ความสำเร็จของละครดราม่าสุดแซ่บ “สืบสันดาน” ที่สร้างปรากฏการณ์ขึ้นอันดับ 1 Netflix ทั่วโลก หมวดซีรีส์ภาษาต่างประเทศ พร้อมกับขึ้นอันดับหนึ่งในอีก 10 ประเทศ และติด TOP 10 ไปอีก 63 ประเทศทั่วโลกนั้น

สะท้อนให้เห็นภาพการพยายามปรับตัวของค่ายกันตนาที่กำลังเจอมรสุมลูกใหญ่จากความถดถอยของอุตสาหกรรรมทีวีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

73 ปีของความสำเร็จ วันนี้ กันตนา กำลังก้าวข้ามยุครุ่งเรืองสู่ยุคของความท้าทาย โดยมีผู้บริหาร เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งมี “เต้” ปิยะรัฐ พี่ชายคนโตของน้อง ๆ ร่วมตระกูล “กัลย์จาฤก” เป็นผู้นำทัพ

ตามไปอ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ “คุณเต้” ผู้ที่ชีวิตไม่เคยธรรมดา บางช่วงดราม่ายิ่งกว่าละครดังหลังข่าว  และวันนี้เขากับน้อง ๆ กำลังร่วมกันเขียนตำนานบทใหม่ให้กับกันตนา เพื่อความอยู่รอดในยุคต่อไป

“คุณเต้” ก้าวเดินฉับ ๆตามสไตล์มายังจุดที่ Marketeer นั่งรออยู่ ด้วยรอยยิ้มกว้างขวางเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน

วันนี้เราคงต้องเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพูดถึงเรื่อง “สืบสันดาน” ซีรีส์ยอดฮิตที่กำลังพูดถึงกันทั่วโลก และเป็นผลงานออริจินอลเรื่องแรกที่กันตนาทำให้กับ Netflix

“เราไม่ได้คาดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ ใครจะมองว่าหนังของกันตนา ลายเซ็นของกันตนา ก็แบบเดิม ๆ เชย ๆ ไม่ว่ากัน แล้วเป็นอย่างไรล่ะ ตอนนี้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในหมวดซีรีส์ภาษาต่างประเทศ สำหรับเมืองไทยขึ้นเป็นอันดับ 1 ตั้งแต่วันแรกที่ออนแอร์ ไม่ได้โม้นะ ตัวเลขมันมียืนยันอยู่ (หัวเราะ)”   

ก็ต้องยอมรับกันล่ะว่าในความ “เก่า” ของกันตนา ก็ยังมีความ “เก๋า” อยู่อีกมาก

คุณเต้เล่าว่า สืบสันดาน มาจากแนวคิดของผู้สร้างคนเดิม คือ “เต้นท์” น้องชาย (กัลป์ กัลย์จาฤก) คนเดียวกับผู้สร้างละครห้องหุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน

จากเด็กที่เคยทำหนังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง จนวันนี้กลายเป็นสืบสันดาน ทุกอย่างไม่ได้ลอยมาง่าย ๆ แต่เขาได้สั่งสมประสบการณ์มาจนเข้าใจว่ายุคนั้นคนดูต้องการแบบไหน ยุคนี้ต้องปรับอย่างไร  และกว่า Netflix จะยอมรับได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาก็มีขั้นตอน มีมาตรฐานต่าง ๆ ในการทำซีรีส์มากมาย”

เมื่อวิธีคิดของผู้อำนวยการสร้างถูกต่อเติมให้สวยงามชัดเจนขึ้นด้วยทีมงานหลาย ๆ ฝ่าย และที่สำคัญคือผู้กำกับคนเก่ง ศิวโรจณ์ คงสกุล ผู้ฝากผลงานภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลในระดับนานาชาติอย่างเรื่อง ที่รัก (Eternity) หรือซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน คือเธอ (Remember You)

ความปังที่สะท้อนได้จากตัวเลขของคนดูทั่วโลกเลยเกิดขึ้น

หลายคนอาจจะมองว่าสืบสันดานซีรีส์แรกนี้ได้จบสมบูรณ์ลงแล้ว แต่จะขยี้เรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวที่คนดูรู้สึกผูกพันมาสร้างต่อเป็นซีรีส์ 2 หรือไม่ เรื่องนี้คุณเต้บอกว่ายังตอบไม่ได้ (แต่อาจจะ)

มองอีกด้าน สืบสันดาน เรื่องราวเก่า ๆ พลอตเรื่องเดิม ๆ ที่ถูกนำมาเล่าด้วยวิธีการแบบใหม่ ได้สะท้อนไปถึงแนวทางในการปรับตัวของค่ายกันตนาที่กำลังอยู่ในยุควิกฤตของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ที่คุณเต้กำลังรับบทบาทของผู้นำรุ่นต่อไป

ภูเขาหลายลูกที่ต้องข้ามให้ได้ ของ “เต้ กันตนา”

คุณเต้เป็นลูกชายคนโตของ จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริษัทกันตนา กรุ๊ป เป็นหลานคนโตของคุณปู่ คุณย่า ประดิษฐ์ สมสุข กัลย์จาฤก ผู้ก่อตั้งกันตนาเมื่อปี พ.ศ. 2494

เป็นทายาทที่เกิดและเติบโตมาในช่วงยุคทองของกันตนา อยู่ท่ามกลางถ้วยรางวัลของความสำเร็จที่ ครอบครัวทำมาให้แล้วอย่างมากมาย

ภูเขาลูกที่ 1  เมื่อต้องการเป็นตัว “ฉัน” เอง

คุณเต้เล่าว่าตัวเองชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองเป็น LGBTQ มาตั้งแต่เด็ก ๆ  ทำให้ต้องเจอกับสังคมที่ไม่ยอมรับ ไปโรงเรียนก็โดนเพื่อนแกล้ง เพื่อนล้อเลียน กลายเป็นตัวประหลาดของผู้คน

“ชีวิตที่น่าจะมีความสุขกลับเจ็บปวดท่ามกลางเงินทองที่เรามี ทุกวันนี้ก็ยังเจ็บอยู่ ถึงแม้เราดีขึ้นมากแล้ว เรามีงานที่กำลังทำ ต้องรับผิดชอบคนมากมาย งานหลายชิ้นน่าภูมิใจ แต่เรายังเป็นคนเดิม ดังนั้น บางครั้งตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะรู้สึกเศร้าก็ต้องรีบปัดความคิดแย่ ๆ ทิ้งแล้วไปทำอย่างอื่นต่อเพื่อให้ลืมความรู้สึกตรงจุดนั้น”

โชคดีที่ได้ไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก โรงเรียนจะมีเจ้าหน้าที่ มีนักจิตวิทยาคอยดูแลให้คำแนะนำในการอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ และคอยแนะนำให้รักตัวเองให้ได้

เรียนระดับประถมที่เซนต์คาเบรียล หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ ไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว กลับมาอีกครั้งตอนลองสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตามใจคุณพ่อคุณแม่และย่า แต่หลังเรียนจบภาควิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกวิชาขับร้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก็บินกลับไปต่างประเทศอีกครั้งทันที

“อยากอยู่เมืองนอกไปเรื่อย ๆ หางานทำ ก็บอกที่บ้านไปว่าเรียนโน่นนี่อยู่ อีกอย่างเป็นคนที่ไม่อินกับธุรกิจด้านบันเทิง มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สนุก และไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาเป็นผู้สานต่อธุรกิจครอบครัว เพราะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง อยากเป็นอย่างที่ตัวเองเป็น และอยากอยู่คนเดียวมากกว่า”

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตคือการกลับมาบ้านอีกครั้งเพื่อร่วมงานศพของคุณลุงสิทธานต์ (เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง) ที่เป็นเสาหลักคนสำคัญของบ้าน ครั้งนี้คุณพ่อก็ถามว่าได้เวลากลับมาช่วยงานที่บ้านได้หรือยัง  ท่านไม่ได้บังคับจริงจัง แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะมาช่วยทำธุรกิจที่คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ และญาติ ๆ เคยทำไว้ แล้วพวกท่านก็ทำงานหนักกันมาตลอด เลยตอบไปว่าลองดูก็ได้

มองว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวนี้ เพราะได้เห็นความไม่แน่นอนหลายอย่างของวงการบันเทิง เห็นดาราบางคนเคยดังมาก แล้วก็ค่อย ๆ ดับลง เห็นบางคนเคยรวยมาก แต่ตอนนี้ลำบาก เห็นช่วงเรตติ้งทีวีเคยขึ้นถึง 30 ตอนนี้เหลือแค่ 4-5 สปอตโฆษณาละครหลังข่าวเคยได้กันนาทีละ 3-4 แสนบาทตอนนี้ไม่มีแล้ว

เป็นวัฏจักรของชีวิตที่ได้เจอด้วยตัวเอง มันคือโลกละครใบใหญ่จริง ๆ

กลับจากเมืองนอกอายุ 20 ปีกว่า ๆ คุณพ่อให้เข้ามาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อเรียนรู้งานด้านต่าง ๆ

ช่วงแรก ๆ ของการทำงานเป็นช่วงเข้าสู่ยุคแซทเทิลไลท์ทีวี ก็ได้เข้ามาดูช่องดาวเทียม ทำประชาสัมพันธ์ บริหารช่อง บริหารคอนเทนต์ ทำสารคดี เคยออกเทป บริหารค่ายเพลง บริหารศิลปิน ทำแอมิเมชัน ช่วยทำทุกอย่างที่คุณพ่อเป็นเจ้าของโปรเจกต์

รวมทั้งเป็นผู้นำการทำซีรีส์ โดยเริ่มผลิตซีรีส์ · ยัยเป็ดขี้เหร่ Ugly Betty Thailand ออนแอร์ ช่องไทยรัฐทีวี และ Gossip Girl Thailand ออนแอร์ช่อง 3 ตั้งแต่ปี 2558

“เต้ถือว่าทั้ง 2 เรื่องนี้คือจุดเปลี่ยนของวงการโทรทัศน์เมืองไทยที่มีเราเป็นคนขับเคลื่อนให้มันเกิด ถึงแม้ในบ้านเราจะมาเร็วไปหน่อยก็ตาม”

ภูเขาลูกที่ 2

Generation Gap อุปสรรคที่รุ่น 3 ของทุกองค์กรต้องเจอ

การปรับ Mindset กับทีมงานเป็นเรื่องที่ยาก ยากมาก ๆ เขาเน้น

“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เคยทำอย่างนี้มาตลอดชีวิต ทำให้ครอบครัวเรามีเงินเลี้ยงดูเราก็ด้วยวิธีการแบบนี้ แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และมันเปลี่ยนเร็วมาก ทำให้บางครั้งเราไม่ต้องการแบบนี้อีกต่อไป ช่วยให้เร็วกว่านี้หน่อย ช่วยเอาตรงนี้ออก ดนตรีแบบนี้ไม่ใช่ ภาพแบบนี้มันไม่ได้ ปีแรก ๆ ก็จะนั่งดูด้วยกันทีละจุดยันเช้า”

ภาพที่เรากับเขาเห็นมันไม่เหมือนกัน เราต้องการเห็นสีสันใหม่ ๆ ในขณะที่เขามองว่าแบบเดิมมันเคยสร้างเรตติ้งได้ แล้วจะเปลี่ยนทำไม ตรงนี้เป็นความท้าทายมาก

บางครั้งอาจจะเสียงดังกัน เข้าใจมั้ยว่าฉันพูดอะไรอยู่ นั่นคือความเหวี่ยงมั้ย โอเค อาจจะใช่ แต่มันคือ Passion ของเราที่อยากทำให้มันต่างออกไป คือเราต้องการให้คิดถึงคนดูให้มาก ๆ มีคนดูอีกมากที่เขามีความรู้ อย่าให้เขาเกิดคำถามหากมีอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล

เราก็เอา format ที่ซื้อจากต่างประเทศมาให้ดู ว่าเขาทำกันประมาณไหน ก็ค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น ค่อย ๆ เก็ต ก็พยายามเปลี่ยนวิธีคิดกันไป

“ขอโทษนะเรื่องของอีโก้นี่มีทุกยุค เมื่อมีอีโก้และปิดระบบสมอง ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวของโลกที่เปลี่ยนไป ก็เป็นจุดอ่อน 2 เรื่องที่สำคัญ บางท่านก็จะงง ๆ กับเต้ เขาเห็นเรามาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ วันหนึ่งเรามาทำงานกับเขา ก็อาจจะมึน ๆ ว่านี่คือเจ้านายหรือลูกหลานกันแน่ (หัวเราะ) แต่เต้ก็มีวิธีการของเต้ เราก็ใช้ลูกอ้อนใช้เสียง 2  เสียง 3 น่าปรับให้เต้หน่อยน่า นะ  คนไหนไม่ยอมช่วยจริง ๆ ก็หาวิธีการอื่น ๆ กันไป”

เป็นคนที่ดุหรือต่อว่าใครไปแล้วก็จบไม่คิดอะไร ไปนั่งดื่มต่อกันได้ แต่คนไทยบางทีคิดไม่เหมือนกัน เขาผูกใจเจ็บ แค้นฝั่งหุ่น พูดว่าเราลับหลัง การทำงานช่วงแรกเลยเหนื่อยมาก ๆ ผ่านไปเป็นปีเขาถึงจะเข้าใจว่าทำไมเราต้องปรับต้องเปลี่ยน

หลักคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกคนที่ทำงานด้วยกันมีจุดที่ดี ที่เก่ง แต่ทำอย่างไรที่เราจะสามารถดึงศักยภาพตรงนั้นของเขามาใช้งานให้ได้มากที่สุด แต่เขาต้องพยายามคิดด้วย คนที่ไม่ชอบทำงานด้วยมากที่สุดคือคนที่ต้องรอให้สั่ง รอให้บอก คิดเองทำเอง หรือต่อยอดอะไรไม่ได้ จะเหนื่อยกับคนแบบนี้มาก

เป็นผู้นำต้องรู้จริง นำคนอื่นให้ได้ และต้องให้ความสำคัญในการสื่อสาร ให้ทุกคนในองค์กรได้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่าง ๆ เหมือนที่เรารู้ ต้องทำงานเป็นทีม ไม่ได้เก่งอยู่คนเดียว

ในการทำงานทุกคนมักจะมีมาตรฐานของตัวเอง แต่มาตรฐานของ เต้ กันตนา ดูจะมากกว่าของคนอื่นเสมอ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เยอะ ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงาน ทุกคนก็มีการทำงานที่ทุกคนที่คิดว่าดีอยู่แล้ว แต่เขาเชื่อว่ามันสามารถทำได้อีก

กว่าจะจูนและเข้าใจกันได้ว่าเต้กำลังทำในสิ่งที่จะให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ ช่วงที่ทีวีคนดูน้อยลง ถ้าเรายังเก่า ยังเชยอย่างที่เสียงข้างนอกพูด แล้วเรายังไม่ปรับก็ไม่รอดหรือไปต่อได้ยาก”

เพราะความสามารถ หรือเพราะหลานคนโต ภูเขาอีกลูกที่ต้องข้าม

นอกจากคนในองค์กรแล้ว คุณเต้บอกว่า ในช่วงแรก ๆ ตัวเองก็ยังโดนคนดู สื่อ เจ้าของช่อง เอเยนซี จับตาดูอย่างใกล้ชิด

ตอนประกาศว่าจะทำรายการ The Face Thailand ก็จะมีเสียงประมาณว่า รายการเรียลลิตี้ กันตนาจะทำเป็นเหรอ เป็นแฟชั่นด้วย กันตนาออกจะย้อนยุค  เราก็ต้องอดทนแล้วทำให้เขาเห็นว่าทำได้

ตอนทำ “Drag Race Thailand” เพราะตัวเองเป็น LGBTQ มาโดยกำเนิด เจ็บปวดกับเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาได้ใจมันทุกข์ทนมากมาก่อน เราเลยรู้สึกว่าต้องสู้ เพื่อเรื่องนี้ให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไปไม่ให้เขาโดนดูถูกอีกต่อไป

งานหนึ่งที่สำคัญคือการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไปซื้อขายหนัง ซื้อขายฟอร์แมต ได้ไปเห็นรายการแปลกใหม่ในต่างประเทศ ก็ตั้งใจจะซื้อรายการพวกนั้นมาสร้างความแปลกใหม่ หนีความจำเจรูปแบบเก่า ๆ ในบ้านเรา

“แต่ไม่ใช่ว่าทางสถานีหรือเอเยนซีจะยอมรับง่าย ๆ นะคะยุคนั้น พูดได้เลยว่ากันตนาเป็นผู้นำในการซื้อรายการในต่างประเทศมาออกอากาศที่เมืองไทย ท่ามกลางคำถามมากมาย คนไทยจะชอบเหรอ ทำไมไม่คิดเอง ก็คิดเองมันซ้ำ แบบเดิม ๆ ไงคะ บางรายการเต้ต้องพิตช์งาน เสนอโปรเจกต์ประมาณ 2-3 ปี ถึงจะยอมรับให้ทำรายการพวกนี้”

รายการดังในยุคนั้นของกันตนา เช่น Big Brother เรียลลิตี้ 24 ชั่วโมง

“โดนปรามาสสารพัดค่ะ ยิ่งเรามีคาแรกเตอร์ชัดเจนในการเป็น LGBTQ ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้ถูกยอมรับเหมือนสมัยนี้ด้วย”

ภูเขาลูกสุดท้าย  Blue Project  The Next Chapter ของกันตนา

ในโลกแห่งความจริงที่ต้องยอมรับว่ายุคทองของทีวีไทยกำลังหมดไป วันนี้คนดูทีวีน้อยลง ผู้จัดละครน้อยไม่มีงานทำ หลายช่องทีวีกำลังวิกฤต

กันตนาเองจากที่เคยทำละคร ทำรายการป้อนช่องต่าง ๆ ตอนนี้คุณเต้บอกว่า ไม่มีเลย ในขณะเดียวยังมีทีมงานอีก 500 กว่าคนที่ยังต้องรับผิดชอบ หลังจากค่อย ๆ ปลดลูกจ้างประจำบางรายออกไปเป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Blue Project จึงเกิดขึ้น เป็นแนวทางต่อสู้ในวันที่คนยังต้องการคอนเทนต์ แต่อาจจะไม่ใช่ดูทางช่องทีวีอย่างเดียวอีกต่อไป ดังนั้น แนวทางการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของกันตนาจะปรับเปลี่ยนให้หลากหลายขึ้นตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ ช่องยูทูบ หรือซีรีส์เรื่องล่าสุด “สืบสันดาน” ก็กำลังจะออกอากาศทาง Netflix

ส่วนคอนเทนต์ที่เป็น IP ของกันตนาที่เป็นที่รู้จักมากมาย จะผลิตต่อยอดเป็นงานรูปแบบต่าง ๆ เช่นในรูปแบบละครสั้น ตอนละ 1-2 นาที ทางออนไลน์แพลตฟอร์ม และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจอีกหลากหลายเพื่อพัฒนาต่อยอดงานร่วมกันในรูปแบบที่ไม่จำกัด ทั้งซีรีส์ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และเกม

รวมถึงการสร้างสรรค์อีเวนต์ต่าง ๆ ทั้งออนแอร์และออนกราวด์ที่ทำมาหลายปี

ล่าสุดกันตนาได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทสร้าง Kantana Virtual Studio ที่นำนวัตกรรมการถ่ายทำใหม่ ๆ มาใช้ในการสร้างภาพโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงมาผสานกัน

ความทันสมัยในเรื่องเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ คืออีกหนึ่งจุดแข็งของกันตนา

“ยอมรับว่าครั้งนี้หนักมาก มีหลาย ๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างที่เราคิดไม่ถึง ซึ่งกระทบเราอย่างมาก แล้วข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ได้อีกหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าเราต้องพร้อมเปลี่ยน พร้อมปรับตัวตลอดเวลา จะไม่ทำก็ไม่ได้ ในเมื่อเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาตลอดชีวิต มีทั้งคน มีทั้งเครื่องไม้เครื่องมือที่ลงทุนไปแล้วมากมาย”

ภูเขาลูกที่ 3 นี้คุณเต้จะจับมือน้อง ๆ เจนที่ 3 -ของกันตนากว่า 10 ชีวิตก้าวไปด้วยกัน เช่น กัลป์ น้องชายคุณเต้ กรรมการผู้จัดการบริษัท โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด, รฤกฤกษ์ กัลย์จาฤก Creative Director, Kantana Movie Town ลูกชายของ “ต๊ะ-นิรัตติศัย”, นฤชล กัลย์จาฤก Producer (ลูกสาวสิทธานต์) ดิษย์ลดา ดิษยนันทน์ Director of Content Development Kantana Group PCL และ ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก Managing Director Kantana Movie Town ลูกสาว ลูกชายของ จิตรลดา กับ ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์, จิรัจ กัลย์จาฤก Director of Content and Marketing, Kantana Group PCL

รวมทั้งผู้บริหารมืออาชีพรุ่นใหม่ ๆ อีกหลายคน

ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งของกันตนาตลอดเวลากว่า 7 ทศวรรษ จะสามารถนำมาสร้างคอนเทนต์และโปรดักชันให้เข้ากับยุคสมัยและแพลตฟอร์มยุคใหม่ได้หรือไม่

เป็นความกดดันและความท้าทายที่คุณเต้มั่นใจว่าจะนำทัพฝ่าไปให้ได้ แม้รายได้อาจจะไม่ดีเหมือนในอดีต แต่กันตนาต้องรอดแน่นอน

เป็นละครภาคต่อของกันตนา ที่คนรุ่นหลานจะเป็นคนเขียนบทและกำกับเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป