ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษปัจจุบัน โอกาสที่นักเรียนจะได้สื่อสารกั บครูผู้สอนเกี่ยวกับการจั ดการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้ นมีค่อนข้างจำกัด หากนักเรียนมีโอกาสที่ จะแสดงความคิดเห็น สื่อสารกับครูได้โดยตรง ถึงสิ่งที่นักเรียนสนใจ ความต้องการของนักเรียน รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการจั ดการเรียนการสอนของครูซึ่งอาจมี ส่วนทำให้นักเรียนไม่สามารถเรี ยนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ เสียงสะท้อนและความคิดเห็นของนั กเรียนนั้นจะเป็นส่วนสำคัญที่ สามารถช่วยให้ครูได้กลับมาคิ ดไตร่ตรองถึงวิธีการสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการพั ฒนาการสอนของครูในชั้นเรียนได้ อย่างมากและช่วยแก้ปัญหาในชั้ นเรียนได้ตรงจุด โดยการให้นักเรียนมามีส่วนร่ วมในการพัฒนาการสอนของครูนั้น ถือเป็นส่วนสำคั ญของกระบวนการการทำวิจัยในชั้ นเรียน
ในปี 2565 บริติช เคานซิล ประเทศไทย ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาทั กษะการทำวิจัยในชั้นเรียน หรือ โครงการ Exploratory Action Research (EAR) ด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลั ยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สำนักงานฝ่ายโปรแกรมการเรี ยนการสอนภาษาอังกฤษประจำภูมิภาค (Regional English Language Office: RELO) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริ กาประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้ นพื้นฐาน (สพฐ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึ กษา (กสศ.) และสมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่ งประเทศไทย (Thailand TESOL) โดยโครงการนี้จะเน้นให้ความรู้ ทักษะการทำวิจัยในชั้นเรียน และให้ครูลงมือทำวิจัยในชั้นเรี ยนจริงเป็นระยะเวลา 5 – 6 เดือน ควบคู่ไปกับการได้รับความช่ วยเหลือแบบตัวต่อตัวจากครูพี่ เลี้ยง (Mentor) ผู้มีประสบการณ์ด้าน EAR จากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะทำให้ครูที่เข้าร่ วมสามารถพัฒนาด้านการสื่ อสารงานวิจัยในชั้นเรี ยนของตนในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยในชั้ นเรียนทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ

มร.แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “ทักษะภาษาอังกฤษถือเป็นตั วแปรที่สำคัญสำหรับการเชื่ อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่หน้าที่การงานที่ดี ขึ้น การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิ ต เรามีความภูมิใจที่ได้ร่วมงานกั บคุณครู กระทรวงฯ และหน่วยงานที่สนับสนุนการศึ กษาในประเทศไทยเพื่อพัฒนาการเรี ยน การสอน และการวัดระดับทักษะภาษาอั งกฤษอย่างทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ เยาวชนไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย และความฝันของพวกเขา”
โครงการวิจัยในชั้นเรียนจะทำให้ ครูได้พิจารณาถึงวิธี การสอนของตนเอง และคิดค้นวิธีที่จะสามารถพั ฒนาการสอนภาษาอังกฤษเพื่อช่ วยเหลือให้นักเรียนสามารถบรรลุ เป้าหมายการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้ น ซึ่งกระบวนดังกล่าวจะไม่ใช่ การทำวิจัยเชิงวิชาการ แต่จะเป็นการลงมือปฏิบัติจริ งโดยการลงมือทำวิจัยกับนักเรี ยนในชั้นเรียนของตนเอง ส่งเสริมให้ครูได้ฝึ กกระบวนการสะท้อนความคิด (Reflective Thinking) รวมถึงการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และยังช่วยให้ครูมีทัศนคติที่ดี ในการตั้งคำถามถึงการสอนของตั วเองว่า วิธีการใดที่ใช้ได้ผลหรือไม่ได้ ผลในห้องเรียนและเพราะสาเหตุที่ ทำให้วิธีการนั้นได้ผลหรือไม่ ได้ผลคืออะไร ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการหาคำตอบผ่ านการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปข้อค้นพบ (Findings) จัดทำแผนการสอนเพื่อแก้ไขปั ญหาจากข้อค้นพบ นำแผนการสอนไปใช้สอนในห้องเรียน และนำผลมาเป็นแนวทางในการปรั บปรุงการสอนในจุดที่ยังเป็นปั ญหาต่อไป ในขณะเดียวกันการรับฟังความเห็ นจากนักเรียนยังทำให้ครูได้พั ฒนาความสัมพันธ์กับที่ดีนักเรี ยน ทำให้ครูเข้าใจความต้ องการและความสนใจของนักเรียนได้ ดียิ่งขึ้น นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรี ยนมากขึ้น บรรยากาศห้องเรียนภาษาอังกฤษดี ขึ้น การวางแผนการศึกษาอย่างเป็ นระบบในลักษณะนี้จะทำให้ครูมีพั ฒนาการในการสอนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนั กเรียน
นอกจากเป้าหมายในการพัฒนาทั กษะวิจัยในชั้นเรียนให้กับครู สอนภาษาอังกฤษแล้ว โครงการ EAR ยังมีเป้าหมายในการสร้างครูพี่ เลี้ยงด้านวิจัยในชั้นเรียน โดยการคัดเลือกผู้เข้าร่ วมโครงการให้เข้ารับการพัฒนาเป็ นพี่เลี้ยงให้กับครูคนอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนการพั ฒนาการศึกษาที่ยั่งยื นของประเทศไทย และสอดคล้องกับเป้ าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา โครงการวิจัยในชั้นเรียน (EAR) ในประเทศไทย ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่ อเนื่องด้วยจำนวนผู้สมัครที่เพิ่ มมากขึ้นในแต่ละปีจากทั่วประเทศ โดยในปัจจุบัน มีจำนวนครูผู้เข้าร่วมโครงการทั้ งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึ กษามากกว่า 100 คน ประกอบด้วยครูสอนภาษาอังกฤษ 80 คน และครูพี่เลี้ยง 25 คน
จิตติมา ดวงมณี คุณครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในผู้ เข้าร่วมโครงการวิจัยในชั้นเรี ยน (EAR) ผู้ที่ทำวิจัยในหัวข้อ “การช่วยเหลือนักเรียนแก้ไขปั ญหาการอ่านและทำความเข้ าใจภาษาอังกฤษ” กล่าวว่า “ในการทำวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์ที่จะแก้ปั ญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่ านการอ่าน ในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมั ธยมศึกษาตอนปลาย โดยเริ่มจากการสำรวจหาสาเหตุ ของปัญหาทั้งจากพฤติ กรรมการสอนของครู พฤติกรรมการเรียนและเจตคติของผู้ เรียน เพื่อให้ได้สาเหตุที่แท้จริ งของปัญหา และนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนพั ฒนาการจัดการเรียนรู้ ซึ่งข้อมูลที่ครูได้รับในขั้ นสำรวจปัญหา คือ ผู้เรียนชื่นชอบและเห็นความสำคั ญของทักษะการอ่าน แต่มีปัญหาเรื่องการไม่รู้ ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ขาดเทคนิคการอ่านที่ดี และไม่สามารถสรุปใจความเรื่องที่ อ่านได้ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ได้นำไปสู่ การปรับการเรียนเปลี่ ยนการสอนเพื่อแก้ปัญหา โดยครูผู้สอนได้เพิ่มกิจกรรมเพื่ อส่งเสริมให้ผู้เรี ยนสามารถเดาความหมายคำศัพท์ จากบริบท ฝึกใช้เทคนิคการอ่าน และทำแบบฝึกหัดการสรุปเรื่องที่ อ่าน นอกเหนือจากนี้มีการสร้างความมั่ นใจให้ผู้เรียนโดยการเพิ่มกิ จกรรมกลุ่มให้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ ตรวจสอบคำตอบและแบ่งปันเทคนิ คการอ่านกับเพื่อนในกลุ่ มและในชั้นเรียน ซึ่งผลจากการดำเนินการทำให้เกิ ดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้เรียนมีทักษะการอ่านที่ดี มีความมั่นใจ และมีความสุขในการเรียนรู้”
จิตติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะครูผู้สอนประสบการณ์ มากกว่า 20 ปี จากที่เคยตัดสินสถานการณ์การเรี ยนรู้ตามความเชื่อและประสบการณ์ ของตัวเอง มากกว่าการศึกษาหาสาเหตุที่แท้ จริง ซึ่งส่วนใหญ่ครูจะมองว่าปั ญหาเกิดจากผู้เรียน ไม่ใช่ที่ตัวครูหรื อการสอนของครู แล้วครูก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้ วยวิธีการที่ครูเชื่อว่าเป็ นแนวปฏิบัติที่ดี โดยไม่เคยสำรวจและพิจารณาสาเหตุ ของปัญหาที่แท้จริง ดังนั้นการเข้าร่วมโครงการ EAR ในครั้งนี้ทำให้ครูมีมุมมองที่ กว้างขึ้น และได้เรียนรู้วิธี การสำรวจและวิเคราะห์ปัญหา ฝึกตั้งคำถามการวิจัย การออกแบบเครื่องมือการวิจัย การดำเนินการวิจัย การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จนถึงขั้นการสร้างความเปลี่ ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชั้นเรี ยนของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีโอกาสแบ่ งปันเรื่องราวของการวิจัยนี้ผ่ านโปสเตอร์ บทความ และการประชุมวิชาการต่าง ๆ”
อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมโครงการ อาตีกะห์ อาลีลาเต๊ะ คุณครูสอนภาษาอังกฤษจากโรงเรี ยนบ้านยือลาแป จังหวัดนราธิวาส ซึ่งทำการวิจั ยในหัวข้อ “การช่วยเหลือนักเรียนให้ จดจำและเขียนอักษรภาษาอังกฤษทั้ งในตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ กได้” เนื่องจากเล็งเห็นว่าการจดจำตั วอักษรภาษาอังกฤษเป็นขั้นพื้ นฐานของการเรียนรู้ภาษาอั งกฤษในลำดับถัดไป ซึ่งหากนักเรียนมีปัญหานี้จะส่ งผลต่อการพัฒนาทักษะอื่น ๆ ตามมา เช่น การสะกดคำ การสร้างประโยค ฯลฯ ซึ่งสถานการณ์ที่พบในชั้นเรี ยนคือ บางครั้งเวลาครูอ่านคำศัพท์ให้ ฟังและลองถามตัวสะกด นักเรียนไม่สามารถตอบได้ว่าคำศั พท์นี้สะกดด้วยอักษรอะไร ซึ่งหากเด็กจำการออกเสียงไม่ได้ การสอน Phonics หรือวิธีการออกเสียงตัวอั กษรภาษาอังกฤษ ในอนาคตก็จะทำได้ยาก”
“จากการทำวิจัย เมื่อรู้ปัญหา รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมของนั กเรียนที่มีมักมีสมาธิจดจ่อได้ เพียง 10-15 นาทีแรกของการเรียน ก็ได้ทำโมเดลการสอนของตัวเองขึ้ นมา นั่นคือโมเดล 4R – Review, Repeat, Rewrite และ Remember เพื่อใช้การสอนแต่ละครั้ง และช่วยให้ต่อยอดในการสร้างสื่ อและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ เหมาะสมอีกด้วย เช่นการใช้ Flash Card การเล่นเกมส์ การขยับร่างกาย การฝึกเขียน ซึ่งหลังจากที่ได้ปรับปรุงรู ปแบบการสอน มีการประเมิน เปรียบเทียบ ก็พบว่านักเรียนสามารถจดจำตัวอั กษรได้ดีขึ้น”
“การทำวิจัย EAR ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณครูผู้ สอนสามารถนำผลจากการวิจัยไปปรั บปรุงการเรียนการสอนให้เกิ ดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง แต่เป็นการเจาะลึกถึงปัญหาจริง ๆ จากตัวของนักเรียนเอง ช่วยให้เราได้รับรู้ว่านักเรี ยนแต่ละคนอยากเรียนแบบไหน เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้เด็กรู้ สึกอยากเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ไม่ต่อต้าน และมีความพร้อมจะรั บการสอนจากเรา สุดท้ายจะเป็นประโยชน์เพื่ อการพัฒนาของนักเรียนได้อย่างถู กทางและเท่าทันเพื่อนร่วมชั้น”
“โครงการวิจัยในชั้นเรียน (EAR) นี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ สามารถสะท้อนถึงเจตนารมณ์ ของสหราชอาณาจักร ที่มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรกั บประเทศไทยในการพัฒนายกระดั บภาคการศึกษา เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับหน่ วยงานด้านการศึ กษาในประเทศไทยเพื่อพัฒนาการสอน การเรียนรู้ และการประเมินผลภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้และช่วยให้เยาวชนมี อนาคตที่ดีขึ้น” มร.แดนนี่ กล่าวปิดท้าย
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer
