เอธิโอเปีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาตะวันออก เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน แต่ต้องเผชิญกับความยากจนและความท้าทายในด้านการพัฒนา
แม้ว่าเอธิโอเปียจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก แต่เอธิโอเปียกลับได้รับชื่อเสียงในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตกาแฟได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เรื่องนี้ดูจะขัดแย้งกันอย่างไรชอบกล แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจไม่น้อยว่าประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนักสามารถปลูกและส่งออกกาแฟที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจนเป็นที่ต้องการของบรรดาผู้ชื่นชอบกาแฟทั่วโลกได้อย่างไร ในบทความนี้เราจะมาร่วมหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

เศรษฐกิจของเอธิโอเปียเป็นอย่างไรในปัจจุบัน
เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา แต่ยังคงสถานะเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เศรษฐกิจพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีการส่งออกกาแฟเป็นสินค้าสำคัญ
เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยประมาณ 9-10% ต่อปีในช่วงปี 2008-2018 อย่างไรก็ตาม การเติบโตชะลอตัวลงในช่วงหลังเนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองและผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 แม้จะมีการเติบโตที่น่าประทับใจ แต่เอธิโอเปียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยมี GDP ต่อหัวประมาณ 1,000 ดอลลาร์ ในปี 2023

แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก แต่เอธิโอเปียมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมจุดแข็งสำคัญหลายประการ ประเทศนี้มีประชากรวัยหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตกว่า 120 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีแรงงานราคาถูก ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ
เอธิโอเปียมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อปีที่ 8.4% ในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในโลก การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยภาคเกษตรกรรม บริการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
เศรษฐกิจของเอธิโอเปียมีความหลากหลาย โดยภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 37.5% ของ GDP มีผลิตภัณฑ์หลักคือกาแฟ ปศุสัตว์ พืชน้ำมัน และธัญพืช ภาคบริการคิดเป็น 36.25% ของ GDP รวมถึงการท่องเที่ยว การบิน และโทรคมนาคม ส่วนภาคการผลิตมีสัดส่วน 21.85% ของ GDP โดยมีศักยภาพในการเติบโตด้านสิ่งทอ เครื่องหนัง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร
รัฐบาลกำลังดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดเสรีเศรษฐกิจภายใต้วาระการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ การปฏิรูปมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ปรับปรุงบรรยากาศทางธุรกิจ และแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค
อย่างไรก็ตาม เอธิโอเปียยังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ แม้จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เอธิโอเปียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุด โดยมี GDP ต่อหัวเพียง 4,020 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งทำให้เอธิโอเปียรั้งอยู่ในอันดับ 33 ของโลกในปี 2024
นอกจากนี้ เอธิโอเปียประสบปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ทำให้มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 30% ส่งผลให้อำนาจซื้อลดลงและจำกัดการพัฒนาภาคเอกชน ค่าเงินเบอร์ที่สูงเกินจริงและการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน ในปี 2023 การขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 2.9% ของ GDP ซึ่งต้องมีความพยายามในการรวมตัวทางการคลังอย่างต่อเนื่อง
การพึ่งพาภาคเกษตรกรรมของเอธิโอเปียทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีวิตของประชาชน
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกาแฟของเอธิโอเปีย
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของกาแฟมีเรื่องเล่าขานกันว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากเอธิโอเปียเป็นที่แรก ตามตำนานพื้นบ้านเชื่อว่ากาแฟถูกค้นพบในศตวรรษที่ 9 โดยคนเลี้ยงแพะชื่อ Kaldi (คัลดี) ในที่ราบสูงของเอธิโอเปีย โดยคัลดีสังเกตเห็นว่าแพะของเขามีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติหลังจากกินผลเบอร์รี่จากต้นไม้ต้นหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกสนใจและลองชิมผลเบอร์รี่เหล่านั้นด้วยตัวเอง และพบว่ามีพลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน ทีนี้ Kaldi ก็นำเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้กับนักบวชท้องถิ่นฟัง ด้วยความเข้าใจว่าคงเป็นผลไม้ปีศาจเป็นแน่แท้ หมู่นักบวชได้โยนเชอร์รี่นั้นลงในกองไฟ
และแล้วจุดกำเนิดเรื่องราวของกาแฟ ethiopia yirgacheffe ก็เริ่มขึ้น เพราะกลิ่นการเผากาแฟหอมฟุ้งไปทั่วเขตแคว้นคาลดีและนักบวชมองหน้ากัน เมื่อไฟมอดลงจึงแยกเชอร์รี่เหล่านั้นออกจากขี้เถ้าถ่าน แล้วพวกเขาก็ทำเช่นนั้นจริง ๆ จากนั้นได้นำเมล็ดกาแฟนั้นไปใส่ไว้ในเหยือกน้ำร้อนแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจน้ำในเหยือกนั้นอีกเลย จนกระทั่งมีนักบวชท่านหนึ่งตื่นจากการสร่างเมาและได้จิบน้ำในเหยือกนั้น แล้วพบว่ารสชาติของน้ำนั้นมันช่างหอมหวนซะเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นคือร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วย นักบวชที่ได้ดื่มสามารถสวดมนต์ได้ยาวนานจนถึงเช้า และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบการดื่มกาแฟของโลก
นั่นคือตำนานเล่าขาน และแม้ว่าความจริงของตำนานนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือเอธิโอเปียเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอาราบิกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์กาแฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก (อัตราการบริโภคอาราบิกาอยู่ที่ประมาณ 60-70% ของโลก) นอกจากนี้ ที่เอธิโอเปียยังมีต้นกาแฟป่าหลากหลายสายพันธุ์ในแบบที่ประเทศอื่นไม่มี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงรากเหง้าอันลึกซึ้งของกาแฟในภูมิประเทศอันซับซ้อนของเอธิโอเปีย
การผสมผสานระหว่างกาแฟกับวัฒนธรรมเอธิโอเปียนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การดื่มกาแฟเพื่อเป็นเครื่องดื่มหรือเป็นพืชเศรษฐกิจ พิธีชงกาแฟแบบดั้งเดิมของเอธิโอเปียที่เรียกว่า “บูนา” ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของความสำคัญทางวัฒนธรรมของกาแฟ พิธีกรรมที่ซับซ้อนนี้อาจกินเวลานานหลายชั่วโมงและเป็นส่วนสำคัญของชีวิตทางสังคมและครอบครัว พิธีกรรมนี้ประกอบด้วยการคั่วเมล็ดกาแฟดิบบนถ่านร้อน บดด้วยมือ และชงกาแฟในหม้อพิเศษที่เรียกว่าเจเบนา จากนั้นจึงเสิร์ฟกาแฟในถ้วยเล็ก ๆ มักมีของขบเคี้ยวอย่างป๊อปคอร์นหรือข้าวบาร์เลย์คั่วเสิร์ฟมาด้วย

ความสำคัญของพิธีการชงกาแฟในเอธิโอเปีย
พิธีการชงกาแฟของเอธิโอเปียไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการเป็นวิธีการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพ มิตรภาพ และการต้อนรับแขกอีกด้วย การเชิญแขกมาร่วมพิธีชงกาแฟถือเป็นการแสดงความปรารถนาดีและเป็นโอกาสในการสนทนาและสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พิธีนี้จัดขึ้นหลายครั้งต่อวันในครัวเรือนของชาวเอธิโอเปียหลายครัวเรือน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของกาแฟที่มีต่อวิถีชีวิตประจำวันของชาวเอธิโอเปีย
วัฒนธรรมกาแฟของเอธิโอเปียยังปรากฏอยู่ในภาษาของประเทศอีกด้วย ในภาษาอัมฮาริก ซึ่งเป็นภาษาราชการของประเทศ คำว่า “กาแฟ” (บูน่า) ถูกใช้ในสำนวนต่างๆ เช่น “บูน่าเตตู” ที่แปลว่า “ดื่มกาแฟ” แต่ก็มักใช้เป็นคำเชิญชวนทั่วไปเพื่อเข้าสังคม แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดื่มกาแฟจริง ๆ ก็ตาม
แม้ว่ากาแฟจะเดินทางไปทั่วโลก แต่เอธิโอเปียยังคงรักษาความสัมพันธ์อันเป็นเอกลักษณ์กับพืชผลพื้นเมืองของตนไว้ได้ แตกต่างจากประเทศผู้ผลิตกาแฟอื่น ๆ จำนวนมากที่เข้ามารู้จักกาแฟผ่านการล่าอาณานิคม วัฒนธรรมกาแฟของเอธิโอเปียได้รับการพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ส่งผลให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการเพาะปลูก การแปรรูป และการบริโภคกาแฟที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ยิ่งไปกว่านั้น เอธิโอเปียยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศผู้ผลิตกาแฟที่มีการบริโภคกาแฟภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ชาวเอธิโอเปียบริโภคกาแฟประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่นๆ ที่ส่งออกผลผลิตส่วนใหญ่ของตน ตลาดในประเทศนี้ช่วยรักษาพันธุ์กาแฟแบบดั้งเดิมและวิธีการแปรรูปที่อาจสูญหายไปในการปรับผลผลิตเพิ่มขึ้นและมาตรฐานที่มักเรียกร้องโดยตลาดโลก
ความสำคัญทางวัฒนธรรมของกาแฟในเอธิโอเปียยังส่งผลให้คนทั้งชาติรู้สึกภาคภูมิใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในเอธิโอเปียยังคงเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่งในการเพาะปลูกและแปรรูปกาแฟ แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ ความภาคภูมิใจนี้เมื่อรวมกับประสบการณ์หลายศตวรรษและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปียมีคุณภาพที่ยอดเยี่ยม
เมื่อเราเจาะลึกถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปียโดดเด่นบนเวทีโลก สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันหลากหลายนี้ด้วย เรื่องราวของกาแฟเอธิโอเปียไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเกษตรกรรมและการค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัตลักษณ์ ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน ความเชื่อมโยงที่หยั่งรากลึกกับกาแฟมีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปียมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แม้ประเทศจะยังคงมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักก็ตาม
ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งปลูกกาแฟเอธิโอเปีย
เรื่องคุณภาพของกาแฟเอธิโอเปียนั้นไม่มีใครสงสัย เพราะนี่คือกาแฟที่ดีที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่กาแฟของที่นี่จะดีและมีคุณภาพโดดเด่นเช่นนี้ได้ ต้องมีปัจจัยส่งเสริมที่ไม่ธรรมดา เริ่มจากภูมิประเทศของเอธิโอเปียนั้นมีลักษณะเป็นที่ราบสูง ทิวเขา และหุบเขาที่ลึก ทำให้เกิดสภาพภูมิอากาศย่อยที่หลากหลายซึ่งเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟ ความหลากหลายทางภูมิประเทศในลักษณะเช่นนี้ เมื่อรวมกับละติจูดและระดับความสูงที่เหมาะสม ส่งผลให้กาแฟเอธิโอเปียมีรสชาติที่ซับซ้อนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกาแฟจากที่ใดในโลก
ประเทศเอธิโอเปียตั้งอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันออก อยู่ระหว่างละติจูด 3° ถึง 15° เหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดและความอบอุ่นเพียงพอซึ่งจำเป็นต่อการปลูกกาแฟ แต่เราจะเน้นไปที่เรื่องระดับความสูงของเอธิโอเปียที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น
กาแฟเอธิโอเปียส่วนใหญ่ปลูกในระดับความสูงระหว่าง 1,500 ถึง 2,200 เมตร (4,900 ถึง 7,200 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล หรือบางพื้นที่โดยเฉพาะทางตอนใต้มักจะมีการปลูกกาแฟในระดับความสูงที่สูงกว่านั้นถึง 2,750 เมตร (9,000 ฟุต) สภาพแวดล้อมที่อยู่บนความสูงระดับนี้มีความสำคัญต่อรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟเอธิโอเปีย ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่
- การควบคุมอุณหภูมิ: ที่ระดับความสูงนี้ อากาศด้านบนจะเย็นสบายกว่าพื้นที่ราบด้านล่าง โดยอุณหภูมิที่เย็นลงช่วยชะลอการสุกของผลกาแฟ ระยะเวลาการสุกที่ยาวนานขึ้นนี้ช่วยให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติที่ซับซ้อนมากขึ้น
- ความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟ: สภาพแวดล้อมที่ท้าทายในระดับความสูงทำให้ต้นกาแฟเครียด ส่งผลให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการผลิตเมล็ด ความเครียดนี้มักทำให้เมล็ดกาแฟมีความหนาแน่นมากขึ้นและมีรสชาติดีขึ้น
- การระบายน้ำที่ดีเยี่ยม: พื้นที่ลาดชันของที่สูงเหล่านี้ทำให้การระบายน้ำทำได้ดีเยี่ยม ป้องกันน้ำท่วมขัง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อต้นกาแฟได้
- การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละวัน: ภูมิภาคที่สูงจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างกลางวันและกลางคืน ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติที่ซับซ้อน
แหล่งปลูกกาแฟของเอธิโอเปียสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 พื้นที่หลัก ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน
- Sidama: ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเอธิโอเปีย ขึ้นชื่อในเรื่องกาแฟที่ผ่านกระบวนการล้างแล้วซึ่งมีความเป็นกรดสดใสและรสชาติที่ซับซ้อน มักมีรสเปรี้ยวหรือกลิ่นดอกไม้ ภูมิอากาศย่อยที่หลากหลายของภูมิภาคนี้ ตั้งแต่ป่าฝนไปจนถึงเทือกเขาสูง ส่งผลให้กาแฟ Sidama มีรสชาติที่หลากหลาย

- Yirgacheffe: เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเอธิโอเปีย ตั้งอยู่บนระดับความสูงระหว่าง 1,700 ถึง 2,200 เมตร กาแฟจาก Yirgacheffe มีลักษณะเด่นคือกลิ่นหอมของดอกไม้ รสเปรี้ยวสดใส และเนื้อกาแฟที่สะอาดเหมือนชา อุณหภูมิที่เย็นสบายและปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอในภูมิภาคนี้ทำให้กาแฟเชอร์รี่สุกช้า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมนี้ช่วยสร้างกาแฟที่มีคุณภาพสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาได้ยากจากที่อื่น

- Harar: ตั้งอยู่ในเขตที่สูงทางตะวันออกของเอธิโอเปีย ขึ้นชื่อในเรื่องกาแฟที่ผ่านการแปรรูปแบบแห้ง สภาพภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งของพื้นที่นี้ทำให้กาแฟมีเนื้อหนัก ความเป็นกรดต่ำ และมีกลิ่นเฉพาะที่คล้ายผลเบอร์รี่ป่าหรือไวน์ กาแฟ Harar มักถูกบรรยายว่ามีรสชาติแบบ “มอคค่า” ที่ชวนให้นึกถึงช็อกโกแลตดำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกาแฟจากภูมิภาคนี้
- Limu: ภูมิภาคตะวันตกของเอธิโอเปียแห่งนี้ผลิตกาแฟแบบล้างที่ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติที่สมดุล สะอาด หอมหวานอ่อน ๆ และความเป็นกรดที่น่ารื่นรมย์คล้ายไวน์ ดินที่อุดมสมบูรณ์และปริมาณน้ำฝนที่สม่ำเสมอของพื้นที่นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟ Limu มีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมในหมู่นักดื่มกาแฟทั่วโลก

นอกจากภูมิภาคหลัก 4 ภูมิภาคเหล่านี้แล้ว เอธิโอเปียยังมีพื้นที่ปลูกกาแฟขนาดเล็กอีกหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งมีสภาพภูมิอากาศและรสชาติเฉพาะของตัวเอง ความหลากหลายของพื้นที่ปลูกเหล่านี้ยังได้รับการส่งเสริมด้วยพันธุ์กาแฟที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมของเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอาราบิกาที่มีความหลากหลายที่สุดในโลก ความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ทำให้กาแฟเอธิโอเปียมีรสชาติที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้กาแฟจากเอธิโอเปียเป็นที่นิยมและมีความต้องการสูงในตลาดโลก

เอธิโอเปีย: แหล่งกำเนิดกาแฟพื้นเมืองหลายสายพันธุ์
เอธิโอเปียเป็นถิ่นกำเนิดของกาแฟพื้นเมืองหลายสายพันธุ์ ซึ่งหลายสายพันธุ์ยังไม่ได้รับการจำแนกอย่างเป็นทางการ ความหลากหลายทางพันธุกรรมของกาแฟในเอธิโอเปียไม่มีประเทศผู้ปลูกกาแฟอื่นใดเทียบได้ ภูมิศาสตร์ของเอธิโอเปียมีบทบาทสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ กาแฟหลายสายพันธุ์ได้รับการปลูกในระบบนิเวศป่าไม้ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ กาแฟป่าเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของการผลิตกาแฟทั้งหมดของเอธิโอเปีย เติบโตตามธรรมชาติภายใต้ร่มไม้ของป่า สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาระบบนิเวศป่าไม้และความหลากหลายทางพันธุกรรมของต้นกาแฟอีกด้วย
แม้เอธิโอเปียจะได้เปรียบในแง่ภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการปลูกกาแฟที่มีรสชาติซับซ้อน แต่สภาพภูมิประเทศที่ขรุขระทำให้การคมนาคมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการทำไร่กาแฟเชิงพาณิชย์ทำได้ยาก ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในด้านเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกาแฟของเอธิโอเปีย อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟในปัจจุบันบางแห่งไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในอนาคต ส่งผลให้การผลิตต้องย้ายไปยังพื้นที่ที่สูงขึ้น และอาจคุกคามความหลากหลายทางพันธุกรรมที่พบในบริเวณกาแฟป่าตอนล่าง
แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของภูมิภาคปลูกกาแฟในเอธิโอเปียยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟของที่นี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกาแฟที่ดีที่สุดในโลก
พันธุ์กาแฟเอธิโอเปียและวิธีการแปรรูป
ชื่อเสียงของเอธิโอเปียในการผลิตกาแฟคุณภาพเยี่ยมไม่ได้มาจากภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยเพียงเท่านั้น ความหลากหลายทางพันธุกรรมของต้นกาแฟและวิธีการแปรรูปแบบดั้งเดิมของเอธิโอเปียก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างรสชาติและคุณภาพเฉพาะตัวที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปียเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
พันธุ์กาแฟเอธิโอเปีย
เอธิโอเปียมักได้รับการขนานนามว่า “Birthplace of Coffee” หรือ “ประเทศต้นกำเนิดของกาแฟ” เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดของกาแฟอาราบิกา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60-70% ของผลผลิตกาแฟทั่วโลก กาแฟอาราบิกามีชื่อเสียงเรื่องรสชาติที่ซับซ้อนเหนือกว่าสายพันธุ์อื่น เช่น กาแฟคาเนโฟรา (โรบัสต้า) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เอธิโอเปียแตกต่างคือความหลากหลายของสายพันธุ์กาแฟอาราบิกาภายในประเทศที่เติบโตตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศเฉพาะของเอธิโอเปียมานานหลายศตวรรษ
เอธิโอเปียปลูกกาแฟด้วยสายพันธุ์ที่แตกต่างกันหลายสายพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกว่าสายพันธุ์มรดกของประเทศ แตกต่างจากประเทศผู้ผลิตกาแฟอื่น ๆ ที่มักจะปลูกกาแฟเพียงไม่กี่สายพันธุ์ สายพันธุ์กาแฟพื้นเมืองของเอธิโอเปียที่มีชื่อเสียง ได้แก่
- Gesha (หรือ Geisha): กาแฟเกชา หรือไกชา เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักดื่มกาแฟทั่วโลก แม้จะมีต้นกำเนิดในเอธิโอเปีย แต่ปัจจุบันมักปลูกในประเทศอื่น ๆ เช่น ปานามา และโคลอมเบีย กาแฟเกชามีลักษณะเด่นคือเมล็ดยาวรี และให้รสชาติที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน มักจะมีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ โดยเฉพาะกลิ่นดอกส้ม ดอกมะลิ หรือดอกกุหลาบ ผสมผสานกับรสชาติของผลไม้เขตร้อน เช่น มะม่วง หรือส้ม บางครั้งอาจมีโน้ตของช็อกโกแลตหรือน้ำผึ้งแทรกอยู่ ความพิเศษของกาแฟเกชาคือความสมดุลระหว่างความหวานและความเปรี้ยว พร้อมด้วยเนื้อสัมผัสที่เบาและนุ่มนวล ทำให้มันเป็นที่นิยมในการแข่งขันกาแฟระดับโลก อย่างไรก็ตาม การปลูกกาแฟเกชาค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากต้องการสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงและมีความอ่อนไหวต่อโรคใบสนิม ทำให้ผลผลิตต่ำและราคาสูง
เอธิโอเปียยังคงเป็นแหล่งกาแฟที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงสุดในโลก ความหลากหลายนี้ส่งผลให้กาแฟจากเอธิโอเปียมีรสชาติที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กาแฟเอธิโอเปียเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในระดับสากล

- Yirgacheffe
ยิร์กาเชฟ หรือ เยอร์กาเชฟ (แล้วแต่จะเรียก) เป็นกาแฟที่มาจากพื้นที่เพาะปลูกที่มีชื่อเดียวกันในภูมิภาคซิดาโม (Sidamo) ของเอธิโอเปีย ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก กาแฟยิร์กาเชฟมักถูกแปรรูปด้วยวิธีล้าง (washed process) ซึ่งช่วยให้รสชาติและกลิ่นของกาแฟโดดเด่นขึ้น
ลักษณะเด่นของกาแฟยิร์กาเชฟคือความสดชื่นและความซับซ้อนของรสชาติ มักจะมีความเปรี้ยวสดใสคล้ายผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น มะนาว หรือส้ม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของดอกไม้ โดยเฉพาะดอกมะลิหรือดอกส้ม บางครั้งอาจพบโน้ตของชาและสมุนไพรแทรกอยู่ด้วย เนื้อสัมผัสของกาแฟยิร์กาเชฟมักจะเบาและนุ่มนวล มีความหวานธรรมชาติที่สมดุลกับความเปรี้ยว ทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและสดชื่น
กาแฟยิร์กาเชฟเป็นที่นิยมในหมู่นักดื่มกาแฟที่ชื่นชอบรสชาติที่สดใสและซับซ้อน และมักถูกใช้ในการชงแบบดริปหรือพูรโอเวอร์เพื่อให้ได้รสชาติที่เต็มที่ เนื่องจากรสชาติที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพสูง กาแฟยิร์กาเชฟจึงได้รับความนิยมในระดับสากลและเป็นตัวแทนสำคัญของกาแฟเอธิโอเปียบนเวทีโลก

- Sidamo
กาแฟซิดาโมมาจากภูมิภาคซิดาโมในเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ กาแฟซิดาโมปลูกที่ระดับความสูง 1,500 ถึง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งส่งผลให้เมล็ดกาแฟมีความหนาแน่นและรสชาติที่เข้มข้น ลักษณะเด่นของกาแฟซิดาโมคือความสมดุลระหว่างความเปรี้ยวและความหวาน โดยมักมีรสชาติของผลไม้เบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่หรือสตรอว์เบอร์รี่ ผสมผสานกับความหวานของช็อกโกแลตหรือคาราเมล บางครั้งอาจพบโน้ตของถั่วหรือเครื่องเทศแทรกอยู่ด้วย

กลิ่นของกาแฟซิดาโมมักจะมีความหอมคล้ายดอกไม้หรือผลไม้ และเนื้อสัมผัสมักจะนุ่มนวลและมีความเข้มข้นปานกลาง ทำให้กาแฟซิดาโมเหมาะสำหรับการชงได้หลากหลายวิธี ทั้งเอสเพรสโซและการชงแบบดริป กาแฟซิดาโมมีทั้งแบบที่ผ่านกระบวนการล้าง (washed) และแบบธรรมชาติ (natural process) ซึ่งให้รสชาติที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยกาแฟที่ผ่านกระบวนการธรรมชาติมักจะมีรสชาติของผลไม้ที่เข้มข้นกว่าเล็กน้อย
กาแฟซิดาโมเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักดื่มกาแฟที่ต้องการรสชาติที่สมดุลและซับซ้อน พร้อมด้วยความสดใสและหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟจากภูมิภาคนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งกาแฟที่ได้รับการยอมรับและนิยมอย่างแพร่หลายในระดับสากล
- Harar
กาแฟฮาราร์มาจากภูมิภาคฮาราร์ทางตะวันออกของเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดในโลก กาแฟฮาราร์ปลูกที่ระดับความสูง 1,400 ถึง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของเอธิโอเปีย ลักษณะเด่นของกาแฟฮาราร์คือรสชาติที่เข้มข้น มีความซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักมีรสชาติของผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด หรือพรุน ผสมผสานกับความหวานของช็อกโกแลตหรือคาราเมล บางครั้งอาจพบโน้ตของเครื่องเทศ เช่น อบเชย หรือจันทน์เทศ
กลิ่นของกาแฟฮาราร์มักจะมีความหอมคล้ายไวน์หรือวิสกี้ ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการแปรรูปแบบธรรมชาติที่นิยมใช้ในภูมิภาคนี้ เนื้อสัมผัสของกาแฟฮาราร์มักจะเข้มข้นและหนักแน่น มีความหวานที่ซับซ้อนและยาวนาน ทำให้เหมาะสำหรับการชงแบบเอสเพรสโซหรือการชงแบบตุรกี กาแฟฮาราร์เป็นที่นิยมในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะในประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เข้มข้นและชื่นชอบรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาแฟฮาราร์
กาแฟฮาราร์ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในด้านรสชาติที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่ยาวนานของเอธิโอเปีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีการค้าขายกาแฟมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
- Djimmah
กาแฟจิมม่าหรือจิมมา มาจากภูมิภาคจิมมาในตะวันตกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่อาจไม่ได้รับความนิยมในระดับเดียวกับกาแฟจากภูมิภาคอื่น ๆ ของเอธิโอเปีย กาแฟจิมม่าปลูกที่ระดับความสูง 1,400 ถึง 2,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในสภาพภูมิอากาศที่ชื้นและมีฝนตกชุก ลักษณะเด่นของกาแฟจิมม่าคือรสชาติที่เข้มข้นและมีความเป็นเอิร์ธตี้ (earthy) สูง
กาแฟจิมม่ามักมีรสชาติของช็อกโกแลตเข้ม ถั่ว และเครื่องเทศ บางครั้งอาจพบโน้ตของไม้หรือหญ้าแห้ง กลิ่นของกาแฟจิมม่ามักจะไม่ซับซ้อนเท่ากาแฟจากภูมิภาคอื่น ๆ ของเอธิโอเปีย แต่จะมีความเข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสของกาแฟจิมม่ามักจะหนักและเข้มข้น มีความขมที่โดดเด่น ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับการผสมในกาแฟเบลนด์เพื่อเพิ่มความเข้มและเป็นเบสให้กับรสชาติโดยรวม
กาแฟจิมม่ามักจะผ่านกระบวนการแปรรูปแบบธรรมชาติ (ตากแห้งตามธรรมชาติ) ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลให้มีรสชาติที่ไม่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีความพยายามในการปรับปรุงคุณภาพของกาแฟจิมม่า ทำให้มีกาแฟจิมม่าคุณภาพสูงที่มีรสชาติซับซ้อนและน่าสนใจมากขึ้น
แม้ว่ากาแฟจิมม่าจะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่ากาแฟจากภูมิภาคชื่อดังอื่น ๆ ของเอธิโอเปีย แต่ด้วยลักษณะเฉพาะของรสชาติและความพยายามในการพัฒนาคุณภาพ ทำให้กาแฟจิมม่ายังคงเป็นที่สนใจและสามารถตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นและแตกต่างอย่างลงตัว
.
วิธีการแปรรูปกาแฟ
นอกเหนือจากเรื่องของสายพันธุ์กาแฟแล้ว วิธีการแปรรูปกาแฟหลังการเก็บเกี่ยวก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรสชาติสุดท้ายของกาแฟ เอธิโอเปียใช้กรรมวิธีแปรรูปหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีล้วนมีส่วนทำให้กาแฟมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้
- การแปรรูปแบบธรรมชาติ (แห้ง)
นี่เป็นวิธีการแปรรูปกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในเอธิโอเปีย โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีน้ำไม่เพียงพอ วิธีการนี้เริ่มจากการเก็บเกี่ยวผลกาแฟสุกแล้วนำไปตากแดดบนแปลงปลูกหรือลานบ้าน ผลกาแฟจะถูกพลิกกลับเป็นประจำเพื่อให้แห้งเท่ากันและป้องกันการเกิดเชื้อรา เมื่อผลกาแฟแห้งแล้ว ผิวชั้นนอกจะถูกลอกออกด้วยเครื่องจักร วิธีการแปรรูปตามธรรมชาตินี้มักทำให้ได้กาแฟที่มีบอดี้เข้มแน่นกว่าวิธีอื่น ๆ มีความเป็นกรดน้อยกว่า และมีกลิ่นผลไม้ที่เข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟจากภูมิภาค Harrar ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องกลิ่นบลูเบอร์รี่หรือกลิ่นไวน์ที่เป็นเอกลักษณ์
- การแปรรูปแบบ Washed (แบบเปียก)
วิธีการนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในเอธิโอเปีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเช่น Yirgacheffe วิธีการนี้ทำให้กาแฟมีรสชาติที่เบากว่าวิธีแรก มีความเป็นกรดมากกว่าและมีกลิ่นดอกไม้ที่เด่นชัดกว่า กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการเอาเนื้อออกจากผลกาแฟหลังจากเก็บเกี่ยวไม่นาน จากนั้นนำเมล็ดกาแฟที่เอาเนื้อออกไปหมักในน้ำเป็นเวลา 24-36 ชั่วโมงเพื่อขจัดเมือกออก จากนั้นล้างกาแฟที่หมักแล้วในน้ำสะอาดและตากให้แห้งก่อนนำไปคั่ว วิธีการนี้มักได้รับการยกย่องว่าช่วยดึงเอารสชาติอันละเอียดอ่อนและซับซ้อนของกาแฟ โดยเฉพาะ Yirgacheffe ได้อย่างยอดเยี่ยม
- การแปรรูปแบบกึ่งล้าง (น้ำผึ้ง)
วิธีการนี้เป็นวิธีการตรงกลางระหว่างการแปรรูปแบบธรรมชาติและการแปรรูปแบบล้าง โดยจะทำให้ได้กาแฟที่มีเนื้อสัมผัสและความหวานของกาแฟแปรรูปแบบธรรมชาติ แต่มีรสชาติที่ชัดเจนกว่า วิธีการนี้ช่วยรักษาความหวานของผลกาแฟขณะเดียวกันก็ให้ความสมดุลระหว่างรสชาติและบอดี้
ความย้อนแย้งที่น่าสงสัย: กาแฟระดับโลกจากประเทศยากจน
แม้ว่าเอธิโอเปียจะเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพเยี่ยมระดับโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ความขัดแย้งนี้อาจทำให้หลายคนสงสัยว่า เมื่อมีของดีอยู่ในประเทศขนาดนี้ ทำไมไม่สามารถใช้มันในการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนได้มากกว่านี้
ในปี 2021 GDP ต่อหัวของเอธิโอเปียอยู่ที่เพียง 936 ดอลลาร์ และประชากรราว 24% อาศัยอยู่ใต้เส้นความยากจนของประเทศ เศรษฐกิจของเอธิโอเปียพึ่งพาภาคเกษตรกรรมอย่างมาก โดยคิดเป็น 35% ของ GDP และมีการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมถึง 65% ของแรงงานทั้งหมด ในบรรดาสินค้าเกษตรทั้งหมดที่เพาะปลูกในเอธิโอเปีย กาแฟถือเป็นพระเอก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด สร้างรายได้ประมาณ 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และเป็นแหล่งรายได้สำหรับชาวเอธิโอเปียราว 15 ล้านคน
แม้จะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่อุตสาหกรรมกาแฟของเอธิโอเปียก็เผชิญกับความลำบาก เช่น ราคากาแฟในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพารายได้จากกาแฟ นอกจากนี้ กาแฟส่วนใหญ่ที่ถูกส่งออกก็เป็นเมล็ดดิบ ทำให้เอธิโอเปียสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป การคั่ว และการสร้างแบรนด์ โครงสร้างการเกษตรแบบรายย่อยช่วยรักษาคุณภาพของกาแฟ แต่ก็ทำให้เกษตรกรไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีและวิธีการผลิตสมัยใหม่ได้ ห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและมีตัวกลางหลายราย ทำให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยจากราคาขายปลีกสุดท้าย
ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม คุกคามการผลิตกาแฟในบางพื้นที่ ในขณะที่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจก็สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
แม้จะผลิตกาแฟคุณภาพสูง แต่เกษตรกรและผู้ส่งออกชาวเอธิโอเปียมักมีอำนาจต่อรองจำกัดในการกำหนดราคาที่สะท้อนคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง ราคาสูงที่ผู้ซื้อจ่ายสำหรับกาแฟพิเศษไม่ได้แปรเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับเกษตรกรเสมอไป
ราคาหน้าสวนและราคาขายปลีก
ราคาที่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในเอธิโอเปียได้รับอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 15 เบียร์ (ประมาณ 0.50 ถึง 0.70 ดอลลาร์) ต่อ 1 กิโลกรัม ที่ส่งไปยังสหกรณ์เพื่อแปรรูปและจำหน่ายต่อไป ราคาดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคุณภาพของกาแฟและสภาวะตลาด ในอดีต เกษตรกรในเอธิโอเปียได้รับเงินเพียง 1 ถึง 2 เบียร์ต่อกิโลกรัม แต่การริเริ่มและการเปลี่ยนแปลงของตลาดเมื่อไม่นานมานี้ทำให้รายได้ของพวกเขาดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ราคาอ้างอิง Fairtrade Living Income สำหรับกาแฟที่ปลูกในสวนถูกกำหนดไว้ขั้นต่ำที่ 74 เบียร์ (ประมาณ 1.35 ดอลลาร์) ต่อกาแฟ 1 กิโลกรัม
เมื่อเทียบกับราคาขายปลีกระหว่างประเทศ กาแฟ เอธิโอเปีย อาจมีราคาประมาณ 20 ถึง 28 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในตลาดต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับคุณภาพและแบรนดิ้งของกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟพิเศษจากภูมิภาคที่มีชื่อเสียง เช่น Yirgacheffe และ Sidamo อาจมีราคาสูงกว่านี้อย่างมาก ความแตกต่างของราคานี้สะท้อนถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและโครงสร้างการค้ากาแฟที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟคุณภาพระดับโลกยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบาก
การแก้ไขความเหลื่อมล้ำนี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก เพื่อให้คุณค่าของกาแฟเอธิโอเปียสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงและส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง
https://barefootcoffeeroasters.com/countries-with-the-best-coffee-beans/
https://www.homegrounds.co/best-coffee-growing-countries-in-the-world/
https://worldpopulationreview.com/country-rankings/poorest-countries-in-the-world
https://www.wipo.int/web/ip-advantage/w/stories/the-coffee-war-ethiopia-and-the-starbucks-story
–
Website : Marketeeronline.co /



