อย่างที่รู้ว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำมันรวมถึงพลังงานอื่นๆ ยังปล่อยก๊าซพิษคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ อีกทั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมามีข่าวเรื่อง “น้ำมัน” เหลือน้อยเต็มที่บนโลกใบนี้ ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจึงถือเป็น รถแห่งอนาคต

เพียงแต่…สิ่งที่ BMW ทำ คือการคิดให้ไกลกว่าแค่การผลิตรถยนต์ ที่ ไม่ใช่เพียงแค่เอารถแบบเก่ามาใส่เครื่องยนต์ใหม่แล้วทำให้ใช้ระบบไฟฟ้าได้ แต่เป็นการคิดปฎิวัติใหม่หมด ทำให้ BMW เริ่มโปรเจค i ซีรีส์นี้ขึ้นมานอกจากเป้าหมายหลักคือการลดมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมแล้วนั้น ยังต้องสร้างยนต์กรรมที่ยังไม่เคยมีค่ายรถไหนเคยทำมาก่อน

BMW i ซีรีส์

รถที่ประกอบด้วยวัสดุระดับ Rare Item

นั้นคือการใช้วัสดุ Carbon Fiber ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าถึง 50 % และมีน้ำหนักเบากว่าอลูมิเนียมทั่วไปถึง 30% และแข็งแรงมากกว่าอลูมิเนียมที่ใช้กับรถทั่วไปถึง 5 เท่า โดยวัสดุชิ้นนี้ถูกใช้ในรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 และเครื่องบินรบ ส่วนในรถทั่วไปนั้นยังไม่เคยมีค่ายรถไหนเคยใช้มาก่อน แต่ BMW สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังสามารถทำให้ราคาวัสดุชิ้นนี้ลดลงมาในระดับที่สามารถใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมได้ แน่นอน BMW i ซีรีส์ทั้ง i3 และ i8 ที่จำหน่ายในบ้านเราก็ใช้วัสดุ Carbon Fiber

 

ในส่วนของ BMW i นั้นถูกออกแบบด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรม LifeDrive โดยแบ่งแนวคิดเป็นสองส่วน ได้แก่ Life Module คือส่วนของคนขับและผู้โดยสาร ใช้วัสดุ Carbon Fiber เพื่อให้ตัวรถเบาลงสามารถเก็บแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้มากขึ้น และยังช่วยทำให้ศูนย์โน้มถ่วงของตัวรถอยู่ต่ำลงทำให้การขับรถคล่องตัวมากขึ้นถัดมาคือห้องเครื่องหรือ Drive Module สำหรับเก็บแบตเตอรี่ได้อย่างสมบรูณ์แบบ

BMW ตระกูล i ซีรีส์ จึงเป็นรถที่แหวกแนว เพราะไม่ใช่แค่โดดเด่นดีไซน์และเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน นั้นเพราะการผลิต BMW i ซีรีส์นั้นใช้พลังงานเพียง 50% และใช้น้ำน้อยกว่าการผลิตปกติถึง 70% ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้สำหรับผลิต BMW i นั้นได้มาจากพลังงานลมซึ่งเป็นพลังงานธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ เรียกว่า BMW i ซีรีส์ ทั้ง BMW i3 และ BMW i8 นั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

BMW ActiveE (02/2011)

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจคือระบบ Intelligent energy management หรือ การตัดสลับวงจรปรับเปลี่ยนจากการใช้พลังงานไฟฟ้า มาสู่น้ำมัน ของรถตระกูล BMW i นั้นเอง เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องหากมีกระแสไฟพอเพียง และเมื่อความเร็วของตัวรถสูงอยู่ในระดับหนึ่งก็จะสลับปรับเปลี่ยนไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างลื่นไหล ยกตัวอย่างเช่น BMW i8 ที่สามารถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเกินกว่านั้นก็จะปรับไปสู่เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบที่จะเข้ามารับช่วงการขับเคลื่อนต่อทันที

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าโหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของ BMW ทั้ง i3 และ i8 นั้นเจ๋งแค่ไหน ? ก็ต้องบอกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าของ BMW i ซีรีส์ มีประสิทธิภาพมากกว่ามอเตอร์รุ่นเก่ารวมถึงคู่แข่งหลายๆ ราย เพราะสามารถแปลงไฟฟ้าไปเป็นพลังขับเคลื่อนได้ถึง 96% มีส่วนที่เสียไปเพียง 4% เท่านั้น เทียบกับเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลหรือดีเซลเดิมที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานน้ำมันเป็นพลังขับเคลื่อนเพียง 40% เท่านั้น ที่เหลือสูญเสียเป็นความร้อนทั้งหมด

แต่หากย้อนกลับไปในอดีตนานถึง 40 ปี จะพบว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ BMW คิดที่จะสร้างรถพลังงานไฟฟ้า เพราะในปี 1972 มีรถชื่อ Orange 1602 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW โดยในสมัยนั้นยังใช้แบตเตอรี่ธรรมดา 12 วัตต์ถึง 12 ก้อนแต่ถูกดัดแปลงให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว แต่ด้วยความที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้าพอ ทำให้ Orange 1602 นั้นวิ่งไปได้ไกลสุดเพียง 60 กิโลเมตรเท่านั้น

จริง ๆ แล้วรถพลังไฟฟ้ามีมา น้าน…นาน

ตามมาด้วย MINI E1 ซึ่งเป็นโปรเจคช่วงแรก เริ่มทดสอบ เดือน มิถุนายน ปี 2009 หลังจากนั้นจึงมีการทดสอบในเดือนมกราคมของปี 2012 กับ BMW Active E ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งคัน และมีการพัฒนาต่อสุดท้ายจึงมาเป็น BMW i3 และ BMW i8 ที่เป็นรถไฟฟ้าพร้อมวิ่งบนถนน

ที่น่าสนใจคือในอดีตไม่ใช่มีแค่ BMW ค่ายเดียวแต่ยังมีแบรนด์อื่น ๆ ที่พัฒนารถพลังงานไฟฟ้าเช่นกัน

LaFerrari: ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 6.3 ลิตร ขับเคลื่อนด้วย 2 ล้อหลัง ใช้เกียร์กึ่งอัตโนมัติ 7 จังหวะ ในระบบคลัทช์คู่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 350 กม. /ชม โดยที่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลาเพียง 3 วินาที

McLaren P1: ใช้เครื่องยนต์ McLaren M838TQ twin-turbo 3.8 ลิตร V8 ซึ่งสามารถให้กำลังได้ถึง 727 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ไฟฟ้า สามารถทำกำลังได้ที่ 176 แรงม้า สำหรับในเรื่องของอัตราเร่ง 0-100 กม. /ชม.สามารถทำได้ที่ 2.8 วินาที

Porsche 918: ใช้เครื่องยนตร์ขนาด 4.6 ลิตร V8 สามารถกำลังได้ถึง 608 แรงม้า พร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ให้พลังงานเพิ่มอีก 279 แรงม้า รวมเป็น 887 แรงม้า รถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 340 กม. /ชม.

BMW i8: ใช้เครื่องยนต์ eDrive (iPerformance) ให้ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ขับเคลื่อนได้เป็นระยะทางถึง 37 กม. โดยปราศจากการปล่อยไอเสีย และหากปรับเป็นโหมดสปอร์ตสามารถเร่งความเร็วจาก 80-120 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม.

มาถึงตรงนี้! จะเห็นได้ว่ารถตระกูล BMW i ที่เป็น plug in hybrid ไม่ใช่แค่การพัฒนาก้าวกระโดดแต่นี้คือการปฎิวัติยนต์กรรมของโลกอย่างแท้จริง และเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่จำกัดอยู่แค่ BMW i3 และ i8 เท่านั้นแต่รถรุ่นอื่นๆ อย่าง BMW X5 xDrive40e, BMW 330e, BMW 740Le ก็ยังใช้เทคโนโลยีเดียวกัน

หากใครอยากสัมผัสถึงยนต์กรรมใหม่ที่ “แตกต่าง อย่างเหนือชั้น” คงต้องไปทดลองขับที่โชว์รูม BMW ทั่วประเทศ แล้วจะรู้ว่า นี้คือการคิดให้ไกลเกินกว่าการเป็นแค่ “รถยนต์”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer