมจะเห็นแต่ความสวยงามของเขา”
เขายังทิ้งท้ายถึงแฟรนไชส์ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่ยังเป็นกำลังหลักขององค์กรตอนนี้ว่า
“จงทำทุกอย่างในตัวเราให้ขายได้ เราต้องเป็นสินค้าที่น่าสนใจ ก่อนขายชายสี่ ต้องขายตัวเองก่อน ขายตัวเอง คือ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มสดใส เสียงทักทายที่ไพเราะ ปากหม้อที่เงางาม การจัดร้านที่สะอาดหมดจด การแต่งตัวที่ดูดี สวยงาม เสื้อผ้าหน้าผม ขายกิริยามารยาทที่เหมาะสม อารมณ์ที่แจ่มใส บริการที่ประทับใจ ความละเอียดละเมียดละไม และความน่าเชื่อถือ”
เป็นวิธีคิดจากประสบการณ์จริงที่อาจจะไม่มีในหนังสือการตลาดเล่มใด สามารถเอาไปปรับใช้กับหลาย ๆธุรกิจ ใครทำตาม “รวย” แน่นอน ♦
–
Website : Marketeeronline.co /
