ภาพรวมตลาดความงามไทยอาจโตเกือบ 10% แต่ถ้าเจาะลงไปดูเฉพาะกลุ่ม “เวชสำอาง” (Derma Market) กลับพบตัวเลขการเติบโตที่ทะลุ 20% อย่างต่อเนื่อง

คำถามคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เวชสำอางกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ใหญ่ต้องกระโดดลงมาเล่น

🔴 ถอดรหัสช่องว่างเชิงโครงสร้างสาธารณสุข

แพทริก จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา เปิดเผยว่า การเติบโตของตลาดเวชสำอางในไทยไม่ได้มาจากแค่เทรนด์ความงามที่เปลี่ยนไป แต่มีมิติเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่

ซึ่ง ลอรีอัล ในฐานะผู้นำตลาดความงามระดับโลก มองเห็น Insight สำคัญ นั่นคือ “สัดส่วนจำนวนแพทย์ผิวหนังต่อประชากรในประเทศไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ”

เมื่อนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับภูมิภาคอย่างยุโรป หรือประเทศอย่างบราซิล จะพบว่าไทยยังมีความขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง (Scarcity of Dermatologists)

ในขณะที่ผู้บริโภคมีความต้องการดูแลรักษาสุขภาพผิวที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวแพ้ง่าย ปัญหาฝ้า กระ หรือสิวอักเสบ

เมื่อการเข้าถึงแพทย์ผิวหนังอาจไม่ได้ครอบคลุมหรือทำได้บ่อยครั้งสำหรับทุกคน ผู้บริโภคชาวไทยจึงหันมาพึ่งพา “ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง”

หรือเครื่องสำอางที่มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ามาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อใช้ดูแลและแก้ปัญหาผิวเชิงลึกด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน

ช่องว่างเชิงโครงสร้างนี้จึงกลายเป็นแรงส่งชั้นดีที่ทำให้สินค้ากลุ่ม Derma เติบโตอย่างก้าวกระโดด

🔴 ขุมทรัพย์ Blue Ocean กับส่วนแบ่งที่ยังโตได้อีก

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้นำมาสู่ข้อมูลที่น่าสนใจอีกจุด เพราะเมื่อประเมินสัดส่วนขนาดตลาด (Market Share) ในปัจจุบัน

กลับพบว่ากลุ่มเวชสำอางเพิ่งกินพื้นที่ไปเพียง 8% ของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) ทั้งหมดในประเทศ

ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ทั่วโลก สัดส่วนตลาดเวชสำอางสามารถขยับขึ้นไปได้ถึงระดับ 12-13%

ตัวเลขส่วนต่าง 4-5% นี้ สะท้อนให้เห็นว่าน่านน้ำเวชสำอางในไทยยังเป็น Blue Ocean ที่มีพื้นที่ให้ขยายตัว (Room to grow) ได้อีกมหาศาล

🔴 ใช้ “นวัตกรรม” สร้างคูเมืองธุรกิจ เจาะ Pain Point 35%

เพื่อช่วงชิงพื้นที่ในตลาดศักยภาพสูงนี้ ลอรีอัล กรุ๊ป เลือกที่จะไม่หว่านแห แต่เจาะตรงไปที่ปัญหาหลัก (Pain Point) ของผู้บริโภคชาวไทย

นั่นคือปัญหา “เม็ดสีผิวและจุดด่างดำ” ซึ่งถือเป็นความกังวลหลักที่ครองสัดส่วนถึง 35% ของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในประเทศ และเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

เกมรุกสำคัญของบริษัทคือการนำเสนอนวัตกรรมโมเลกุลเอกสิทธิ์ที่ชื่อว่า Melasyl™ (เมลาซิล) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนายาวนานเกือบ 20 ปี ผ่านการทดสอบโมเลกุลมามากกว่า 100,000 ชนิด จนได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2025

ความน่าสนใจในมิติทางธุรกิจและวิทยาศาสตร์คือ กลไกการทำงานที่เข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer)

โดย ดร. ทารัน โชปรา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ของลอรีอัล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (SAPMENA) อธิบายว่าแทนที่จะใช้วิธีลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดขึ้นแล้วแบบดั้งเดิม นวัตกรรมนี้ทำหน้าที่เป็น “Melanin Precursor Interceptor”

หรือการดักจับสารตั้งต้นของเม็ดสีผิวก่อนที่จะก่อตัวขึ้น โดยไม่ไปรบกวนกระบวนการผลิตเม็ดสีตามธรรมชาติของร่างกาย

ปัจจุบัน ลอรีอัล ประเทศไทย ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวขยายลงสู่ 7 ผลิตภัณฑ์ เพื่อบุกตลาดอย่างครอบคลุมผ่าน 2 แบรนด์หลักที่มีการวางตำแหน่ง (Positioning) แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่

1. La Roche-Posay : ใช้เป็นหัวหอกเจาะตลาดเวชสำอาง (Derma) โดยมีผลการทดสอบทางคลินิกที่เทียบประสิทธิภาพกับสารมาตรฐานทางการแพทย์ (เช่น ไฮโดรควิโนน 4%) และในเดือนพฤษภาคม 2026 บริษัทเตรียมขยายพอร์ตโฟลิโอ นำนวัตกรรมนี้ลงสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Body Treatment) เป็นครั้งแรก เพื่อขยายขอบเขตการดูแลปัญหาผิวให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

2. L’Oréal Paris : เจาะตลาดกลุ่มแมสทีจ (Masstige) ด้วยแนวคิด “Professional Power Couple” ผสานเทคโนโลยีใหม่เข้ากับสารสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่สามารถเข้าถึงวิทยาการความงามขั้นสูงได้ในระดับราคาที่จับต้องได้

การนำร่องใน 2 แบรนด์หลักนี้ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเมื่อเทียบกับพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่มีแบรนด์ทำตลาดในไทยรวมกว่า 17 แบรนด์

โดยบริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่เพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2026 อย่างต่อเนื่อง

การอ่านเกมของ ลอรีอัล ชี้ให้เห็นว่า การมองเห็น “ช่องว่าง” เล็กๆ ในระดับโครงสร้างสาธารณสุข และการนำวิทยาศาสตร์เชิงลึกมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ Pain Point อย่างตรงจุด

สามารถนำมาต่อยอดเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างคูเมืองป้องกันคู่แข่ง (Economic Moat) และผลักดันการเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างน่าสนใจ