จากความตื่นตัวในการป้องกันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ รวมถึงการควบคุมอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ธุรกิจ ‘ถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น’ มีการขยายตัวจากความต้องการใช้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อผู้ประกอบการธุรกิจถุงยางอนามัยในประเทศไทย โดยในปี 2547-2556 มีสถิติที่น่าสนใจจากบทความถุงยางอนามัยและนวัตกรรมกระทรวงอุตสาหกรรมที่อ้างอิงจาก Global Trade Atlas ว่า ประเทศไทยครองตำแหน่งเป็นแชมป์ผู้ส่งออกถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยสถิติในปี 2556 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกถุงยางอนามัย 139.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.1% โดยคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 23.8%

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงแบรนด์ธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นที่มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นที่ยอมรับของหลายคน ต้องมีชื่อของ ‘Onetouch™’ และ ‘PLAYBOY®’ ติดโผมาด้วยอย่างแน่นอน เนื่องจากอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานและมีวางจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าและเจ้าของแบรนด์ดังกล่าวคือ บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR บริษัทสัญชาติไทยที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นคุณภาพสูง ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งมากที่สุดในประเทศและเป็นรายใหญ่ของโลก

บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสทรี้ ถือว่ามีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 เพื่อรับจ้างผลิต (OEM) ถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติตามความต้องการของลูกค้า โดยมีโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตติดตั้งเริ่มต้น 60 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 23 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์คือ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่มีคุณภาพสูงและมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระบวนการผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความคาดหวังของกลุ่มลูกค้า ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และได้ขยายกำลังการผลิตติดตั้งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงงาน 2 แห่ง ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,959 ล้านชิ้นต่อปี และมีกำลังการผลิตติดตั้งเจลหล่อลื่น 500 ตันต่อปี

ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเติบโตของธุรกิจ TNR คือ นโยบายของภาครัฐที่จะลดปัญหาการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัยแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดการเกิดปัญหาเหล่านี้ได้


จากการวางยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจไปในประเทศต่าง ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ รายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยของ TNR กว่า 91.2% ของรายได้จากการจำหน่ายถุงยางอนามัยมาจากตลาดต่างประเทศ โดยมีทวีปเอเชียเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นก็มาจากต่างประเทศถึง 97.5% ของรายได้จากการจำหน่ายเจลหล่อลื่นเช่นเดียวกัน


จากความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจที่สะท้อนผ่านตัวเลขรายได้และการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงยังได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายภาครัฐคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยล่าสุดธุรกิจของ TNR กำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยบริษัทฯ ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นรายแรกในประเทศไทยที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tnrcondom.com/ipo

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer