Negative Income Tax (NIT) คือ แนวคิดในการเก็บภาษีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยในระบบนี้ หากบุคคลที่มีรายได้น้อยกว่าขีดจำกัดที่กำหนดไว้จะไม่ได้จ่ายภาษี แต่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลแทน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากรายได้ของคนคนนั้นต่ำกว่าระดับที่ต้องเสียภาษี รัฐบาลจะจ่ายเงินสนับสนุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้แทน
แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นเพื่อเป็นวิธีการแก้ปัญหาความยากจน และเป็นทางเลือกที่ง่ายต่อการจัดการมากกว่าการให้สวัสดิการหลายรูปแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีรายได้น้อยมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น เพราะยังคงได้รับการสนับสนุนแม้จะมีรายได้
Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเป็นผู้ที่แนะนำแนวคิดนี้ครั้งแรกในช่วงปี 1960 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีและช่วยลดความยากจน
รายได้ของรัฐที่นำไปใช้ช่วยเหลือคนยากไร้ เช่น ในระบบ Negative Income Tax หรือระบบสวัสดิการอื่น ๆ มาจากหลายแหล่ง โดยแหล่งรายได้หลักของรัฐมักจะประกอบด้วย:
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล: เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐที่เกิดจากการเก็บภาษีจากบุคคลที่มีรายได้สูง และจากบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีกำไร
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ ผู้บริโภคจะเป็นผู้จ่ายให้รัฐผ่านการซื้อสินค้าและบริการ
3. ภาษีสรรพสามิต: เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าประเภทพิเศษ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ สินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่รัฐต้องการควบคุมการบริโภค
4. ภาษีจากการนำเข้า-ส่งออก: รายได้จากการเก็บภาษีสินค้านำเข้าและส่งออกเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ
5. รายได้จากรัฐวิสาหกิจ: รายได้ที่รัฐได้รับจากบริษัทหรือองค์กรที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เช่น การไฟฟ้า การประปา สายการบิน หรือบริษัทน้ำมันของรัฐ
6. เงินกู้หรือพันธบัตรรัฐบาล: ในบางครั้ง รัฐบาลอาจออกพันธบัตรหรือกู้เงินเพื่อเพิ่มรายได้ระยะสั้นหากรายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้ที่มี
รัฐจะนำรายได้จากแหล่งเหล่านี้มาจัดสรรเพื่อโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการช่วยเหลือคนยากไร้ สวัสดิการสังคม การศึกษา และสาธารณสุข เป็นต้น
Negative Income Tax (NIT) และสวัสดิการสังคม
Negative Income Tax (NIT) และสวัสดิการสังคมเป็นสองแนวทางที่รัฐใช้เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้หรือผู้มีรายได้น้อย แต่มีความแตกต่างกันในด้านกลไกและวิธีการทำงาน ดังนี้:
1. รูปแบบการช่วยเหลือ
– Negative Income Tax (NIT):
– เป็นระบบที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ หากบุคคลมีรายได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนด พวกเขาจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐแทนที่จะต้องจ่ายภาษี
– ความช่วยเหลือจะเป็นรายได้เสริมที่จ่ายโดยตรงจากระบบภาษี ทำให้ไม่จำเป็นต้องสมัครหรือแสดงความจำเป็นเฉพาะเจาะจง
– สวัสดิการสังคม:
– เป็นระบบที่รัฐมอบความช่วยเหลือเฉพาะด้าน เช่น การดูแลสุขภาพ การสนับสนุนที่อยู่อาศัย เงินช่วยเหลือสำหรับการเลี้ยงดูบุตร หรือเงินบำนาญสำหรับผู้สูงอายุ
– ผู้รับสวัสดิการต้องสมัครเข้าร่วมโครงการที่รัฐจัดขึ้นและแสดงคุณสมบัติที่ตรงตามเกณฑ์ เช่น เป็นผู้มีรายได้น้อย หรือเป็นผู้ว่างงาน
2. การสมัครและตรวจสอบ
– NIT:
– ไม่ต้องมีการสมัครเข้าร่วมโครงการแยกต่างหาก ทุกคนจะถูกพิจารณาอัตโนมัติตามรายได้ที่รายงานต่อระบบภาษี
– ความช่วยเหลือจะปรับตามรายได้ของบุคคล หากรายได้เพิ่มขึ้น จำนวนเงินช่วยเหลือจะลดลงตามไปด้วย
– สวัสดิการสังคม:
– ต้องมีการสมัครเข้าร่วมในแต่ละโครงการ เช่น เงินช่วยเหลือการว่างงานหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
– รัฐต้องทำการตรวจสอบสถานะทางการเงินและความจำเป็นของผู้สมัคร เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือมีคุณสมบัติที่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด
3. แรงจูงใจในการทำงาน
– NIT:
– เนื่องจากการช่วยเหลือจะลดลงตามระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น จึงสร้างแรงจูงใจให้บุคคลมีความตั้งใจในการหางานทำหรือเพิ่มรายได้โดยไม่กลัวว่าจะเสียสิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลืออย่างสมบูรณ์
– สวัสดิการสังคม:
– บางระบบอาจสร้างแรงจูงใจที่ไม่ดี เช่น หากผู้รับสวัสดิการหางานทำ พวกเขาอาจสูญเสียสิทธิ์ในความช่วยเหลือ ดังนั้น อาจเกิดกรณีที่ผู้คนไม่อยากหางานทำเพราะกลัวจะเสียสิทธิ์ในสวัสดิการ
4. ระบบที่เกี่ยวข้อง
– NIT:
– ทำงานร่วมกับระบบภาษี จึงใช้ระบบเดียวในการจัดการและไม่มีโครงการสวัสดิการแยกต่างหาก
– สวัสดิการสังคม:
– แยกเป็นโครงการต่าง ๆ ซึ่งแต่ละโครงการมีการบริหารและจัดการของตัวเอง เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเงินช่วยเหลือคนชรา
5. ความยืดหยุ่นและการครอบคลุม
– NIT:
– มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะไม่ต้องสร้างโครงการใหม่ ๆ แต่สามารถใช้ระบบภาษีเพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทุกกลุ่มคน
– สวัสดิการสังคม:
– ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหรือปัญหาที่เจาะจง แต่ละโครงการอาจมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ทำให้บางครั้งไม่ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
โดยรวมแล้ว Negative Income Tax เน้นการสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มรายได้และลดภาระของรัฐในการบริหารจัดการระบบสวัสดิการแยกต่างหาก ขณะที่สวัสดิการสังคมเป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้านตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
คนมีรายได้น้อยก็ยิ่งไม่อยากทำงาน?
คำถามนี้เป็นประเด็นที่สำคัญและมีการถกเถียงกันในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่ระบบ Negative Income Tax (NIT) ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุด โดยมีหลักการที่สร้างแรงจูงใจให้คนยังคงต้องการเพิ่มรายได้ แทนที่จะหยุดทำงานเพื่อพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งมีเหตุผลและกลไกที่สามารถอธิบายได้ดังนี้:
1. การลดความช่วยเหลือแบบค่อยเป็นค่อยไป
– ในระบบ NIT จำนวนเงินช่วยเหลือที่รัฐให้จะลดลงเมื่อรายได้ของบุคคลเพิ่มขึ้น แต่จะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ถูกตัดออกในทันที ดังนั้น คนที่มีรายได้น้อยที่ได้รับความช่วยเหลือยังคงมีแรงจูงใจที่จะทำงานเพิ่มหรือหาเงินเพิ่ม เพราะพวกเขายังคงได้รับความช่วยเหลือบางส่วน ขณะที่รายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้น
– การลดจำนวนเงินช่วยเหลือแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้แตกต่างจากระบบสวัสดิการที่การได้รับความช่วยเหลืออาจถูกตัดสิทธิ์ทันทีที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งในกรณีนั้นอาจทำให้ผู้คนลังเลที่จะทำงานเพิ่มเพื่อไม่สูญเสียสิทธิ์
2. การเพิ่มรายได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเสมอ
– ระบบ NIT ออกแบบมาเพื่อให้คนที่ทำงานและสร้างรายได้มากขึ้นได้รับผลประโยชน์ทั้งจากรายได้ของตนเองและจากการลดจำนวนเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ทำให้การทำงานเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่คุ้มค่า และคนสามารถรู้สึกว่าการทำงานหนักขึ้นทำให้พวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการที่รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นหรือมีเงินสำรองมากขึ้น
3. ความสามารถในการควบคุมรายได้
– ระบบ NIT ให้ความยืดหยุ่นแก่บุคคลในการควบคุมการเงินของตนเอง พวกเขาสามารถวางแผนการทำงานและการใช้จ่ายได้ดีขึ้น เนื่องจากรู้ว่าแม้จะมีรายได้น้อย พวกเขาก็ยังได้รับการสนับสนุน และยิ่งทำงานมากขึ้น พวกเขาจะได้รับรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้คนที่มีรายได้น้อยยังมีแรงจูงใจในการหางานหรือทำงานเพิ่มเติม
4. ลดความอายและภาระของการขอรับสวัสดิการ
– ระบบ NIT เป็นการช่วยเหลือทางการเงินที่ไม่ได้มีความยุ่งยากในเรื่องการสมัครหรือแสดงคุณสมบัติเพื่อขอรับสวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งทำให้ผู้มีรายได้น้อยรู้สึกไม่อายหรือกลัวที่จะขอรับความช่วยเหลือ ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกสบายใจมากขึ้นในการทำงานเพื่อเพิ่มรายได้
5. ประสบการณ์จากงานวิจัยและการทดลองจริง
– จากการทดลองระบบ NIT ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ผลการวิจัยพบว่า แม้บางคนที่ได้รับการช่วยเหลือจะทำงานน้อยลงบ้าง แต่จำนวนการทำงานที่ลดลงไม่มากจนเป็นปัญหาใหญ่ และหลายคนยังคงเลือกที่จะทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น แม้ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐอยู่แล้ว
6. การส่งเสริมความมั่นคงและพัฒนาทางเศรษฐกิจ
– ระบบ NIT ไม่ได้ตั้งใจให้คนพึ่งพารัฐตลอดไป แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนมีความมั่นคงทางการเงินขั้นพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาตนเองไปสู่โอกาสที่ดีกว่าในระยะยาว เช่น การศึกษาหรือการฝึกทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มรายได้มากขึ้นในอนาคต
มีประเทศไหนที่ใช้ระบบ NIT
ระบบ Negative Income Tax (NIT) ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในหลายประเทศ แต่มีการทดลองในบางประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์และข้อท้าทายที่เกิดขึ้นจากแนวคิดนี้ นี่คือตัวอย่างของการทดลองที่สำคัญ:
1. การทดลองในสหรัฐอเมริกา (1968–1972)
– สหรัฐอเมริกาได้ทดลองระบบ NIT ในหลายเมือง เช่น นิวเจอร์ซีย์ ซีแอตเทิล และเดนเวอร์ เพื่อทดสอบผลกระทบต่อครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ
– ผลการทดลองพบว่า แม้ว่าจะมีบางครัวเรือนที่ทำงานน้อยลงเล็กน้อย (ประมาณ 9% สำหรับชายและ 20% สำหรับหญิง) แต่ส่วนใหญ่ยังคงทำงานต่อไป และครัวเรือนที่มีรายได้น้อยสามารถพึ่งพาตนเองได้ดีขึ้น
– การทดลองนี้ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ส่งผลให้พวกเขามีโอกาสในการปรับปรุงชีวิต เช่น การศึกษาและการหางานที่ดีกว่า
– อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อวิจารณ์ของการทดลองนี้คือค่าใช้จ่ายในการจัดการและความซับซ้อนของระบบ แต่ก็ได้แสดงให้เห็นว่า NIT สามารถเป็นเครื่องมือในการลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การทดลองในแคนาดา (Mincome, 1974–1979)
– การทดลอง Mincome ในเมือง Dauphin รัฐแมนิโทบา ประเทศแคนาดา เป็นโครงการทดลอง NIT ที่มอบเงินสนับสนุนให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ผลการทดลองพบว่าในช่วงเวลานั้นไม่มีใครต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน
– ผลสำคัญของการทดลองนี้คือ การลดลงของอัตราการทำงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มแม่บ้านที่เลือกจะอยู่บ้านดูแลลูก หรือคนที่กลับไปเรียนต่อ
– นอกจากนี้ อัตราการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์และปัญหาสุขภาพจิตลดลง เพราะความมั่นคงทางการเงินทำให้ผู้คนมีความเครียดน้อยลง และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
– แม้ว่าการทดลองนี้จะถูกยกเลิกในปี 1979 แต่ข้อมูลที่เก็บไว้แสดงให้เห็นว่าการช่วยเหลือผ่านระบบ NIT มีผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างชัดเจน
3. สวิตเซอร์แลนด์ (Basic Income Proposal, 2016)
– แม้ว่าจะไม่ใช่ระบบ NIT โดยตรง แต่สวิตเซอร์แลนด์เคยเสนอโครงการ **Basic Income** ซึ่งคล้ายกับแนวคิดของ NIT โดยเสนอให้ประชาชนทุกคนได้รับเงินสนับสนุนพื้นฐานเพื่อให้มีรายได้ขั้นต่ำ แต่ไม่ผ่านการทดลองเชิงระบบ
– แม้ว่าข้อเสนอนี้จะไม่ผ่านการลงประชามติ แต่แสดงให้เห็นถึงความสนใจและการถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือแบบพื้นฐานซึ่งคล้ายกับ NIT
4. สหราชอาณาจักร (Universal Credit)
– ระบบ Universal Credit ของสหราชอาณาจักรแม้จะไม่ใช่ NIT ตรง ๆ แต่มีลักษณะที่คล้ายกัน คือ เป็นระบบที่รวบรวมสวัสดิการหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน และมุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยค่อย ๆ ลดจำนวนเงินช่วยเหลือลงเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจนและสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพิ่ม
– ระบบนี้ทำให้ผู้ที่เริ่มทำงานสามารถได้รับรายได้สุทธิมากขึ้นโดยไม่สูญเสียสิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลือในทันที ซึ่งทำให้ระบบนี้มีแรงจูงใจต่อการทำงานเพิ่ม
ปัจจัยความสำเร็จของระบบ NIT
– ลดความยากจนและสร้างความมั่นคงทางการเงิน: การทดลองในสหรัฐฯ และแคนาดาแสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถช่วยลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ครัวเรือนมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
– สุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น: ผลจากการทดลองในแคนาดาพบว่า ผู้คนมีสุขภาพจิตและร่างกายที่ดีขึ้น เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่มั่นคงทางการเงิน
– แรงจูงใจในการทำงานยังคงอยู่: แม้จะมีการลดลงของอัตราการทำงานบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ การที่ผู้คนเลือกใช้เวลาสำหรับการศึกษาและพัฒนาทักษะตัวเองยังเป็นผลดีในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดที่ใช้ระบบ Negative Income Tax (NIT) อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับประชาชนทุกคนทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีการทดลองในบางพื้นที่ของบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดาในอดีต ระบบ NIT ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นระบบหลักอย่างแพร่หลาย เหตุผลหลักมาจากความซับซ้อนในการบริหารจัดการ การคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจ และความท้าทายในการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระบบที่มีลักษณะคล้ายกับ NIT ได้ถูกนำไปใช้ในบางประเทศหรือโครงการ เช่น ระบบ Universal Credit ในสหราชอาณาจักร หรือโครงการสวัสดิการอื่น ๆ ที่มีการผสานเงินสนับสนุนจากรัฐเมื่อรายได้ต่ำ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายคล้ายกับ NIT แต่ไม่ได้เป็น NIT โดยตรง
ตัวอย่างของระบบใกล้เคียงกับ NIT:
1. สหราชอาณาจักร: Universal Credit
– ระบบ Universal Credit ในสหราชอาณาจักรเป็นการผสมผสานสวัสดิการหลายรูปแบบ เช่น เงินช่วยเหลือคนว่างงาน เงินช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และเงินช่วยเหลือครอบครัว เข้าไว้ในระบบเดียว โดยมีกลไกที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น
– ลักษณะนี้คล้ายกับ NIT ตรงที่รัฐยังคงช่วยเหลือเมื่อรายได้ต่ำ แต่จะลดความช่วยเหลือลงตามระดับรายได้ ทำให้แรงจูงใจในการทำงานยังคงอยู่
2. สหรัฐอเมริกา: Earned Income Tax Credit (EITC)
– ระบบ **EITC** ในสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเครดิตภาษีที่ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูก ซึ่งเป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำผ่านการลดหย่อนภาษีหรือคืนเงินภาษี
– แม้ว่าจะไม่ใช่ NIT โดยตรง แต่ EITC ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน คือ การสนับสนุนรายได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบภาษี
3. ฟินแลนด์: Basic Income Experiment
