ภานุวัฒน์ เงินศรีสุข กรรมการผู้จัดการโรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด หรือ บริษัทบีทีวายฟู๊ด (สัมภาษณ์)

คุณเป๊ก หลายคนรู้จักคอร์ทแบด แต่บางคนก็ไม่รู้จักขนมหรือบางคนรู้จักขนม แต่ไม่ได้รู้จักคอร์ทแบด อันนี้คุณเป๊กช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าเกี่ยวข้องกันยังไง?

จริงๆ แล้วขนมไทยบ้านทองหยอดคือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด เพราะว่าจริงๆ แล้วกิจการของครอบครัวเรา ก็คือกิจการขนมไทย เราทำขนมไทยมากว่า 40 ปีแล้ว

ผมปัจจุบันนี้อายุ 41 ปี ส่วนกิจการขนมไทย พ่อแม่ทำมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดเลย ตั้งแต่พี่ชายผม จนมาถึงปัจจุบันนี้ เราก็อยู่มา 40 กว่าปี

จนวันหนึ่ง แม่ผมทำขนมไทย ก็พาลูกไปตีแบด เล่นแบด คุณพ่อคุณแม่ก็ชอบแบดมินตันด้วย พาลูกไปเล่นแบด พอพาลูกไปเล่นแบดเสร็จแล้ว ก็มีคุณครูที่มาสอนเรา

พอสอนเราเสร็จแล้ว เราก็เริ่มไปแข่งขัน พอเราไปแข่งขันเสร็จแล้ว แม่เราเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ พ่อแม่เราเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ ก็อยากให้ลูกเก่งขึ้นๆ โดยได้จ้างคนจีนเข้ามาสอนเพื่อความเป็นมืออาชีพ

อยากให้ลูกเก่งมากขึ้น พออยากให้ลูกเก่งมากขึ้นเสร็จแล้ว เราก็เลยมีทีมแบดที่ใหญ่ขึ้น พอมีทีมแบดที่ใหญ่ขึ้นเสร็จแล้ว เราไปซ้อมแบดที่คอร์ดไหน คอร์ดนั้นจะไม่พอ เนื่องจากทีมแบดของเราใหญ่ขึ้น เด็กนักเรียนมากขึ้น

แม่ผมก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจเหมือนกันว่า อยากจะสร้างคอร์ทแบดเพื่อให้มีคอร์ทแบดมารองรับนักกีฬาที่มากขึ้น ที่มาเรียนพร้อมกับพวกเรา เพื่อให้มีคอร์ทเพียงพอ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดขึ้น

แม่ผมตั้งแต่จำความได้ อายุประมาณ 5-6 ขวบผมอยู่อนุบาล ก่อนผมไปโรงเรียน ผมก็เคยจำความได้ว่าผมต้องมานั่งตอกไข่ แล้วก็แยกไข่แดงไข่ขาว อันนั้นคือสิ่งที่ผมจำความได้ หมายความว่ามันซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ว่าจริงๆ ธุรกิจขนมไทย มันคือจุดเริ่มต้นของบ้านเรา มันซึมซับมาตั้งแต่เด็กเลย

แล้วพอเวลาผมอาจจะอยู่ประถมหรือมัธยม ในช่วงเทศกาลของ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ก็จะงานเยอะ พี่ๆ ที่โรงงานก็จะทำงานไม่ทัน พ่อแม่ทำงานไม่ทัน เราก็เป็นลูก เราก็ไปช่วยกัน พอไปช่วยกัน พ่อแม่ก็เห็นว่าเราเป็นคนชอบทำงาน มีความอดทนและก็ไม่ยอมแพ้

ว่าง่ายๆ คือทำจนเสร็จ พ่อแม่ให้ทำเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น เขาก็เลยมองว่าผมก็น่าจะเหมาะกับการดูแลขนมไทยด้วย

.

ในตอนที่พี่เป๊กวัยเด็ก พี่เป๊กเกิดมาก็คือ แม่มีเป็นโรงงานขนมเป็นของตัวเองแล้วหรอ?

ผมเกิดมา ถามว่าเป็นโรงงานไหม มันไม่ใช่โรงงาน มันเหมือนทำในบ้านอย่างนี้มากกว่า.

.

แต่ทำของตัวเอง?

ใช่ ทำของตัวเองแล้ว ตอนนั้นเบื้องต้นคือผมก็แข่งมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ 9 ขวบ ก็แข่งมาในระดับเยาวชนไปเรื่อยๆ ในระดับประเทศ ก็คือ เยาวชนอายุไม่เกิน 11, 13, 15 จนถึง 18

คราวนี้ เราก็เริ่มมีการคัดตัวไปแข่งต่างประเทศ เป็นเยาวชนทีมชาติ ไปแข่งต่างประเทศ.

.

 รวมถึงโค้ชเป้ด้วยใช่ไหม?

โค้ชเป้จะเข้าไปก่อนผม โค้ชเป้ก็จะเป็นนักกีฬาแบดมินตันชายคู่ ผมก็จะได้ประเภทคู่เหมือนกัน แต่ผลงานที่โดดเด่นของพี่เป้ จะโดดเด่นกว่าผม จะชัดเจนกว่าผม.

.

ถามว่าในช่วงที่เราเป็นนักกีฬา ทีมชาติ จากจุดนี้ไปถึงจุดนั้น ควินว่าน่าจะมีความยากลําบากหรือความท้าทายมากมายอย่างแน่นอน ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ายังไงบ้าง?

มีแน่นอน เมื่อก่อนผมเป็นนักกีฬาแบดมินตัน เล่นประเภทเดี่ยวเป็นหลัก แล้วก็คู่ก็จะเล่นด้วย แต่จะเล่นเดี่ยวเป็นหลัก วันหนึ่งเราก็ผันเดินมาเล่นคู่ อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยบ้าง ประเภทนักกีฬาประเภทเดี่ยวจะเหนื่อย คนเดียว ไม่มีเพื่อน

อาจจะมีช่วงเวลาของวัยรุ่นที่รู้สึกว่าทำไมเราต้องซ้อมแบดอย่างเดียวเลย เลิกเรียนเราก็ไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ทำไมเพื่อนเลิกเรียนแล้วไปเที่ยวกัน อาจจะไปดูหนังกัน หรือไปเดินที่ห้างกัน แต่เราก็ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ต้องตีแบด

บางทีก็จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนนั้นผมก็อาจจะอยากไปกับเพื่อน เกเรกับแม่บ้าง “แม่ ผมอยากไปกับเพื่อน ทำไมผมต้องเอาแต่ซ้อมอย่างเดียว?” อะไรประมาณนี้ ก็ไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างที่แม่หรือพ่อสอนมาเป็นเรื่องที่ถูกต้องและดี

เพราะการที่เรามุ่งมั่นจะทำอะไรสักอย่าง ถ้ามันจะประสบความสำเร็จจริงๆ มันก็ต้องเสียสละ แล้วพอเวลานึกย้อนกลับไป ถ้าเราไม่ทำมันให้เยอะมากพอ เราก็ไม่มีความสามารถพิเศษติดตัวมาถึงทุกวันนี้

ถามว่าเหนื่อยไหม? สำหรับที่ผมซ้อมมาตั้งแต่เด็กๆ พอผมไปอยู่ทีมชาติ ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้เหนื่อยกว่าตอนที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่าคือเรื่องผลงาน ว่าเราจะทำยังไงให้ผลงานออกมาดี

ในเรื่องของความกดดันส่วนตัวที่เราไปแข่ง ทำไมเราควบคุมความกดดันไม่ได้ การเล่นแบดของเราทำไมเราเอาฝีมือที่เคยซ้อมออกมาใช้ในการแข่งขันได้ไม่เต็มที่ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการเรียนรู้และพัฒนาต่อของนักกีฬาทุกคน.

.

ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงชีวิตตรงไหน?

ตอนนั้นผมเลิกตีจากทีมชาติมาแล้ว แล้วผมก็มาทำขนม แล้วพอผมทำขนม ช่วงนั้น เขาเรียกว่า เราเริ่มทำได้ดี ต่อยอดคุณพ่อคุณแม่ได้ดี มันก็ทำให้ขนมมีความมั่นคงมากกว่าโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ขนมไม่เป็นหนี้ ดังนั้น บางจุดบางช่วงที่คอร์ทแบดไม่ไหวไม่ทัน ก็มีช่วยคุณแม่บ้าง

นักกีฬาที่มาเรียน ทุกเดือนมันไม่ได้สม่ำเสมอ แต่ว่าค่าใช้จ่ายทุกเดือน 550,000 ถึง 600,000 บาท มันสม่ำเสมอ บางครั้ง เป็น 600,000 บาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยบางช่วงปรับขึ้น มันก็จะทำให้คุณแม่บางครั้งชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะว่าเราเอาเงินสดไปซื้อที่ดินหมดแล้ว แล้วก็กู้เพื่อสร้าง แล้วก็ค่าใช้จ่ายเรื่องโค้ช ค่าน้ำ ค่าไฟทุกอย่าง มันก็หนักอยู่ในช่วงๆ นั้น

คือสร้างคอร์ทแบด ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 60 หรือเปล่า ประมาณนั้น.

.

แล้วก็ในส่วนของการปั้นนักกีฬาอีกใช่ไหม?

