พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ หรือเทนนิส เด็กสาวจากสุราษฎร์ธานี ผู้มีสรีระผอมบาง ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก และร้องไห้เก่งเป็นที่หนึ่ง เธอไม่ได้เป็นเด็กมหัศจรรย์ที่ born to be มาเพื่อเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เด็กที่พกพรสวรรค์ออร่าฉายมาตั้งแต่เกิดเหมือนคนดังอื่น ๆ และชีวิตในวัยเด็กแทบจะห่างไกลจากเทควันโดด้วยซ้ำ
แม้ชีวิตจะวนอยู่ในวงเทควันโดเพราะพี่ชายเป็นนักกีฬาเทควันโด ทำให้ได้ติดสอยห้อยตามผู้เป็นพี่ไปสนามซ้อม สนามแข่งอยู่เสมอ แต่เทควันโดไม่เคยอยู่ในสายตาของพาณิภัคเลย เธอปฏิเสธที่จะลงเล่นเพราะกลัวแรงเตะต่อยของคู่แข่ง อีกทั้งเมื่อเห็นพี่ชายได้เจ็บตัวกลับบ้านทุกครั้งหลังแข่ง ก็ยิ่งทำให้เธอปฏิเสธกีฬาชนิดนี้
แต่ด้วยความที่โตมาในบ้านนักกีฬา คุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักว่ายน้ำทั้งคู่ ทำให้เธอถูกปลูกฝังเกี่ยวกับการเล่นกีฬามาตั้งแต่เยาว์วัย พาณิภัคมีพี่สาวและพี่ชาย (ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตนักกีฬาว่ายน้ำ) หลังเลิกเรียนเธอและพี่น้องต้องไปซ้อมกีฬาเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเป็นกฏของบ้าน ที่ฝึกให้ลูกมีวินัยในการออกกำลังกายตั้งแต่ยังเยาว์วัย ประกอบกับพาณิภัคเป็นโรคภูมิแพ้ บอบบางอ่อนแอ คุณพ่อจึงพยายามใช้กีฬาเพื่อรักษาสุขภาพของลูกสาว ให้เริ่มเล่นกีฬาแทบจะทุกชนิดตั้งแต่เด็ก ทั้งว่ายน้ำ กรีฑา วอลเลย์บอล ปั่นจักรยาน ตีเทนนิส ในทางหนึ่งก็เหมือนเป็นการเตรียมร่างกายเพื่อสามารถต่อยอดไปเป็นนักกีฬาอาชีพได้ง่าย
แต่เมื่อพี่ชายต้องเดินทางไปแข่งขันที่ภูเก็ต พาณิภัคอยากไปเที่ยวภูเก็ตมาก คุณพ่อของเธอจึงใช้กุศโลบายให้เธอลองแข่งจึงจะอนุญาตให้ไปภูเก็ต พาณิภัคจึงจำใจต้องยอมลงแข่ง และครั้งแรกของเธอกับกีฬาเทควันโดก็แพ้ไม่เป็นท่า
แต่แทนที่พาณิภัคจะถอดใจเพราะเจอกับความพ่ายแพ้ยับเยิน เธอกลับจดจำวันนั้น และบอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาเอาชนะให้ได้ ด้วยมีนิสัยไม่ชอบการแพ้เป็นที่สุด
แต่ก็ใช่ว่าเมื่อเริ่มต้นเดินในเส้นทางนี้แล้วเธอจะเดินหน้าเก็บชัยชนะเลย เพราะจากวันแรกที่แพ้ วันต่อ ๆ มาก็แพ้อีกนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะที่ยังเดินสายแข่งระดับเยาวชน แม้จะลงแข่งหลายรายการแต่เธอชนะแบบนับครั้งได้ แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไม่หยุด เหตุผลหนึ่งคือมีผู้เป็นพ่อคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง ขับรถขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อพาลูกสาวไปแข่งขันเองตลอด เคยมีครั้งหนึ่งที่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางไปแข่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อหนีออกจากตัวรถได้ แทนที่จะตื่นตระหนกหวาดกลัวกับภัยตรงหน้า แต่ผู้เป็นพ่อกลับพาเธอไปขึ้นรถทัวร์แล้วเดินทางมาแข่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความทุ่มเทดังกล่าว เกินกว่าที่คนจะสามารถจินตนาการได้ เธอมุ่งมั่นและทำทุกอย่างเต็มที่มาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จักว่า “พาณิภัค” คือใคร

จนเมื่อปี 2554 ขณะพาณิภัคมีอายุเพียง 13 ปี รสชาติของชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่เธอรอคอยก็มาถึง พาณิภัคเข้าร่วมการแข่งขัน “กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 27” การแข่งขันเทควันโด รุ่นไม่เกิน 42 กก. ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ และหน่วยก้านก็ยังไปเข้าตาของ “โค้ชเช ชัชชัย ชเว” เรียกตัวไปฝึกซ้อมและคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย
แต่วันแรกที่ไปเก็บตัวทีมชาติ เธอต้องเจอกับบททดสอบสุดหิน เมื่อต้องเจอเป็นคู่ซ้อมให้กับรุ่นพี่ จนเจ็บไปทั้งตัว ปากแตก เลือดซิบ ด้วยวัยที่ยังเด็ก เธอถอดใจในทันทีและคิดว่านี่อาจจะไม่ใช่ที่ของเธอ พาณิภัคร้องไห้โทรหาพ่อขอกลับบ้าน แต่คุณพ่อบอกว่าอยากให้เธอลองทำเต็มที่ดูก่อน อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ เธอจึงกัดฟันสู้ และอดทนอยู่ต่อ แม้จะไม่มีเลยสักวันที่เธอจะไม่ร้องไห้

วันเวลาผ่านไป ความยากลำบากและคราบน้ำตาหล่อหลอมเด็กสาวผู้บอบบางในวันนั้น กลายเป็นนักกีฬาสุดแกร่ง ที่ใครก็ยากจะงัดข้อได้
ปี 2554 พาณิภัคได้เข้าแข่งขันเทควันโดครั้งแรกในฐานะเยาวชนทีมชาติไทย ในรายการ “โคเรีย โอเพ่น 2011” ที่เกาหลีใต้ และได้คว้าเหรียญทองเทควันโดรุ่นไม่เกิน 42 กก. หญิง (ปี 2012-2013 ก็กลับมาชนะในรายการนี้อีกรอบ)
ก่อนจะได้รับการคัดเลือกไปเก็บตัวที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อลงแข่งชุดโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ ภายใต้การฝึกซ้อมของโค้ชเช ซึ่งพาณิภัคได้เป็นคู่ซ้อมให้กับชนาธิป ซ้อนขำ ซึ่งกลายมาเป็นฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2012
จากนั้นก็กวาดรางวัลรายการใหญ่ไปเกือบจะครบทุกการแข่งขันที่มีของระดับโลก ประกอบด้วย “US Open Taekwondo Championships 2013” ที่สหรัฐอเมริกา, “Asian Junior Taekwondo Championships 2013” ที่อินโดนีเซีย, 2014 Nanjing YOG Qualification Tournament เป็นการคว้าเหรียญทองทั้งหมด และรายการอื่น ๆ อีกมากมาย
หลังจากสร้างผลงานในระดับเยาวชน เธอก็ก้าวขึ้นสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น อาทิ เทควันโดชิงแชมป์เอเชีย “Asian Taekwondo Championships 2014” เป็นนักกีฬาเพียงคนเดียวที่สามารถคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ ต่อด้วยเทควันโดชิงแชมป์โลก รายการ “WTF World Taekwondo Championships 2015” คว้าเหรียญทอง เป็นแชมป์เทควันโดโลกคนที่ 4 ของไทยต่อจากรุ่นพี่

หากตั้งใจจริง ไม่มีอะไรที่เธอคนนี้ทำไม่ได้
พาณิภัคมีความโดดเด่นที่การมุมานะ อุตสาหะเป็นเลิศ โดยโค้ชเชมักจะพูดเสมอว่าเธอเป็นคนมีระเบียบวินัยสูง อดทน และอ่อนน้อม ไม่ว่าจะแข่งรายการใดเธอจะใส่เต็มร้อยเสมอ ไม่มีเผื่อ ทุ่มเท และตั้งใจในฐานะทีมชาติไทยมาโดยตลอด
อย่างเช่นในช่วงโอลิมปิกญี่ปุ่นที่การแข่งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพราะเผชิญปัญหาโควิด แต่พาณิภัคยังคงฝึกซ้อมไม่หยุด ไม่มีวันที่เธอยอมอ่อนข้อให้ตัวเอง หรือหละหลวมต่อการเตรียมตัวเลยแม้แต่วันเดียว ซึ่งการที่พาณิภัคขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ ประกอบขึ้นจาก 3 คำ คือ วินัย ทุ่มเท กระหายชัยชนะ นี่คือผลรวมที่กลายเป็นส่วนผสมอันลงตัว
รายการใหญ่อย่างโอลิมปิก
พาณิภัคได้รับการคัดเลือกจากสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ร่วมการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์ 2016” ที่กรุงริโอเดอจาเนโร คว้าเหรียญทองแดงกลับมา เป็นนักกีฬาเทควันโดหญิงคนที่ 4 ของไทยที่คว้าเหรียญรางวัลจากโอลิมปิก
ปี 2020 เธอก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกจากโตเกียว และล่าสุดกับเหรียญทองโอลิมปิกฤดูร้อน 2024 ที่ฝรั่งเศส เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่สามารถคว้าเหรียญทองเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน และเป็นคนแรกของวงการเทควันโดที่ได้เหรียญทอง และยังเป็นมือวางเทควันโดอันดับหนึ่งของโลก สถิติไม่เคยแพ้ใครมา 13 ปี
ร่างกายที่พังแล้วพังเลย
ก่อนจะเดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิก 2024 ที่ฝรั่งเศส พาณิภัคได้ออกมาเปิดใจว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว เนื่องจากปัญหาการใช้ร่างกายหนัก
พาณิภัคเปิดเผยว่า เธอมีไม้ตายเป็นท่า Cobra kick ที่เป็นการเตะไปข้างหน้า แล้วตวัดขากลับขึ้นมาฟาดศีรษะด้านหลังหรือท้ายทอย ซึ่งท่านี้เมื่อปี 2017 เธอประสบเหตุตอนฝึกซ้อมขณะเก็บตัวที่เกาหลีใต้ เอ็นไขว้หลังของหัวเข่าฉีกขาด ประกอบกับข้อสะโพกหลวม (มาตั้งแต่เด็กด้วย) จึงเตะท่าที่ทำองศาได้มากกว่าคนอื่น
หมอเกมส์ ศัลยแพทย์ นายแพทย์อดุลย์ชัย ธรรมาแสงเสริฐ ได้ออกมาอธิบายว่า การที่ข้อสะโพกหลวมนั้นทำให้คนหมุนขาได้มากกว่าปกติ เคลื่อนไหวในมุมยากๆที่คนปกติทำไม่ได้ ส่วนเอ็นไขว้หลัง (Posoteria Cruciate Ligament Tear : PCL tear) เพราะเส้นเอ็นไขว้ในข้อเข่าจะพบภายในข้อเข่าซึ่งจะวางตัวไขว้กันเป็นรูปตัว x เส้นเอ็นเหล่านี้จะควบคุมการเคลื่อนที่ไปหน้า-หลังของเข่า เมื่อเอ็นหัวเข่าขาดจะทำให้หมุนปลายเท้าออกด้านข้างได้มากกว่าคนทั่วไป
ด้วยระยะเวลาที่เธอเล่นเทควันโดมาตั้งแต่ 9 ขวบ และต้องซ้อมทุกวันไม่หยุด จนมาถึงวัย 27 ปี นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก พาณิภัคต้องเตะมาไม่รู้กี่แสนครั้ง เป็นธรรมดาที่เมื่อร่างกายถูกใช้งานในท่าซ้ำ ๆ จะต้องส่งผลเสียในระยะยาว เธอจึงขอยุติบทบาทในฐานะนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยไว้เพียงเท่านี้
ซึ่งก่อนจะเดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิก 2024 ที่ฝรั่งเศส พาณิภัคออกมาเปิดใจว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว เนื่องจากปัญหาการใช้ร่างกายหนักส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว รวมแล้วเธอใช้เวลาทุ่มเทให้กับเทควันโดรวม 20 ปีเต็ม

การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ได้ 2 สมัย ได้ร่างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเส้นทางกีฬาไทย ที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งประเทศเราเคยมีนักกีฬาที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่วงการเทควันโดเคยมีมา
ปิดฉากหนังสือเล่มหนาในบทที่ชื่อว่านักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ได้อย่างน่าภาคภูมิใจที่สุด
มาถึงวันนี้ พาณิภัคกล่าวว่าชีวิตเธอ “แพ้จนชิน และชนะจนชิน”
ไม่ว่าหนังสือบทต่อไปของฮีโร่โอลิมปิกคนนี้จะขีดเขียนไปบนเส้นทางใด เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศจะคอยให้กำลังใจ ชื่นชม และจดจำเธอในฐานะ “เทนนิส พาณิภัค วงศพัฒนกิจ” นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยที่ดีที่สุดของยุค

–
