สงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาดูไม่มีทีว่าว่าจะจบลงง่าย ๆ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันด้วยอาวุธที่มีชื่อว่า “นโยบายทางภาษี” เมื่ออเมริกาเริ่มก่อนด้วยการขึ้นภาษีรถไฟฟ้าอีวีจากเดิมที่ 25% เป็น 100% หรือเท่าตัว ทำให้จีนที่ในช่วงหลังมานี้หันมาสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องตอบโต้ด้วยการขู่ว่าถ้าสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการทางภาษีเหล่านี้พวกเขาจะขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากอเมริกาเช่นกัน เพื่อให้รู้ว่าเมื่อส่งของออกมาขายต่างประเทศแล้วขายไม่ได้บ้างจะมีผลกระทบกับภาคธุรกิจในประเทศอย่างไรบ้าง ก็เรียกได้ว่า ตาต่อตาฟันต่อฟัน
แต่สำหรับมหาอำนาจยักษ์ใหญ่เบอร์ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งของ 2 พี่ใหญ่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ ต้องบอกว่า “ญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้” ทั้งทางตรงและทางอ้อม และในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญทั้งนั้น จนในตอนนี้ผู้บริหารบริษัทที่มีการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับทั้งสหรัฐฯ และจีนก็เริ่มเกิดความวิตกกังวลถึงการต้องถูกบีบให้เลือกข้าง และความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า ญี่ปุ่น ในฐานะยักษ์หลับที่กำลังจะตื่นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมาเป็นนโยบายการเงินแบบตึงตัว รวมไปถึงอุตสาหกรรมในประเทศที่ซบเซาก็เริ่มจะฟื้นกลับมาได้บ้างจากอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ ๆ อย่างการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม จะต้องพบเจอกับการติดหล่มการเติบโตจากความขัดแย้งของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่หรือไม่ วันนี้เราหาข้อมูลมาเล่าให้ฟัง
ญี่ปุ่นเข้าไปเกี่ยวยังไงกับความขัดแย้งนี้
ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพา 3 เซกเตอร์หลัก นั่นคือ อุตสาหกรรม บริการ และเกษตรกรรม พวกเขาเป็นบ้านของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งแต่ถ่านไฟฉายไปจนถึงยานยนต์ชื่อก้องโลก
ในช่วงเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมาบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศตกต่ำมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่าง อย่างการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า นโยบายการเงินที่ตึงตัว ซึ่งก็ไม่ได้ส่งเสริมหรือดึงดูดการลงทุนเท่าใดนัก รวมไปถึงจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว
บริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษในการค้นหาการเติบโตใหม่ ๆ โดยวิธีการที่พวกเขาใช้ก็คือการออกไปโตต่างประเทศ จากสถิติระบุว่าในปี 1996 รายได้ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีสาขาอยู่ในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ของยอดขายทั้งหมดเท่านั้น แต่ในปี 2023 ตัวเลขยอดขายกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 29% ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์
โดยตลาด 2 แห่งที่เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทญี่ปุ่นก็คือ “อเมริกาและจีน” ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางที่ใหญ่ที่สุดของผู้ผลิตญี่ปุ่นมายาวนาน บริษัทอย่าง Toyota , Panasonic, Kubota รวมถึงบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกต่างก็ไปตั้งฐานทัพกันที่สหรัฐฯ ทั้งนั้น
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการสำรวจพบว่าบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นมีการไปตั้งโรงงานผลิตอยู่ในจีนก็ไม่น้อย (Toyota, Panasonic, Canon, Honda ฯลฯ) ทั้งยังมีส่วนแบ่งทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น พูดโดยสรุปก็คือ ยอดขายมากกว่าครึ่งหนึ่ง ของบริษัทสาขาในต่างประเทศของบริษัทญี่ปุ่นมาจากมหาอำนาจ ไม่จีนก็สหรัฐฯ เรื่องนี้ทำให้ผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นมองสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ว่าเป็นเรื่องที่มีความน่าวิตกกังวล เพราะการถูกบังคับให้เลือกข้างระหว่างมหาอำนาจทั้งสองอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบริษัทญี่ปุ่น
ผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่น
ช่วงเวลาแห่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่จากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก
หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการรบกวนห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่นที่มีโรงงานตั้งอยู่ในจีนจำนวนมาก เนื่องจากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงถึงร้อยละ 25 สำหรับบางรายการ ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า นิสสัน และฮอนด้า จำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนทดแทนจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน รวมถึงต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่กลับมาผลิตในญี่ปุ่นเอง ซึ่งล้วนแต่เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้างความสับสนและเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัท
สำนักงานใหญ่ของ Toyota ตั้งอยู่ในรัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา Nippon.com
นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทญี่ปุ่น เมื่อสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศซบเซา อำนาจซื้อของผู้บริโภคก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของบริษัทญี่ปุ่นในตลาดเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Toyota รายงานว่ายอดขายรถยนต์ของบริษัทในสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 2.5 ในปี 2018 เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้า ในขณะที่ฮอนด้าประสบปัญหาขาดแคลนส่วนประกอบบางชนิดจากจีน จนต้องหยุดการผลิตชั่วคราว
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของบริษัทญี่ปุ่นคือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทำให้นโยบายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การคาดการณ์นโยบายการค้าในระยะยาวจึงเป็นไปได้ยาก และทำให้การวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นเรื่องท้าทาย
หลายบริษัทต้องทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อปรับให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป บางบริษัทอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย หรือแม้แต่กลับมาผลิตในญี่ปุ่นเอง ขณะที่บางบริษัทอาจมุ่งเน้นไปที่ตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ และจีน เพื่อกระจายความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และใช้เวลาในการปรับตัว ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องชะลอการขยายธุรกิจหรือแผนการลงทุนใหม่ ๆ ไปก่อน เพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลายและมีความชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้ง
รุนแรงมากขึ้น หากการคว่ำบาตรของอเมริกาขยายไปยังเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่บริษัทญี่ปุ่นยังคงขายให้กับผู้ซื้อชาวจีน ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ทั้งหมด
ความกังวลของผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่น
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนสร้างความกังวลอย่างมากให้กับผู้บริหารของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีการทำธุรกิจกับทั้งสองประเทศมหาอำนาจ ประเด็นแรก คือผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัท เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีโรงงานผลิตสินค้าตั้งอยู่ในจีน เมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำให้บางบริษัทจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนทดแทนจากประเทศอื่น ๆ ขณะที่บางบริษัทต้องตัดสินใจย้ายฐานการผลิตทั้งหมดออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนาม หรือแม้แต่กลับมาผลิตในญี่ปุ่นเอง ซึ่งล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและต้องใช้เวลาในการปรับตัว
นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทญี่ปุ่น ผู้บริหารจึงกังวลว่าหากเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศซบเซาลงเนื่องจากสงครามการค้า อำนาจซื้อของผู้บริโภคจะลดลง ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของบริษัทในตลาดเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับบรรดาผู้บริหารญี่ปุ่นเช่นกัน เนื่องจากนโยบายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ วันนี้อาจประกาศเก็บภาษีนำเข้ารายการสินค้าหนึ่ง พรุ่งนี้อาจยกเลิกหรือเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารายการอื่น การคาดการณ์ในระยะยาวเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น หลายบริษัทต้องชะลอการลงทุนใหม่ ๆ เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์
นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจแล้ว ความตึงเครียดทางการเมืองจากสงครามการค้ายังอาจลามไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกันมาอย่างยาวนาน หากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบริษัทญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก The Economist ระบุว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นบางทีก็อาจจะมีความเอนเอียงไปทางอเมริกามากกว่า และถึงขั้นพิจารณาเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยมีจุดหมายปลายทางหลักอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุผลก็คือ ต้องการที่จะกระจายห่วงโซ่อุปทานของบริษัทไม่ให้ได้รับความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับอเมริกามากเกินไป อย่าง Mitsubishi Motors เองก็ประกาศว่าจะหยุดผลิตรถยนต์ในจีนและจะขยายฐานการผลิตไปยังประเทศไทยและอินโดนีเซียแทน
แรงงานชาวจีนกำลังทำการประกอบเครื่องยนต์ในโรงงาน Mitsubishi Motor ในเมือง เสิ่นหยาง ประเทศจีน Gerebenzita
ด้านผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นอีกหลายคนก็กำลังพิจารณาว่าจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหรือไม่ อย่าง Toyota และ Panasonic เป็นสองบริษัทที่ได้รับเงินอุดหนุนการผลิตมากกว่าพันล้านดอลลาร์จากผู้ว่าการรัฐและรัฐบาลกลางของอเมริกา ในกระบวนการฟื้นฟูการผลิตของอเมริกามาตั้งแต่ปี 2021
ถึงแม้ญี่ปุ่นอาจจะเอนเอียงไปทางอเมริกามากกว่า แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังไม่ไว้วางใจอเมริกาอยู่ และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นเพียงไม่กี่แห่งพร้อมที่จะตัดความสัมพันธ์กับจีนในแบบที่ Mitsubishi Motors ทำ เหตุผลที่ไม่ไว้ใจอเมริกาก็คือ “ถ้าทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง” ทรัมป์อาจล้มระบบการให้เงินอุดหนุนในปัจจุบันก็ได้ หรือถ้าแย่กว่านั้นก็คือกีดกันไม่ให้บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปทำตลาดในสินค้าที่รัฐบาลตั้งใจสงวนไว้ให้บริษัทในอเมริกาเท่านั้น
และสำหรับหลาย ๆ บริษัทเองก็ยังมองว่า ตลาดจีนน่าดึงดูดมากกว่า และสามารถทำกำไรได้มากเกินกว่าจะละทิ้งตลาดแห่งนี้ไปได้ เมื่อเดือนเมษายน 2024 Toyota และ Nissan ผสานร่วมมือกับ Tencent และ Baidu สองยักษ์ใหญ่ดิจิทัลของจีนในการที่จะเพิ่มความน่าซื้อให้กับรถยนต์ของพวกเขา ในหมู่ชาวจีนที่หลงใหลเทคโนโลยี
ส่วนปัญหาใหญ่ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งใจจะอยู่ในจีนต่อไปก็คือ ดูเหมือนว่าในหลายอุตสาหกรรมนั้น จีนสามารถจะอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาญี่ปุ่น ผู้บริหารอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของญี่ปุ่นระบุว่าบริษัทสัญชาติจีนมีความได้เปรียบจากการจัดหาพลังงานและวัสดุราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตการควบคุมของบริษัทญี่ปุ่น เนื่องจากการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับยูเครน
แต่ต้นทุนต่ำไม่ใช่จุดขายเพียงแห่งเดียวของอุตสาหกรรมจีน หลายแห่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีที่ครั้งหนึ่งเคยมีญี่ปุ่นครองตลาดมาโดยตลอด อย่างเช่นระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม แบตเตอรี่ ผลิตรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
ทางออกของบริษัทญี่ปุ่น
ก่อนที่จะต้องถูกบีบให้เลือกข้าง เพราะญี่ปุ่นเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอเมริกาแต่ก็เสียดายไม่อยากทิ้งตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างจีน เรื่องนี้ต้องมีทางออก เหล่าผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นเริ่มคิดทบทวนแล้วว่าจะต้องเดินเกมอย่างไรในวันที่อเมริกาอาจบีบให้ชาติพันธมิตร (ทางการค้า) เลือกว่าจะยืนอยู่ข้างพวกเขาหรือไม่ ดังนั้น บริษัทญี่ปุ่นอาจดำเนินนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้อย่างน้อยก็ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก
กระจายความเสี่ยง
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีนเพียงแห่งเดียว บริษัทญี่ปุ่นเริ่มมองหาตลาดใหม่ ๆ และฐานการผลิตใหม่ ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียและในประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย ยุโรป หรือแม้แต่แอฟริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป การขยายตลาดไปยังภูมิภาคต่าง ๆ น่าจะช่วยกระจายรายได้และลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าได้
การปรับห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีโรงงานผลิตสินค้าตั้งอยู่ในจีน เมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงขึ้น นั่นก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับห่วงโซ่อุปทานโดยย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย หรือแม้แต่ย้ายกลับมาผลิตในญี่ปุ่นเอง นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่นก็กำลังพิจารณามองหาแหล่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนทดแทนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงแห่งเดียว
เพิ่มประสิทธิภาพและนวัตกรรม
เนื่องจากต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้า บริษัทจึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ อัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบดิจิทัลจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็เป็นวิธีหนึ่งในการลดต้นทุน
การเจรจา
บริษัทญี่ปุ่นอาจใช้อำนาจต่อรองทางธุรกิจในการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ และจีน เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือและลดความตึงเครียดจากสงครามการค้า หรืออย่างน้อยก็เจรจาเพื่อให้ได้รับการยกเว้นหรือผ่อนปรนมาตรการทางการค้าบางประการสำหรับบริษัทของตัวเอง
เมื่อการค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา เรื่องนี้อาจทำให้บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นตัดสินใจหอบข้าวของกลับมาตุภูมิ เมื่อค่าจ้างการผลิตในจีนเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับค่าจ้างผลิตในญี่ปุ่นที่ถูกลงกว่าแต่ก่อน อันเนื่องมาจากการเติบโตที่ซบเซาของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ยังให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทหลายร้อยแห่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและไม่อยากให้รั่วไหลไปยังประเทศอื่น อย่างอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และแร่ธาตุหายากซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีแนวโน้มว่าบริษัทญี่ปุ่นซึ่งไม่อยากหักกับอเมริกาอาจเลือกที่จะเพลย์เซฟโดยการออกจากจีนกลับบ้านเกิด หรือไม่ก็ไปประเทศที่สามเลย เพราะก็ไม่รู้แน่ว่าเมื่อวันหนึ่งสงครามการค้าสงบลงพวกเขาอาจจำเป็นจะต้องกลับไปโตที่จีนอีกก็เป็นไปได้ ♦
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง
https://www.japanindustrynews.com/2023/03/trends-to-watch-in-japan-the-future-of-manufacturing/
https://www.institutmontaigne.org/en/expressions/navigating-us-china-trade-tech-stand-case-japan
https://cepr.org/voxeu/columns/impact-us-china-trade-war-japanese-multinational-corporations
–
