ตลาดเพลงออนไลน์ : ที่สุด ‘แกรมมี่’ ก็ต้องเล่นเกมนี้

หากยังจำกันได้ในยุค 90 จนถึงปี 2000 คือยุคทองของธุรกิจเพลงที่ศิลปินหลายสิบคนของ Grammy และ RS สร้างยอดขายเทปและ CD 1 ล้านก๊อปปี้ กันเป็นว่าเล่น

Grammy ผู้เคยปฎิเสธ Youtube

นั่นคือยุค “โลกสวย” ของธุรกิจเพลงจนมาถึงฝันร้ายใน “โลกดิจิตอล” เมื่อคนเลือกจะไปฟังด้วย Smartphone ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นแบบ ฟรีๆ ส่วนแผ่น CD และ DVD ได้กลายเป็นสินค้าสะสมสำหรับแฟนเพลง รวมไปถึง CD รวมฮิต 1 แผ่นมี 100 กว่าเพลงราคาขาย 50 – 80 บาท แถมยังมียอดขายเพียงน้อยนิด

โจทย์ก็คือ Grammy ที่อดีตคือเบอร์หนึ่งในยุคเพลง 90 ต้องคิดให้หนักนั้นคือจะทำอย่างไรให้รายได้ธุรกิจเพลงในโลกออนไลน์กลับมามีกำไรใกล้เคียงหรือเทียมเท่ากับในยุคเทปและ CD

ถึงแม้ในช่วงเริ่มต้นของยุค “โลกดนตรี ดิจิตอล” Grammy จะต่อต้านด้วยการมีปัญหากับ Youtube อยู่บ่อยครั้งในเรื่องสิขสิทธิ์เพลงถึงขั้นมีการถอด MV ทั้งหมดออกจากระบบของ Youtube ก็เคยทำมาแล้ว

แต่เมื่อ Grammy  คิดได้ว่า “ปลาไม่มีทางว่ายทวนน้ำ” แล้วถึงเส้นชัย เพราะเวลานั้น Grammy ก็คงรู้ดีแก่ใจว่า User เลือกที่จะฟังเพลงฟรีในออนไลน์อย่างเต็มตัว จึงเกิดการเจรจากับ Youtube ในเรื่องผลประโยชน์รายได้จากค่าโฆษณาให้ลงตัว จากนั้นก็กลับมาออนไลน์ผ่าน Youtube เหมือนเดิม

ไปทุกที่ที่มีรายได้

Grammy ก็เริ่มที่จะค้นหาพันธมิตรเว็บไซต์ต่างๆ และ สารพัดแอพพลิเคชั่น เผยแพร่ MV ศิลปินตัวเอง พร้อมกับตกลงแบ่งปันรายได้ค่าโฆษณาซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง

โดยดีลล่าสุดกับบริษัท โอทีวี จำกัด ที่สร้างแอพพลิเคชั่นชื่อ OMU ซึ่ง Grammy จะนำ MV มากกว่า 5,000 เพลงบรรจุลงในแอพพลิเคชั่นนี้ ซึ่งจะทำให้ Grammy มีเพลงบรรรจุอยู่ในแอพพลิเคชั่นนี้มากกว่า 80% อีก 20% ที่เหลือคือค่ายเพลงอื่นๆ

คำถามคือแอพพลิเคชั่น OMU นั้นจะทำอย่างไร? ให้คนหันมาโหลด เพราะปฎิเสธความจริงไม่ได้ว่า Youtube แทบจะกลายเป็นเว็บไซต์เดียวที่ User จะคลิกเข้าไปชมคลัง Video Content ที่มีอยู่มากมายมหาศาล

ดูฟรีไม่มีค่าบริการรายเดือน +  MV ที่มีเนื้อเพลงให้ร้องตาม + คนฟังสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัลทั้ง บัตรดูหนัง จนไปถึงนำแต้มไปแลก Smartphone คือกลยุทธ์ที่ถูกหยิบนำมาใช้ในการเพิ่มยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้

เพราะเป้าหมายธุรกิจคือภายใน 2 เดือนต้องมียอดดาวน์โหลด 250,000 – 300,000 ราย เพื่อนำไปเป็นอำนาจต่อรองกับแบรนด์สินค้าและเอเจนซี่ในการขายโฆษณา

“ต่อไปนี้ Grammy จะไปในทุกแพลตฟอร์มและทุกๆ พันธมิตรที่มีศักยภาพเพราะเป้าหมายของเราคือต้องมีกำไรจากธุรกิจเพลงดิจิตอลให้เทียบเท่ากับในยุคขายเทปและ CD แม้ปัจจุบันรายได้หลักจากธุรกิจเพลงมาจากสปอนเซอร์และ Show Biz คิดเป็น 50% ” ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) บอกถึงเป้าหมายธุรกิจเพลงในอนาคต

TheBattle-บิ๊ก-GMM - POST-02

พูดง่ายๆ Grammy ไปทุกที่หากพื้นที่ในโลกออนไลน์แห่งนั้นทำรายได้เข้าบริษัทตัวเอง เพราะในยุคเพลงดิจิตอล ไม่ได้นับยอดขายเทปและ CD แต่นับกันที่ยอด View เพื่อนำไปเป็นข้อมูลชิ้นดีเวลาขายโฆษณาให้แก่แบรนด์สินค้า

ซึ่งหากจะหวังจากรายได้ตรงนี้ให้มากขึ้น Grammy เองก็รู้อยู่แก่ใจว่าคงไม่เพียงพอ ทำให้มีแผนลงทุนในการผลิต MV มากขึ้นเพื่อสร้างยอด View ต่อเพลงให้มาก ทำให้เห็นรูปแบบ MV ใหม่ จากแต่เดิมที่มี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1.ภาพประกอบพร้อมเพลง 2.ในรูปแบบ Story  3.คือศิลปินลิปซิงค์กับเพลง

ต้องครีเอทให้มากขึ้น

MV เพลงในรูปแบบใหม่ก็คือการนำเสนอ Lifestyle ของศิลปินควบคู่ไปกับเพลง อีกทั้งยังวางแผนที่จะให้ศิลปินในสังกัด Grammy Live สดผ่าน Social Network สนทนากับแฟนๆ หรือร้องเพลงพร้อมกับคิดกลวิธีหาเงิน สุดท้ายคือการ Live สดคอนเสิร์ตต่างๆ ด้วยความคมชัดระดับสูง พร้อมกับเก็บค่าชม

โดยโมเดลธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ได้ “ฟันธง” ชัดเจนว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะ Grammy เองก็ต้องประเมินสถานการณ์และผลกระทบหลายด้านโดยเฉพาะการ Live สดการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายบัตรเข้าชมมากน้อยแค่ไหน ?

เพราะทุกย่างก้าวเวลานี้ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะอย่างที่รู้ Grammy กำลังเผชิญศัตรูทางการตลาดอย่างศิลปินค่ายเล็กๆ ที่แจ้งเกิดใน Youtube ที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตผลงานเพลงต่อ 1 ศิลปินถูกกว่าตัวเองมาก

แต่ศัตรูตัวร้ายทางการตลาดไม่ใช่ใครที่ไหน นั้นคือ ผู้ฟังเพลงที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนทำให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Grammy รวมถึง RS ที่ก้าวตามแทบจะไม่ทัน

TheBattle-บิ๊ก-GMM - POST-03

 

TheBattle-บิ๊ก-GMM - POST-04