คือในการปั้นนักกีฬา การทำคอร์ทแบด จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นธุรกิจที่มีกำไรอะไรขนาดนั้น มันต้องรักจริงๆ คือถ้าใครบอกว่าทำคอร์ทแบดแล้วเจริญรุ่งเรืองหรือมีกินมีใช้แบบฟู่ๆ ไม่ใช่แน่นอน คนอาจจะมองภาพว่ามีคอร์ทแบดใหญ่โต

แต่จริงๆ แล้ว ถ้ามองเฉพาะค่าเช่าคอร์ทแบด ชั่วโมงละร้อยกว่าบาท มันไม่สามารถที่จะรําลงทุนได้ พูดตรงๆ ถ้าจะลงทุนเหมือนทำอพาร์ทเม้นท์ ทำอพาร์ทเม้นท์ยังดีกว่า อย่างงั้นเลย แต่นี่คือใจรักด้วย

และเผอิญว่าเมื่อเราทำเป็นโรงเรียนแบดมินตันได้ ไม่ใช่ว่ามีแค่ค่าเช่าของลูกค้าสัญจร เรามีเป็นโรงเรียน ก็อาจจะมีรายได้ตรงนั้นเข้ามา แต่ถ้าเกิดเราจะเริ่มส่งเด็กแข่งต่างประเทศ พูดตรงๆ ถ้าไม่มีเงินสนับสนุนจากผู้ใหญ่หรือว่าเอกชนเข้ามา เป็นไปได้ยากมาก เป็นไปไม่ได้เลย.

.

แล้วเราใช้หนี้หมดได้ยังไง ใช้หนี้หมดจะทางไหนบ้าง?

เราก็ผ่อนไปเรื่อยๆ แล้วมีจังหวะจุดเปลี่ยน คือน้องเมย์ได้แชมป์โลกปี 2013 นั่นคือจุดที่เราเห็นผลงานที่ดีจากการทำงานหนักมาตลอด น้องเมย์ได้แชมป์โลก ก็มีทั้งผู้ใหญ่ให้รางวัลหลายทาง สปอนเซอร์ไหลเข้ามา ทำให้เงินสนับสนุนทางคอร์ทแบดมากขึ้น เราก็เอาไปใช้หนี้ ทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นในช่วงนั้น

จริงๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่ผม สมัยก่อน ถ้าทำขนมไทยอยู่ในจุดที่พีคของเขา เขาก็ถือว่าเป็นเจ้าตลาดเหมือนกัน ผมก็ฟังเรื่องราวของเขามาตั้งแต่เด็กๆ แล้วพอถึงจุดหนึ่ง เมื่อพ่อแม่มีความอินกับการเอาลูกไปตีแบด งานที่โรงงานขนมก็เริ่มดรอปลง เพราะขาดความใส่ใจ ทำให้ยอดขายตก ลูกค้าก็อาจจะจากเราไปบ้าง

ผมเป็นคนชอบดูเรื่องพวกนี้ แม่ก็บอกตลอดว่ายังไงผมต้องไปดูแลโรงงานขนมต่อ ผมจะชอบกลับบ้านทุกวันเสาร์อาทิตย์ หลังจากที่ไปเก็บตัวอยู่ในทีมชาติ ผมก็ชอบมาดู ยอดขายเป็นยังไง ทำไมตัวเลขมันค่อยๆ ลดลง ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เราก็เลยต้องมาดูแลกิจการต่อ ทั้งๆ ที่มันลำบากขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายน้อยลง ลูกค้าน้อยลง ผมก็เลยมีความไม่สบายใจ

ตอนนั้นคุณพ่อบริหารงานอยู่ก็อาจจะมีทะเลาะกับคนงาน เรื่องพนักงานอาจจะทำงานไม่โอเค เขาก็เครียดและเหนื่อย ผมกลับจากการแข่งที่ประเทศอินเดียตอน 7 โมงเช้า จำได้ว่าเห็นพ่อเป็นแบบนั้น ก็เลยบอกพ่อว่า ผมไม่ตีแบดแล้ว ผมจะกลับมาทำขนมดีกว่า นั่นคือจุดเปลี่ยนเลย

ช่วงนั้นยากลำบากมาก ตอนนั้นผมอายุ 23 ปี ผมเริ่มทำงานและเรียนรู้จากพ่อ พ่อก็สอนอยู่หน้าเตาว่าต้องทำยังไง ตีไข่ยังไง ส่วนผสมยังไง ลองทำกันดู สิ่งที่ยากก็คือเราเป็นคนละ Gen พ่อกับผม ผมเป็นเด็กที่มีความคิดของตัวเองพอสมควร มีอะไรก็ช่างสงสัยทำไมไม่อย่างนู้นไม่อย่างนี้ บางครั้งก็เกิดความไม่เข้าใจกันทะเลาะกันบ้างกับพ่อ

แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ต่างคนก็ต่างจะทำให้มันดี ต่างคนก็ต่างจะพัฒนา แต่มันจะมีมุมมองที่ต่างกัน ทำให้ยากต่อการจูนกัน บางครั้งก็มีทะเลาะกับพ่อ จนถึงขั้นร้องไห้ ว่าทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ ฉันก็เป็นลูกที่ตั้งใจทำงาน ไม่ใช่เถียงเพื่ออยากจะเอาชนะ แต่เพื่ออยากทำให้มันดีขึ้น

ผมทำกับพ่อประมาณปีนึง แล้วก็รู้สึกว่าผมมีความคิดของตัวเองเยอะมาก อยากทำ แต่ทำไม่ได้ ผมก็เลยไปบอกพ่อว่า “พ่อ ผมขอทำเองได้ไหมทุกอย่างบริหารจัดการ ผมขอเวลาครึ่งปี ถ้าผมทำไม่ได้ผมเลิก” จากวันนั้นพ่อก็ไม่เข้ามาที่โรงงานเลย เขาก็อาจจะมีความน้อยใจหรือว่างอน เพราะผมตอนนั้นยังเป็นเด็ก คิดอะไรก็พูดกล้าพูดกล้าทำ สายลุยอยู่แล้ว

พ่อก็ออกไปเลย ไม่ทำไม่ยุ่ง พอไม่ทำไม่ยุ่ง ผมทำงานไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้ว พ่อก็แอบดูผมอยู่ เขาบอกว่าเขาแอบมาดูตอนประมาณ 5 ทุ่มเที่ยงคืนเพราะผมทำงานอยู่ พอผมทำ พูดตรงๆ ผมเป็นคนขยายตลาดได้ดี เพราะเดินตลาดสด ไปหาแม่ค้า หาลูกค้า ยอดขายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนเทศกาล ผมทำงานเลิกตีสอง ทำอยู่กับลูกน้อง พ่อก็มาแอบดูว่าผมยังทำงานอยู่

เขาแอบมาเล่าให้ฟังที่หลัง ว่าเข้ามาตอนตีหนึ่งตีสอง เห็นเป็กก็ยังทำงานอยู่ แสดงว่าเอาจริง แสดงว่าใช้ได้ ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เขาปล่อยผมบริหาร ตั้งแต่อายุ 24 แต่ยังไง ถ้าเราไม่มีเขา เราก็มาถึงตรงนี้ไม่ได้ ต้องรู้ก่อนว่าเราจะเอาชนะในบางเรื่อง แม้แต่เป็นเรื่องจริง แต่มันชนะไปแล้วไม่มีประโยชน์จริงๆ เพราะยังไง พ่อก็ยังเห็นเราเป็นเด็กเสมอ

พอเราลดกำแพง เรายอม ตรงนั้นแหละทำให้พ่อถอยเหมือนกัน ถ้าเราตั้งกำแพงอยู่ เขาก็ตั้งเหมือนกัน เขาไม่มีทางยอมเราก่อนแน่นอน พอผมยอมก่อน เขาก็ถอย กลายเป็นว่าอยู่ได้ จูนกันได้

แล้วเราย้ายโรงงานมาที่นครปฐม ผลิตไปได้ประมาณ 4-5 ปี โรงงานเกิดไฟไหม้ มันคือความท้าทายของผมเองจริงๆ เพราะว่า สมมุติเราบอกว่าเราแน่ เราเก่งเรื่องการบริหาร เก่งเรื่องการตลาด คุยกับลูกค้า เก่งเรื่องการผลิต แต่สุดท้ายแล้วเราจะไปตายเรื่องวิศวกรรม เพราะขยายงานอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงโหลดไฟ

การขยายโรงงาน สร้างวันแรกใช้กำลังการผลิตมาครึ่งนึง Design ของโหลดไฟ สายไฟที่รองรับรองรับได้ประมาณนั้น แล้วเสร็จแล้วเราเริ่มขยายไปเรื่อยๆ เพิ่มตู้ไฟ ขยายไลน์ บางทีโหลดไฟไม่สามารถรับได้แล้วแต่เราไม่มีความรู้ทางด้านวิศวกรรม เสร็จแล้วก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น ไฟลัดวงจรเกิดสปาร์ค พนักงานที่อยู่วันนั้นเล่าให้ฟังว่า วันที่เห็นประกายไฟ เพียงแค่ 5 นาที ไฟลุกลามไปหมดทั้งโรงงาน

เนื่องจากโรงงานเราเป็นผนังแบบ Isowall, Isowall คือผนังที่มีเหล็กสองชั้นอยู่ข้างนอก ด้านในคือโฟม พอประกายไฟโดนโฟม ทั้งไลน์ผลิตลามไวมาก อันนี้คือมาจากเรื่องของประสบการณ์ในด้านวิศวกรรมที่เราไม่ได้ชำนาญมากพอ เราขยายอย่างเดียว จ้าง Supplier มา Supplier ก็ทำตามเรา บอกให้ขยาย เขาก็ต่อ แต่ไม่ได้ Design โดยรวมว่าที่โหลดไฟเยอะไปแล้ว สายมีโอกาสละลายได้

ผมต้องทำงานใต้ถุนโรงงาน โรงงานยกสูง ทำงานใต้ถุนโรงงาน ค่อยๆ เอากะละมังที่ใช้ได้ เอากะละมังที่ไม่โดนไฟไหม้หรือโดนไฟแล้วก็ขัดได้ มาทำต่อเป็นเครื่องโรยฝอยทีละเครื่อง ตอนนั้นคนงานเราประมาณ 170-180 คน ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็ยังอยู่กับเรา นั่งรอว่าจะเอาไงต่อ เราก็ค่อยๆ ล้างหม้อไปก่อน

ในเรื่องของพิสูจน์หลักฐานก็ยังไม่สามารถรื้อได้อาคาร เนื่องจากต้องพิสูจน์หลักฐานว่าเป็นอุบัติเหตุจริง ทุกอย่างดำเนินการใต้ถุนอย่างเดียวเลย ค่อยๆ เริ่ม ถ้าผมไม่มีพ่อ ผมเสร็จแล้ว ถ้ามีเครื่องจักรซื้อมาอย่างเดียว พ่อผมก็มาลุยกันใหม่กับช่างที่มีในโรงงาน ต่อเครื่องทีละชุด โรยฝอยไปทีละเครื่อง สองเครื่อง

มีลูกค้าที่ดีที่น่ารักก็เห็นเราเป็นแบบนี้ ไม่ทิ้งเราเลย บอกเสียใจด้วย ยังไงก็ไม่ทิ้งแน่ ยังไงพร้อมทำขนมมา เดี๋ยวเขาช่วยซื้อแน่นอน เป็นลูกค้าที่น่ารัก อยู่กันมาตั้งแต่ที่ผมไปหาตลาดมา.

.

ตอนนั้นมูลค่าเสียหายเท่าไหร่?

ผมคิดว่า 70 – 80 ล้าน เพราะโรงงานผมก็สร้างมาประมาณนั้น.

.

คือเสียหายไปมากขนาดนั้นเลย หมดเลยเหรอคะ?

ใช่ ก็คือไม่สามารถผลิตได้เลย.

.

แล้วเราฟื้นตัวการผลิตขึ้นมายังไง?

ใช้เวลาปีนึง คือบ้านผมเป็นคนลักษณะคือสู้อยู่แล้ว ด้วยคาแรคเตอร์ของนักกีฬา ด้วยคาแรคเตอร์ของพ่อแม่เราทั้งสองคน คือไม่มีคำว่ายอมแพ้อยู่แล้ว ดังนั้น ลุยอย่างเดียว คาแรคเตอร์นี้เราได้มาจากพ่อกับแม่เรา ดังนั้น ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญมาก เขาปลูกฝังมาได้ดีมาก ยังไงผมก็ผ่านมันไปได้

แต่ว่าสิ่งที่ผมจะให้ข้อคิดของเพื่อนๆ หรือพี่ๆ น้องๆ นิดนึง ก็คือ วินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ผมเป็นคนลักษณะว่าไม่กู้ ไม่ใช่เพราะกู้ดีหรือไม่ดี แต่ผมเห็นแม่เป็นหนี้ แล้วเขาผ่อนไม่ไหว มีความเครียด ไม่เหมือนเดิม จากคนอารมณ์ดี ใจดี ก็เปลี่ยนไป เครียดและไม่ได้ใจดีเหมือนเดิม

เพราะสภาวะทางการเงินทำให้เขาเป็นแบบนั้น ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่กู้ได้ พยายามไม่กู้ ขยายเท่าที่เราทำได้ ไม่ก้าวกระโดดเกินไป และไม่ใช้เงินเกินตัว หมายความว่า ถึงแม้เรามีรายได้ที่ดีก็จริง แต่เราต้องรู้จักเก็บออม ในวันหนึ่งที่เราเจอวิกฤต ผมกลับมาได้เพราะมีการออมที่ดี ถ้าไม่มีการออม ผมกลับมาได้ยากมาก

ตั้งแต่รื้อถอนอาคาร ก็ต้องใช้เงินหลายแสน ตั้งแต่การเริ่มสร้างแรงงานใหม่ บริษัทประกันยังไม่ Approve จ่ายเงิน เราก็ต้อง Advance เงินส่วนนั้นก่อน ถ้าเราไม่มี Cash flow เราตายตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าไม่มีเงินเก็บ ถ้าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย บางทีให้รางวัลกับตัวเองได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมออมเพื่อความมั่นคงในอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเกิดวิกฤตเมื่อไหร่

ตอนนั้นที่โรงงานมีปัญหาเรื่องไฟไหม้ แบดมินตันก็มีพันธมิตรมากมาย เอกชนที่เป็นพันธมิตร เป็นสปอนเซอร์ให้กับโรงเรียนแบดมินตัน เช่น สิงห์ บุญรอดบริวเวอรี่ เขาส่งเจ้าหน้าที่วิศวกรมาช่วย มาดูงาน มาเคลียร์หน้างาน ดูความปลอดภัย

ต้องยอมรับว่า บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น หรือ บุญรอดบริวเวอรี่ เป็นบริษัทที่มีน้ำใจและเป็นผู้ให้ ต้องขอบคุณตั้งแต่คุณพ่อคุณต๊อด คือคุณสันติ ภิรมย์ภักดี และคุณเต้และคุณต๊อด ที่ช่วยบ้านทองหยอดในวันที่เกิดวิกฤต

อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ลุงกร ทัพรังสี วันนั้นโรงงานไฟไหม้ เขามา Stand by อยู่ที่นี่เลยว่ามีอะไรจะช่วยบ้านทองหยอดได้บ้าง ตั้งแต่โยธาจังหวัด ตั้งแต่เขตอะไรทุกๆ อย่างว่าเราทำยังไงให้บ้านทองหยอดเดินไปได้ ติดขัดอะไรบ้างไหม เขาก็ Stand By ที่นี่เลย เราก็มีผู้ใหญ่ที่ดีคอยอุปถัมภ์เรา.

.

แล้วเราฟื้นตัวการผลิตขึ้นมายังไง?

ใช้เวลาปีนึง คือบ้านผมเป็นคนลักษณะคือสู้อยู่แล้ว ด้วยคาแรคเตอร์ของนักกีฬา ด้วยคาแรคเตอร์ของพ่อแม่เราทั้งสองคน คือไม่มีคำว่ายอมแพ้อยู่แล้ว ดังนั้น ลุยอย่างเดียว คาแรคเตอร์นี้เราได้มาจากพ่อกับแม่เรา ดังนั้น ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญมาก เขาปลูกฝังมาได้ดีมาก ยังไงผมก็ผ่านมันไปได้

แต่ว่าสิ่งที่ผมจะให้ข้อคิดของเพื่อนๆ หรือพี่ๆ น้องๆ นิดนึง ก็คือ วินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ผมเป็นคนลักษณะว่าไม่กู้ ไม่ใช่เพราะกู้ดีหรือไม่ดี แต่ผมเห็นแม่เป็นหนี้ แล้วเขาผ่อนไม่ไหว มีความเครียด ไม่เหมือนเดิม จากคนอารมณ์ดี ใจดี ก็เปลี่ยนไป เครียดและไม่ได้ใจดีเหมือนเดิม

เพราะสภาวะทางการเงินทำให้เขาเป็นแบบนั้น ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่กู้ได้ พยายามไม่กู้ ขยายเท่าที่เราทำได้ ไม่ก้าวกระโดดเกินไป และไม่ใช้เงินเกินตัว หมายความว่า ถึงแม้เรามีรายได้ที่ดีก็จริง แต่เราต้องรู้จักเก็บออม ในวันหนึ่งที่เราเจอวิกฤต ผมกลับมาได้เพราะมีการออมที่ดี ถ้าไม่มีการออม ผมกลับมาได้ยากมาก

ตั้งแต่รื้อถอนอาคาร ก็ต้องใช้เงินหลายแสน ตั้งแต่การเริ่มสร้างแรงงานใหม่ บริษัทประกันยังไม่ Approve จ่ายเงิน เราก็ต้อง Advance เงินส่วนนั้นก่อน ถ้าเราไม่มี Cash flow เราตายตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าไม่มีเงินเก็บ ถ้าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย บางทีให้รางวัลกับตัวเองได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมออมเพื่อความมั่นคงในอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเกิดวิกฤตเมื่อไหร่

ตอนนั้นที่โรงงานมีปัญหาเรื่องไฟไหม้ แบดมินตันก็มีพันธมิตรมากมาย เอกชนที่เป็นพันธมิตร เป็นสปอนเซอร์ให้กับโรงเรียนแบดมินตัน เช่น สิงห์ บุญรอดบริวเวอรี่ เขาส่งเจ้าหน้าที่วิศวกรมาช่วย มาดูงาน มาเคลียร์หน้างาน ดูความปลอดภัย

ต้องยอมรับว่า บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น หรือ บุญรอดบริวเวอรี่ เป็นบริษัทที่มีน้ำใจและเป็นผู้ให้ ต้องขอบคุณตั้งแต่คุณพ่อคุณต๊อด คือคุณสันติ ภิรมย์ภักดี และคุณเต้และคุณต๊อด ที่ช่วยบ้านทองหยอดในวันที่เกิดวิกฤต

อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ลุงกร ทัพรังสี วันนั้นโรงงานไฟไหม้ เขามา Stand by อยู่ที่นี่เลยว่ามีอะไรจะช่วยบ้านทองหยอดได้บ้าง ตั้งแต่โยธาจังหวัด ตั้งแต่เขตอะไรทุกๆ อย่างว่าเราทำยังไงให้บ้านทองหยอดเดินไปได้ ติดขัดอะไรบ้างไหม เขาก็ Stand By ที่นี่เลย เราก็มีผู้ใหญ่ที่ดีคอยอุปถัมภ์เรา.

.

เดี๋ยวนี้รายได้จากการทำขนม ต้องเอามาช่วยในส่วนของคอร์ทแบดด้วยไหม?

ปัจจุบันนี้ไม่จำเป็น คอร์ทแบดสามารถดูแลตัวเองได้จากสปอนเซอร์ต่างๆ และการบริหารโรงเรียนของพี่ชายและแม่.

.

 ณ ช่วงนั้น?

ณ ช่วงนั้นต้องช่วย ช่วงที่ยังเป็นหนี้ แต่หลังจากปี 2013 ก็เริ่มดีขึ้น เพราะเราทำผลงาน น้องเมย์ได้แชมป์โลก นั่นคือจุดเปลี่ยนจริงๆ.

.

แล้วพอมาดูแลในส่วนของบ้านขนม ทีนี้ มันก็อย่างที่บอกว่ามันมีคู่แข่งมากมาย เรามีกลยุทธ์ยังไงที่ทำให้เรายอดขายดีมากเลย?

คือกลยุทธ์ของผมก็คือพัฒนาอย่างไม่หยุด เนื่องจากว่าผมจะเป็นคนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่อยู่ ณ ปัจจุบัน มองว่าดีแล้ว ผมมองว่าทุกๆ อย่างมันสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าพูดตรงๆ คือผมยังเรียนไม่จบเลยกับการทำขนม เพราะว่าปัจจัยทุกอย่างมันไม่ได้นิ่ง พอปัจจัยทุกๆ อย่างไม่นิ่ง เราสามารถพัฒนาได้ และต้องแก้ไขในทุกๆ วันเพื่อให้เรารอดได้ในทุกสภาวะ เช่น สภาวะค่าแรง สภาวะเศรษฐกิจ เราก็ต้องปรับตัวอยู่เสมอ บริหารแบบเดิมมันเป็นไปไม่ได้

ปัจจุบันตลาดสด ยอดขายก็ดรอปลงทุกปี เราก็พัฒนายอดขายไปทางโมเดิร์นเทรด พัฒนายอดขายไปทางโรงงาน B2B มันก็คือเราต้องขยับเสมอ ปัจจุบันนี้ก็ยังเจอความท้าทายในเรื่องของการบริหารคน จากที่เราบริหาร 20 คน 100 คน พอ 100 คน เรากวาดตา เริ่มไม่ทั่ว พอ 200 คน ก็เริ่มไม่ไหว ตอนนี้มีเกือบ 300 คน บริหารแบบเดิมไม่ได้

นั่นคือความท้าทายของผม ณ ปัจจุบันที่ผมเจอ ผมก็คิดว่าอันนี้ยังเป็นคอขวดที่สำคัญอยู่ว่าผมจะไปต่อยังไงอย่างยั่งยืน ตอนนี้ก็จะอยู่ในรูปแบบนั้นอยู่.

,

 อย่างล่าสุด ยอดขายก็คือทะลุไป 200 ล้านใช่ไหม อันนี้มาจากการที่เราส่งของไปขายใน 7-11 หรือว่าเราแตกไลน์ผลิตของเราไปเอง เล่าให้ฟังหน่อยว่า 200 ล้านมาจากไหน?

200 ล้านก็มี 3 ขาหลักสำคัญ คือ มี 7-11, ตลาดสดทั่วประเทศ, และร้านอุปกรณ์เบเกอรี่ นอกจากนี้ยังมีขาที่ 4 คือ B2B ส่งให้โรงงาน เช่น โรงงานทำเค้กฝอยทอง, โรงงานทำขนมเปี๊ยะไส้ฝอยทอง, และโรงงานทำขนมปังไส้ฝอยทอง เป็นต้น.

.

รายไหนที่เป็นยอดขายสำคัญของเรา?

ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่า ที่จะมีอนาคตก็น่าจะเป็น 7-11 และร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ กำลังการผลิตฝอยทอง ผมสามารถผลิตได้วันละ 5 ถึง 7 ตัน แล้วแต่ออเดอร์ แต่กำลังการผลิตทั้งหมดวันละ 7 ตัน ถ้าทำโอที ทองหยอดก็วันละประมาณ 700,000 ถึง 1,000,000 เม็ด แล้วแต่ออเดอร์เหมือนกัน ผลิตได้เต็มที่ประมาณ 800,000 เม็ด

ส่วนเม็ดขนุน ถ้าวัดเป็นกิโลกรัมก็วันละสองตัน ทองหยิบก็วันละ 50,000 ดอก นอกจากนี้ยังมีขนมอื่น ๆ เช่น ขนมที่เกี่ยวกับการกวน เช่น เผือกกวน ถั่วกวน และกำลังพยายามแตกไลน์เพิ่มขึ้นไป

ยอดขายตอนนี้ก็ประมาณปีละ 200 ล้านต้นๆ ปีนี้คาดว่าจะไปอยู่ที่ประมาณ 250 ล้าน ค่อยๆ โตขึ้นไป หลังจากนั้นเรากำลังพัฒนาสินค้าใหม่กับ 7-11 อยู่ เช่น ลูกชุบ ขนมไทยลูกชุบ ถั่ว เผือก แปะก๊วย คิดว่าเดือนหน้าจะขายใน 7-11 และลูกชุบน่าจะตามมาในเดือนถัดไป

อนาคตยังมีขนมหม้อแกงที่กำลังพัฒนาอยู่ ทางทีมงาน Merchandise ของ 7-11 ก็กำลังชิมและพัฒนาสูตร ปรับให้เหมาะสมกับผู้บริโภคที่ทาง 7-11 เข้าใจดี เช่น รสชาติ แพ็คเกจจิ้ง ไซส์ ราคาให้ขายได้ และมีสิทธิ์ไปได้ ซึ่งเราก็พัฒนาร่วมกับเขา.

.

วางอนาคตบ้านทองหยอดยังไง?

ผมมองว่า จริงๆ โอกาสของโรงงานขนมไทยบ้านทองหยอดมีอีกเยอะ แต่สิ่งสำคัญคือ ผมต้องพยายามทำหลังบ้านให้แข็งแกร่ง ที่เหมาะกับการจะไปข้างหน้าต่อ เพราะถ้าหลังบ้านไม่ดี เช่น ผลิตขนมแล้วสูญเสียเยอะ เสียหายเยอะ ก็มีผลต่อต้นทุนและกำไรของบริษัท รวมถึงความยั่งยืนของบริษัทด้วย

ดังนั้น การพัฒนาหลังบ้าน บุคลากรที่อยู่กับเรา ให้มี Mindset ที่ดีไปกับเรา มีความมุ่งมั่นเติบโตไปกับเรา ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันบ้านทองหยอดไปข้างหน้าได้

ต่อจากนี้จริงๆ แล้วผมอยากพัฒนาในเรื่องของวัตถุดิบต้นน้ำ จริงๆ แล้วผมใช้ไข่เป็ดไข่ไก่เยอะ แล้วติดปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ไม่นิ่ง ผมก็อยากจะทำให้ควบคุมได้จริงๆ โดยการพัฒนาการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เพื่อให้วัตถุดิบควบคุมได้ดีกว่านี้ ซึ่งจะทำให้โรงงานเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันนี้ผมเลี้ยงเป็ดแล้ว ประมาณ 7,000 ตัว เพื่อทดลอง เป้าหมายคือเลี้ยงให้ได้ 100,000 ตัว.

.

กว่าจะ Supply ให้เรา?

ใช่ เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่ามันเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ผมทำได้เลย ผมถึงบอกว่าถ้าเรามีโอกาสแล้วทำไมเราไม่ทำ ถ้าเราไม่ทำไปแล้ว บางคนเขาอยากทำแต่เขาไม่ได้ แต่ถ้าเราทำ ที่ๆ ส่งก็คือเรา ทำไมเราไม่ทำ

แต่ก็เข้าใจว่าการบริหารจัดการมันก็ยากขึ้น พื้นที่ก็ต้องใช้เยอะ ซึ่งเราก็ต้องศึกษาและเตรียมตัว ขึ้นอยู่กับทีมงาน ถ้าเรามีทีมงานที่ดี เราก็สามารถไปต่อได้.

 

ภานุวัฒน์ เงินศรีสุข 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline