Work : “เราทำงานกันไปเพื่ออะไร?” คำตอบของคำถามนี้ตามความเป็นจริง ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไปและไม่โลกสวย คงต้องเป็นเพื่อมีเงินมาใช้ดำเนินชีวิต
ถ้าเป็นงานแรก ๆ หรือกลุ่ม First Jobber เรื่องเงิน โบนัสและสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้มาคงนำมาใช้เลี้ยงดูตัวเอง ส่วนถ้ามีครอบครัวค่าตอบแทนจากงานทั้งหมด คงกระจายไปเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเทอมลูก ๆ และผ่อนรถ-บ้าน
ส่วนถ้าระยะเวลาในการทำงานและประสบการณ์เพิ่มขึ้น เงินเดือนและค่าตอบแทนย่อมสูงขึ้นตามมา ถึงขั้นเป็นตัวเลขหลายหลักระดับที่คนส่วนใหญ่อิจฉา
แต่กับฝ่ายที่รับเงินเดือน คือเรื่องที่ต้องคิดหนักว่าคุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ นำมาสู่สถานการณ์อย่างหนึ่งในโลกการทำงานที่เรียกว่า กับดักกุญแจมือทอง (Golden Handcuffs)

Golden Handcuffs คือการเสนอเงินเดือนสูง ๆ รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือน เพิ่มโบนัสหรือผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น หุ้นในบริษัทและที่พักสุดหรู รั้งตัวพนักงานที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป ไม่ให้ย้ายไปบริษัทคู่แข่งหรือลาออกไป
ในส่วนของพนักงานแรก ๆ เมื่อเห็นข้อเสนอก็รับไว้ ทว่าเมื่อเวลาล่วงไปก็ได้รู้ว่างานที่ต้องทำนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ กินเวลาชีวิตและครอบครัวไปมาก

แม้รู้ดีว่าทำให้ชีวิตเสียสมดุล (Work-Life Balance) และสุขภาพถดถอย แต่ก็ยังต้องฝืนทำต่อไป ไม่ต่างจากการถูกกุญแจหรือตรวนทองคำรั้งไว้จนหนีไปไหนไม่ได้นั่นเอง
Golden Handcuffs ปรากฏให้เห็นครั้งแรกในปี 1976 เพื่ออธิบายสถานการณ์ใน Wall Streets ย่านที่มีเงินสะพัดจากการซื้อขายหุ้นในสหรัฐฯ

ซึ่งบรรดาผู้บริหารธนาคารและนายหน้าค้าหุ้นได้ค่าตอบแทนรวม ๆ กับผลประโยชน์อื่น ๆ เกินเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานบริษัทเอกชนในประเทศไปไกล และหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า
แม้จากนั้นรู้ว่าได้ไม่คุ้มเสียและตระหนักว่าเป็นความโลภลวงตา แต่ก็ถอนตัวลำบากเสียแล้ว
สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ นำเรื่อง Golden Handcuffs มาตีแผ่อีกครั้ง โดยระบุว่า มีชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้อยู่
เช่น หนุ่มที่ปรึกษาทางเงินระดับสูงรายหนึ่งที่เครียดหนักจากความรับผิดชอบและการต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง จนอยากลาออก แต่ก็เสียดายเงินเดือนก้อนใหญ่ที่ได้แต่ละเดือน
BBC รายงานต่อว่า แม้เมื่อปี 2008 เคยมีหลายคนตั้งเป้าว่าจะเกษียณก่อนอายุ 35 ปี แต่ล่วงมาถึงปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนที่ทำได้ เพราะส่วนใหญ่ทั้งเสียดายเงินเดือนหลายหลักที่รับอยู่ ต้องรับชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว

หรือแม้กระทั่งเสพติดกับชีวิตหรูหรา จนกลายเป็นคนจมไม่ลง ขณะที่บางส่วนเลือกที่จะฝืนทำต่อไป เพราะกลัวว่า หากออกไปจะกลายเป็นคนว่างงานท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ จนเรียกได้ว่าทั้งหมดไม่สามารถปลดแอกตัวเองจาก Golden Handcuffs

BBC ทิ้งท้ายว่า Golden Handcuffs จะยังอยู่คู่โลกการทำงานตลอดไป แม้ Work-Life Balance เป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน
เพราะฝ่ายบริษัทเห็นว่าใช้ได้ผลเสมอหากต้องการรั้งตัวคนเก่งหรือผู้บริหารเอาไว้ ส่วนฝ่ายพนักงานก็ต้องไตร่ตรองเองให้ดีและหาวิธีการรับมือ รวมไปถึงบริหารจัดการ
เพราะราคาที่ต้องจ่ายเมื่อติด Golden Handcuffs คือ Work-Life Balance ที่เสียไป ไฟในการทำงานลดลง ความสัมพันธ์ในแผนกที่แย่ลง เพราะต้องไปไล่บี้เอาผลงานกับลูกน้อง
และตัวเองกับครอบครัวได้แค่ไหนกับความสุขที่อาจเพิ่มขึ้นแต่รายได้ลดลง ♦/bbc
–