– ฟินแลนด์ได้ทดลองใช้ระบบรายได้พื้นฐานสำหรับประชาชนบางส่วนในช่วงปี 2017–2018 ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมโครงการได้รับเงินรายเดือนโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งคล้ายกับแนวคิดของ NIT แต่การทดลองนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นการจ่ายรายได้พื้นฐานอย่างไม่มีเงื่อนไขมากกว่า
– การทดลองแสดงให้เห็นว่าผู้คนรู้สึกมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น แต่การทดลองไม่ได้ขยายหรือเปลี่ยนไปเป็นระบบหลัก
เหตุผลที่ระบบ NIT ยังไม่ได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
1. ต้นทุนทางการคลัง: การให้เงินช่วยเหลือแก่ทุกคนที่มีรายได้น้อยโดยไม่ต้องสมัครหรือรับสวัสดิการเฉพาะกลุ่มต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หากไม่มีการปรับระบบภาษีหรือโครงสร้างเศรษฐกิจให้เหมาะสม อาจทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณของรัฐ
2. ความซับซ้อนทางการบริหาร: การปรับใช้ระบบ NIT ต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีและการจัดการเงินช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นเรื่องท้าทายในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบสวัสดิการและการเก็บภาษีที่ซับซ้อน
3. **การต่อต้านทางการเมือง**: แนวคิด NIT อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ “เกินความจำเป็น” แก่ผู้มีรายได้น้อยในสายตาของบางฝ่ายทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มองว่าคนควรพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งรัฐ
คนรายได้น้อย ยิ่งไม่อยากทำงาน
คำถามนี้เป็นข้อกังวลที่หลายคนมีเกี่ยวกับแนวคิดของ Negative Income Tax (NIT) หรือแม้แต่ระบบสวัสดิการอื่น ๆ ว่าจะทำให้ผู้คนขาดแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้นและรอความช่วยเหลือจากรัฐแทนที่จะพยายามสร้างรายได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ระบบ NIT มีการออกแบบที่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหานี้และกระตุ้นให้ผู้คนยังคงพยายามทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยเหตุผลต่อไปนี้:
1. การลดเงินช่วยเหลือแบบค่อยเป็นค่อยไป
– ระบบ NIT ไม่ได้ให้เงินช่วยเหลือแบบเต็มจำนวนถ้าคุณทำงานหรือมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีการลดจำนวนเงินช่วยเหลือตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่น ถ้ารายได้เพิ่มขึ้น $1 การช่วยเหลืออาจลดลงเพียง 50 เซ็นต์ ดังนั้น คนยังคงได้รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอยู่
– แทนที่จะทำให้คนรู้สึกว่าไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน การออกแบบนี้ทำให้การทำงานมีความคุ้มค่าเสมอ เพราะรายได้สุทธิยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานหรือมีรายได้มากขึ้น โดยไม่เสียสิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลือทันที
2. การสร้างความมั่นคงทางการเงินพื้นฐาน
– ระบบ NIT มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความมั่นคงทางการเงินแก่คนยากจนหรือคนที่มีรายได้น้อยที่สุด ซึ่งความมั่นคงนี้ทำให้พวกเขาไม่ต้องดิ้นรนหางานที่รายได้ต่ำหรือไม่ปลอดภัยเพียงเพื่อความอยู่รอด
– เมื่อพวกเขามีรายได้พื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้ว พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ การศึกษา หรือการหางานที่มีรายได้สูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาพัฒนาตัวเองและเพิ่มรายได้มากขึ้น
3. แรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
– ในระบบ NIT บุคคลที่มีรายได้น้อยจะยังได้รับความช่วยเหลือแม้ว่าจะทำงานเพิ่ม ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะรู้ว่าการทำงานเพิ่มไม่ทำให้ความช่วยเหลือหายไปทั้งหมด ต่างจากระบบสวัสดิการแบบดั้งเดิมที่อาจตัดสิทธิ์เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด
– การลดจำนวนความช่วยเหลือค่อยเป็นค่อยไปทำให้คนรู้สึกว่า “ทำมากได้มาก” ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นในการทำงานต่อไปและไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงรัฐทั้งหมด
4. ลดภาระจิตใจและความเครียด
– ความยากจนมักมาพร้อมกับความเครียดทางจิตใจซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจและการทำงาน การให้ความช่วยเหลือพื้นฐานผ่าน NIT ช่วยลดความกังวลเรื่องการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน เช่น การหาที่อยู่หรืออาหาร ทำให้คนมีสติปัญญาและพลังใจในการพัฒนาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
– เมื่อความเครียดลดลง คนมักมีความสามารถในการวางแผนอนาคตได้ดีขึ้น เช่น การหางานที่ดีกว่า หรือการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน
5. ผลการวิจัยสนับสนุน
– การทดลอง NIT ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่า แม้จะมีบางคนที่ทำงานน้อยลง แต่สาเหตุหลักมาจากกลุ่มแม่บ้านที่เลือกจะดูแลครอบครัว หรือผู้ที่กลับไปศึกษาต่อ ไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดแรงจูงใจในการทำงานโดยสิ้นเชิง
– นอกจากนี้ การทดลองยังพบว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำงาน การวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบ NIT ไม่ได้ทำให้คนหยุดทำงานอย่างแพร่หลาย
6. ความยุติธรรมในสังคม
– การสร้างความช่วยเหลือพื้นฐานผ่าน NIT เป็นการทำให้ทุกคนในสังคมมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะหลุดพ้นจากความยากจน หากระบบออกแบบมาให้สอดคล้องกับกลไกเศรษฐกิจที่เหมาะสม มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานชีวิตของคนยากจนโดยไม่ต้องลดแรงจูงใจในการทำงาน
– ความไม่เท่าเทียมทางการเงินมักทำให้คนยากจนไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรความยากจนได้ การสร้างความช่วยเหลือพื้นฐานช่วยให้พวกเขามีโอกาสในการพัฒนาชีวิตมากขึ้น
7. การวางรากฐานสำหรับอนาคต
– ในระยะยาว การช่วยให้คนยากจนมีรายได้พื้นฐานผ่านระบบ NIT จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสในการศึกษา พัฒนาทักษะ หรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะคนจะมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มและไม่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากรัฐตลอดไป
สรุป
แม้จะมีความกังวลว่าระบบ **Negative Income Tax (NIT)** จะทำให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน แต่กลไกการลดเงินช่วยเหลือแบบค่อยเป็นค่อยไปและการให้รายได้ที่มั่นคงช่วยให้คนยังคงมีแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น การสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะและสุขภาพจิตที่ดีขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ระบบนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบในทางลบต่อการทำงานอย่างที่หลายคนกังวล
ข้อเสียของระบบ NIT
ระบบ Negative Income Tax (NIT) แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อเสียและความท้าทายที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ซึ่งบางส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ต้นทุน และผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คน ข้อเสียเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปตามบริบทของประเทศและระบบเศรษฐกิจ นี่คือข้อเสียหลักที่มักถูกยกขึ้นมาถกเถียง:
1. ต้นทุนทางการคลังสูง
– การดำเนินโครงการ NIT ในระดับประเทศจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพราะรัฐจะต้องจ่ายเงินสนับสนุนแก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นภาระงบประมาณที่ใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีคนรายได้น้อยจำนวนมาก
– หากไม่มีแหล่งรายได้ที่เพียงพอจากการเก็บภาษี รัฐอาจต้องเพิ่มภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงขึ้นหรือหันไปกู้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการ ซึ่งอาจสร้างปัญหาด้านการคลังในระยะยาว
2. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ
– การนำระบบ NIT มาใช้อาจต้องปรับโครงสร้างระบบภาษีและการจัดการทางการเงินของรัฐให้ซับซ้อนขึ้น การคำนวณจำนวนเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมให้กับผู้มีรายได้แตกต่างกันอาจต้องการระบบข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบัน รวมถึงกระบวนการตรวจสอบรายได้และการจัดการเงินช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ
– หากระบบไม่มีการจัดการที่ดี อาจเกิดการรั่วไหลของงบประมาณ หรือการช่วยเหลือไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างที่ควรจะเป็น
3. ผลกระทบต่อแรงจูงใจในการทำงาน (สำหรับบางกลุ่ม)
– แม้ว่าระบบ NIT จะถูกออกแบบให้ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจในการทำงาน แต่ยังมีความเสี่ยงว่าในบางกลุ่มคน การได้รับเงินช่วยเหลือที่มากเพียงพออาจทำให้พวกเขาไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงานหรือพัฒนาตัวเอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับบางกลุ่ม เช่น คนที่พอใจกับระดับการใช้ชีวิตในสถานะที่มีรายได้พื้นฐานเพียงพอจากรัฐ
– ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้คนบางกลุ่มอาจคิดว่า “ทำงานเพิ่มก็ไม่ได้ประโยชน์มากเพราะเงินช่วยเหลือจากรัฐจะลดลง” จึงเลือกไม่เพิ่มรายได้
4. ความยุติธรรมในสังคม
– บางคนอาจมองว่าระบบ NIT เป็นการ “ให้ความช่วยเหลือฟรี” แก่ผู้ที่ไม่ทำงานหรือทำงานน้อย ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ทำงานหนักแต่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากรัฐแบบเดียวกัน
– การให้เงินสนับสนุนแก่ผู้มีรายได้น้อยโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ อาจสร้างความไม่พอใจในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตนเองต้องเสียภาษีเพื่อสนับสนุนคนอื่น แต่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบนี้โดยตรง
5. การสร้างความคาดหวังที่ยั่งยืน
– หากมีการดำเนินระบบ NIT ในระยะยาว อาจเกิดการสร้างความคาดหวังในหมู่ประชาชนว่ารัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงินตลอดไป ทำให้เกิดการพึ่งพิงรัฐมากขึ้นและลดการพึ่งพาตนเองในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
– การสร้างระบบที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนหรือความไม่แน่นอนต่อความคาดหวังของประชาชน
6. ความเป็นไปได้ทางการเมือง
– การนำระบบ NIT มาใช้อาจเผชิญกับการต่อต้านทางการเมืองจากกลุ่มต่าง ๆ ที่มองว่าระบบนี้ไม่เหมาะสมหรือไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่สนับสนุนความพึ่งพาตนเองและการลดบทบาทของรัฐในการแจกจ่ายเงิน
– บางฝ่ายอาจมองว่า NIT เป็นการใช้งบประมาณที่มากเกินไปและไม่สมควรในเชิงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้การนำเสนอนโยบายนี้เป็นเรื่องท้าทายทางการเมืองในหลายประเทศ
7. ผลกระทบที่ไม่คาดคิด
– มีความเสี่ยงที่ระบบ NIT อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรูปแบบที่ไม่คาดคิด เช่น การทำให้บางอาชีพที่ให้ค่าตอบแทนต่ำหายไป หรือการที่ผู้คนลดการทำงานในงานที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งอาจส่งผลให้บางอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานในระยะยาว
– หากรัฐไม่สามารถปรับระบบให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและการทำงานของผู้คนได้ ระบบ NIT อาจสร้างความไม่สมดุลในตลาดแรงงาน
สรุป
แม้ว่าระบบ Negative Income Tax (NIT) จะมีข้อดีหลายอย่างในด้านการลดความยากจนและกระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณา เช่น ต้นทุนทางการคลังที่สูง ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ผลกระทบต่อแรงจูงใจในการทำงานบางกลุ่ม และความท้าทายทางการเมือง ข้อเสียเหล่านี้ทำให้การนำ NIT ไปใช้อย่างเต็มรูปแบบยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายในหลายประเทศ
–
